| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
20 janvier ทางโดยรวมเบื้องต้นของการปฏิบัติ
คือ รู้สึกตัวบ่อยๆ เผลอไปคิด รู้สึกตัว เผลอไปสงสัย รู้สึกตัว เผลอไปเกา รู้สึกตัว เผลอไปกิน รู้สึกตัว เผลอไปดู รู้สึกตัว เผลอไปฟัง รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวได้บ่อยๆ จนเริ่มจำสภาวะที่เผลอได้
ต่อไปจะทำอะไร ก็จะเริ่มรู้สึกตัวเอง เผลอสั้นลง เผลอถี่ขึ้น "หาได้เผลอเพียง 1 ครั้งต่อวัน คือจากหลับจนตื่น (จากหลวงพ่อปราโมทย์ครับ)" เมื่อรู้สึกตัวได้บ่อยๆ จิตจะเริ่มสังเกตเห็นความจริงว่า
อ้าว ปากมันขยับไปเองเมื่อข้าวมันจอที่ปากนิ อ้าว มือมันขยับไปเกาเองนิ อ้าว ตามันเพ่งดูเองนิ่ และที่สำคัญ ความคิดต่างๆมันก็เกิดของมันเองนิ่ สักพักเมื่อเจริญสติในชีวิตประจำวันต่อไปอีก และมีความอดทนที่จะรู้ต่อไป
หาได้ทำตามเสียงคำสั่งในหัวทันที ตามที่เคยเป็นทาสมันมาตลอดตั้งแต่เกิด ย่อมเห็นได้ว่า ความคิดต่างๆเช่น ความสงสัยเกิดเองได้มันก็ดับเองได้ มันไม่ได้สงสัยถาวรตลอดเวลาตลอด 24 ชม. หาได้มีเราต้องไปทำอะไร มันก็ไปของมันเอง ความโกรธ ความอยาก มันก็มาของมันเอง แล้วมันก็ไปของมันเอง มันอนิจจัง มันต้องเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ
เหมือนพระอาทิตย์ย่อมขึ้นแล้วตก และตกแล้วขึ้น มีใครไหนบ้างคิดว่าพระอาทิตย์คือเรา มันทุกขัง มันทนอยู่ถาวรไม่ได้ ทุกอย่างล้วนมีอายุเป็นเรื่องปกติ
พระอาทิตย์ขึ้นแล้วตกมีอายุในช่วงเช้า เป็นเรื่องปกติ มีใครไหนบ้างต้องเสียใจและคร่ำครวญเมื่อพระอาทิตย์ต้องตก เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องตก มันอนัตตา มันไม่ได้มีตัวตนไปบังคับสิ่งใดๆได้
แม้แต่ความคิดก็ไม่มีเราไปบังคับได้ เพราะหากบังคับได้ เมื่อมันทุกข์สั่งให้มันหายทุกข์ได้ คงสบายไปแล้ว และจะมีใครไหนบ้างไปบังคับพระอาทิตย์ ให้ขึ้นและตกตามใจต้องการ ความจริง 3 อย่าง คือ ไตรลักษณ์นี้ เป็นจริงมานาน เป็นธรรมชาติมานาน
หากแต่จิตที่ไม่รู้ ไม่ยอมรับ จึงได้สร้างความเชื่อว่ามีเราขึ้นมา ขึ้นมาเพื่อฝืนธรรมชาติทั้ง 3 ข้อนี้โดยไม่รู้ตัว ฝืนว่ากายคือฉัน ความคิดคือฉัน ทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ถึงไม่มีฉัน มันก็เกิดและดับของมันเอง
ฝืนว่าทุกอย่างต้องถาวร ทุกอย่างต้องคงทน จนเกิดเราไปยึดติดในสิ่งนั้น
ทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ว่ายังไง สิ่งนั้นต้องไป คนนั้นต้องไป แม้แต่ความเป็นเรายังต้องไป ฝืนว่ามีเราไปบังคับและควบคุมสิ่งใดๆได้ หากแต่จริงแล้วเพียงคิดเข้าข้างตนเอง
เมื่อเห็นพระอาทิตย์ขึ้นดั่งใจหวัง ก็บอกว่าตัวเองบังคับพระอาทิตย์ได้ แต่พอมันไม่ตกดั่งใจหวัง ก็ฟูมฟาย ทั้งโกรธและหงุดหงิด ซึ่งปกติจิตนั้นไม่รู้ และไม่ยอมรับความจริงนี้
เขาจึงฝืน เขาจึงหนี จึงทำกรรม และมีวิบากให้ต้องได้รับ และแน่นอนเราจะไปสั่งให้เขาหยุดฝืนก็ไม่ได้ เพราะจริงๆมันไม่มีเราไปสั่ง ไปบังคับอะไรได้เลย จึงเหลือเพียงทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงสั่งสอนไว้
ว่าขอเพียงให้รู้ รู้อย่างเดียว หาได้มีเราไปกระทำ เราไปไม่กระทำ ขอเพียงให้รู้ รู้ว่าเมื่อฝืนสร้างเราขึ้นมาเพื่อฝืนธรรมชาติ 3 ข้อนี้ ต้องทนทุกข์และรับวิบากอะไรบ้าง เมื่อรู้ไปเรื่อยๆ จิตเขาย่อมเข็ด ย่อมเห็นความจริง และปล่อยมือจากไฟที่ร้อนที่เขาเชื่อว่าเย็น ด้วยตัวเขาเอง ย่อมปล่อยตัวตนความเป็นเราไม่ปรุงเราขึ้นมาอีก ตราบนั้นย่อมเห็นนิพพานลางๆ ว่ามีอยู่มานานแล้ว
อยู่ต่อหน้า อยู่ต่อตา อยู่ต่อใจ มานานแล้ว สุขแค่ไหนที่หมดห่วงในความเป็นเรา แต่ไม่ใช่แค่เพียงความเป็นเรา ที่จิตห่วง
จิดยังห่วงซึ่งกิเลส และกามคุณ จิตจึงยังต้องรู้ ยังต้องสอนตัวเขาเองต่อไป ให้เห็นว่า หากเขาปรุงกิเลสขึ้นมา เขาย่อมรับผลของมัน ตั้งแต่ตอนปรุงทันทีและทันใด และหาใช่เพราะสิ่งภายนอก ไปยั่วยุเข้าไม่ แต่เพราะเขาโง่เองที่ไปปรุงตามสิ่งยั่วยุ ให้ตนเองต้องทนทุกข์และทรมาน จากเพลิงแห่งกิเลส เพราะ ไม่รู้คิดว่ามันดี คิดว่ามันสุข คิดว่าไฟมันเย็น และยอมตกเป็นทาสของมัน จึงยังต้องอดทนรู้และรับวิบาก จากการปรุงกิเลสอยู่เรื่อยๆ
จนเห็นได้ว่าแม้การปรุงกิเลสขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ก็ร้อนหนักหนา ก็ทุกข์หนักหนา เมื่อเห็นได้ดังนี้ จิตเขาย่อมเข็ด ย่อมเห็นความจริง และเลิกปรุงกิเลสของเขาเอง หมดห่วงซึ่งความเป็นเรา หมดห่วงซึ่งกิเลส
ไม่ต้องวิ่งไม่ต้องหนี ไม่ต้องฝืนธรรมชาติใดๆอีก ดุจดังกิ่งไม้ที่ไหลไปตามกระแสน้ำ หาใช่โขดหินที่กั้นกระแสน้ำมาตลอดตามที่เคยเป็น แต่ต่อจากนี้ก็ยังคงต้องรู้ จิตยังต้องสอนจิตต่อไป
ให้เห็นว่าหากยังมีกิ่งไม้ นั้นก็ยังมีวิบาก ยังคงต้องมีทุกข์ ยังคงทรมาน แม้ไม่เท่าแต่ก่อนตอนเป็นโขดหิน แต่ความห่วงย่อมคือความห่วง จิตเขาจึงยังต้องรู้ ยังต้องรับวิบากต่อไป จนเห็นจริงว่าไฟดวงเล็กนี้ ก็ยังคงร้อน หาได้ควรจับและยึดติดไม่ ตราบนั้นจิตเขาย่อมวางทั้งหมดด้วยตัวเขาเอง เหลือเพียงแต่กระแสธรรมชาติ ไม่มีสิ่งสมมติใดไปฝืนอีกต่อไป ไม่มีห่วงซึ่งสิ่งใดๆอีกต่อไป ......นี้ละ สุขแท้หนออออ .
.
.
.
นี้คือหนทางที่ยังมีผู้เดินอยู่กันมากมาย
ไม่มีผู้ยังห่วงคนใด ที่จะเข้าใจถึงความซึ่งหมดห่วง
จะสงสัยไปใย เมื่อทำเหตุถูกเมื่อนั้นย่อมเห็นผล ย่อมเข้าใจเองโดยไม่ต้องถามผู้ใด เมื่อนั้นย่อมเห็นจริง เห็นชัดๆ ไม่ต้องปรุงแต่งและจินตนาการเอาเอง
จนกลายเป็นเผลอและออกนอกลู่นอกทาง กลายเป็นไกลผลออกไปเรื่อยๆ "ยิ่งอยากยิ่งไกล รู้ว่าอยากทันใด เมื่อนั้นจะใกล้ด้วยเขาเอง" :D
CommentairesPour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!740.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|