| แฟ้มประวัติ"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารบล็อกรายการ | วิธีใช้ |
|
27 ธันวาคม ความเชื่อเดียวนี้จะต่างกับเมื่อก่อน เมื่อก่อนไปเห็นความจริงอะไรมา
จะอดใจไม่ไหว รีบมาเขียนบอกเล่าทันที หรือไม่ก็ถึงกิจวัตรแล้วก็เขียน
แต่เดียวนี้พอเจอความจริงมาจะยังไม่รีบเขียน จะรอดูไปเรื่อยๆจนกระทั่งมันเสื่อม
และเสื่อมเพราะอะไร ซึ่งในระยะเวลานี้ก็จะมี ตัวมานะ ผุดขึ้นมาใช้เป็นตัวปลุกได้อย่างดีเยี่ยม
เพราะ มันอยากจะบอกเราว่า เรารู้เรื่องนี้แล้วนะ เรารู้แล้ว เราเป็นแบบนี้ เราอย่างนั้น เราอย่างนี้
เพื่อที่จะใช้เป็นข้อมูลในการเขียน
ซึ่งถ้ารีบเขียนไปด้วยอารมณ์หลงแบบนั้น
บทความนั้นก็จะไปกระตุ้นมานะอัตตาของผู้อ่านเช่นกัน จะเห็นได้จากในรอบปีที่ผ่านมา
บางบทความมันจริง มันจริงเลย ชัดเลย แต่อ่านแล้วมันไม่ชุมชื่นหัวใจ มันแห้งแล้ง
มันเหมือนอยากเบอกเล่า ถึง เราอย่างนั้น อย่างนี้ชัดเหลือเกิน
หรือ บางบทความ ก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้าจากเดิมเลย
เพียงแต่ยอมรับในสภาวะแล้วกลับมาเดินทางที่ควรเดิน
หลังจากที่หลงไปเท่านั้น กลับน่าอ่าน น่าสนใจ เพราะมันยอมรับ อัตตามันลดลง
บทความลักษณะนี้ก็จะพาให้ผู้อ่านลดมานะอัตตาตามไปด้วย
แต่ที่ชอบจริงๆคือบทความที่ มันจริง มันโดน มันชัด เขียนไปยิ้มไป
มันยิ้มเพราะยอมรับ มันยิ้มเพราะในตอนเขียนนั้นมีความปราถนาดี
แฝงลงไปโดยปราศจากการประกาศความเป็นตัวเรา
บทความลักษณะนี้อ่านแล้ว จะจรรโลงใจมาก ที่สำคัญจะไม่ยาวจนเกินไป จะพอดี
สุดท้าย บทความประเภทที่รวมบทความทั้ง 3 แบบเข้าด้วยกัน
แน่นอน การเขียนก็อนัตตา มันบังคับไม่ได้ว่าวันนี้จะเขียนแนวไหน
มันก็จะปนๆกันไป ซึ่งจะพบเห็นเป็นประจำ สำหรับบทความที่เขียนมายาวๆ
และบทความในวันนี้ก็คงไม่พ้นจะอยู่ในลักษณะนี้อีกแล้ว
ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ตามหัวข้อนั้น ก็อยากจะพูดถึง การสื่อสารด้วยจิต
ที่เกริ่นถึงลักษณะการเขียนก่อน ก็เพราะ การเขียนเองก็แฝงการสื่อสารทางจิตไปด้วย
บางบทความเขียนขึ้นมาด้วยความปราถนาที่เจาะจงบุคคลผู้อ่านชัดเลย
และพอผู้อ่านได้อ่านบทความนั้น สภาวะจิตนั้นก็จะสื่อถึงทันที โดยเรื่องที่อ่านกับความรู้สึกหลังการอ่าน
จะสามารถไปคนละทาง หรือรู้ลึกลงกว่าที่ตัวอักษรที่ได้อ่านไป
สิ่งนี้ก็ได้มาจากการสังเกตล้วนๆ คงไม่มีหลักการอะไรมาอ้างอิง
และนั้นคือการส่งสารโดยสารคือจิต
แล้วการรับสารละ จะทำอย่างไร ต้องอ่านจิตได้หรือ ต้องสำเร็จอภิญญาหรือ
คำตอบคือไม่จำเป็นต้องสำเร็จ อภิญญา
เราสามารถอ่านจิตที่ผู้อื่นส่งมาให้เราไม่ว่าจะผ่านความนึกคิด ผ่านตัวหนังสือ
ได้อัตโนมัติอยู่แล้ว ในขณะที่หากสำเร็จอภิญญา จะสามารถไปแอบอ่านจิต
ที่แม้จะไม่ส่งหาตนเอง เช่นจิตที่คนส่งให้ตนเอง จิตที่ส่งให้คนอื่น ก็ได้
ซึ่งนั้นไม่ใช่ประเด็นและความสามารถที่เหนือกว่าปกตินั้นเมื่อมีคุณมากย่อมมีโทษมากเช่นกัน
ประเด็นก็คือเราอ่านจิตที่คนอื่นส่งหาเราได้โดยอัตโนมัติ แล้วทำไมเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเราทำได้
เพราะความเชื่อว่าตัวเรา ของเรา นั้นละที่ไปปิดกั้นตรงนี้เอาไว้
แล้วไปตู่ว่าความคิดที่อยู่ๆปรากฏขึ้นมาในหัวที่ส่งมาจากผู้อื่นนั้นว่าเป็นของเรา
ทั้งๆที่ไม่ใช่ หากยกตัวอย่าง ที่หลายคนน่าจะประสบพบเจอมา เช่น
เรากำลังร้องเพลงอยู่ในใจ สักพักเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆเรา ก็ร้องเพลงเดียวกันออกมา
หรือ พอเดินไปใกล้เพื่อนคนนี้ อยู่ๆก็อยากจะร้องเพลงออกมา
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ โดยปกติการร้องเพลง เป็นการสื่อสารที่อยากให้คนรอบข้างได้ยินโดยปกติอยู่แล้ว
จึงเหมือนกับว่าคอยส่งสารส่งเสียงร้องไปทั่วบริเวณนั้นออกมาเรื่อยๆแม้จะเป็นการร้องในใจก็ตาม
ซึ่งพอใครได้สัมผัสเสียงเพลงนั้น ก็จะทำให้เพลงนั้นปรากฏขึ้นในความคิดทันที
ขบวนการต่อมาก็ตู่ทันทีว่าตัวฉันอยากร้องเพลงนี้ แล้วจึงร้องออกมา หรือไม่ก็ร้องในใจต่ออีกทอด
เอาละเขียนมายืดยาวแต่ยังไม่ได้เขียนถึงส่วนสำคัญ นั้นคือสิ่งที่ทำให้เข้าใจสารที่ส่งมา
หากเป็นในประเทศไทย เราก็ตกลงใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ทำให้ใครอ่านภาษาไทยได้
รู้ได้ว่าใครส่งมาจากลายมือ จากชื่อที่เขียน
แล้วทางจิตละ มีภาษาไหม คำตอบคือมีเหมือนกัน โดยภาษาก็คือความทรงจำนั้นเอง
หาก จิต ที่ส่งมา มีความคุ้นเคยมีอยู่ในความจำเราก็จะแปลสารนั้นได้
เช่น มีเพลงส่งมาทางจิต หากเรารู้จักเพลงนั้น เราก็จะแปลได้ ร้องตามได้ หากไม่รู้จัก
เพลงก็จะโดนทิ้งไป เหมือนไม่มีการสื่อสาร
เช่นกันการอ่านจิตที่ส่งมาปัจจัยที่สำคัญเลย คือเราสนิทหรือคุ้นเคยกับผู้ส่งหรือไม่
หากเราสนิท จะมีการแปลจิตออกมาว่าใครส่งมาพูดสไตล์ไหน โดยเหมือนคนๆที่เป็นผู้ส่ง มาพูดอยู่ในหัวเราเอง
แต่ส่วนมากแล้วจะแปลไม่ได้ชัดขนาดนั้น จะคร่าวๆเป็นความรู้สึก แล้วอยู่ๆก็นึกหน้าผู้ส่งขึ้นมาเองมากกว่า
แล้วหากเป็นคนไม่รู้จักส่งความรู้สึกมาหากเป็นความรู้สึกที่มีเก็บไว้ในความทรงจำ เราก็จะแปลได้
แต่ก็จะไม่รู้หรอกว่าใครส่งมา จนสุดท้ายก็คิดไปเองว่านั้นคือความรู้สึกตนเอง
แต่การสื่อสารทางนี้ มี noise หรือ สิ่งรบกวน เยอะ หลักๆมีอยู่ 2 อย่าง คือ ผู้รับกำลังคุยกับตนเองอยู่ เช่น คิดงาน
กับ ผู้รับกำลังหลับอยู่คือหลงไปในโลกแห่งความคิดที่กิเลสพาปรุงไป
ดังนั้นพอมี เสียงอะไรแทรกขึ้นมา ก็จะไม่รู้ว่านั้นคือเสียงผู้อื่น แต่ก็จะหลงไปว่านั้นคือเสียงตนเอง
ทำให้การสื่อสารล้มเหลว
แต่หากเป็นการสื่อสารในช่วงที่ noise น้อย คือมีสติ จิตตั้งมั่น ก็จะทำให้สามารถเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้
เช่น เรากำลังคิดถึงใครอยู่ แล้วเขาก็โทรมาพอดี หรือ อยู่ๆก็คิดถึงเขาขึ้นมาจึงโทรไปหา แล้วเขาก็บอกว่ากำลังคิดถึงเราอยู่พอดี
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทั่วไปที่น่าจะเคยพบเจอกันเกือบทุกคน แต่ไม่รู้สาเหตุว่าทำไม
พอเป็นแบบนี้ก็เลยโยงเข้าไปหา ความโรแมนติก ซะเลย
เพราะความโรแมนติกก็คือ สิ่งที่หาเหตุผลไม่ได้แล้วบอกไปว่านั้นคือความรัก
ดังนั้นความโรแมนติกจะหายไปทันที เมื่อรู้เหตุผล
เช่น โอ้ว ทำไมผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณจังเลย ทั้งที่เราพึ่งเคยพบกันครั้งแรก (ความจริง: ชาติที่แล้วเธอคือเจ้าหนี้เงินกู้ของชายผู้ไม่รู้คนนี้) เป็นต้น
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนไม่ใช่เพราะ จะให้ผู้อ่านไปฝึกการอ่านจิตผู้อื่นกัน
แต่กำลังจะชี้ให้เห็นว่า ความคิดนั้นที่เราคิดเสมอว่า อะไรก็ตามที่อยู่ๆผุดขึ้นมาย่อมเป็นของเรา
นั้นเป็นความเชื่อที่ผิด แม้แต่การพูดคุยกับตนเอง นั้นก็หาใช่เป็นการพูดคุยกับตนเองไม่
หากแต่เป็น กิเลสคุยกับจิต และเมื่อไรก็ตามที่รู้ไม่ทันคิดว่านั้นคือความคิดตนเอง ก็จะเริ่มขบวนการจิตคุยกับกิเลส
และพอเป็นแบบนี้เมื่อไรก็จะเกิดขบวนการตอกย้ำความเชื่อว่ามีตัวมีตนทันที เพราะตัวตนไม่สามารถเกิดมาเดียวๆได้
หากแต่เกิดมาได้เพราะมีกันและกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่เราๆจะไล่ตามหาพ่อแม่ หาเพื่อน หาคนรัก หาคนรู้จัก เพื่อมายืนยันตัวตน
เพื่ออิ่มเอมกลับความสุข สุขที่เกิดจากการมีหลักฐานจอมปลอมมายืนยันความจริงจอมปลอม สุขที่มายืนยันว่าความเชื่อฉันถูก
และยิ่งมีสิ่งมายืนยันมาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอิงอาศัยมากขึ้นเท่าใด
ตัวตนที่อยู่ในเครือข่ายเชื่อมโยงนั้นก็จะโตตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จึงไม่แปลกที่เมื่อเกิดขบวนการคุยกับกิเลส
แล้ว กิเลสจะใหญ่ขึ้น ตัวตนเองก็ใหญ่ขึ้น และพอใหญ่ได้ที ก็มีลูกธนูยิ่งเข้ามา เนื่องจากต้วมเตี้ยมเชื่องช้า
เพราะตัวใหญ่มาก ก็หลบไม่พ้น แล้วก็โดนยิงซ้ำแล้วซ้ำอีกไปเรื่อยๆ ใครพอมีกำลังก็วิ่งหนีกันไป
แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าเผชิญกับลูกธนูโดยตรง จนพบตนต่อของปัญหาว่า ปัญหาหาได้อยู่ที่ลูกธนู
เพราะลูกธนูมีหน้าที่ต้องโดนยิงออกมาลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่ปัญหานั้นอยู่ที่มีเราไปขว้างลูกธนูนั้นอยู่ต่างหาก
ซึ่งพอเห็นได้เช่นนี้ ก็จะเห็นไปอีกว่าทำไมถึงมีเรา เพราะกิเลสใช่ไหม
กิเลสเองก็เหมือนลูกธนู ลูกธนูมีหน้าที่โดนยิง กิเลสเองก็มีหน้าที่ชวนคุย กิเลสเขาทำหน้าที่เขา เขาทำมาเนินนานเป็นปกติอยู่แล้ว
สุดท้าย ปัญหาย่อมมาอยู่ที่เรา เรามีหน้าที่ต้องคุยกับกิเลสอย่างนั้นหรือ เราเลือกหน้าที่อื่นได้ไหม ใครเป็นคนกำหนด
คนกำหนดก็คือ ความเชื่อที่ว่ามีตัวตนนั้นดีเพื่อที่จะมาลองรับความสุข พอจิตเขาเชื่อดังนี้
เขาจึงคุยกับกิเลส เมื่อเขาคุยกับกิเลสจึงเกิด ตัวตนสมมติ จึงเกิดเรา จึงมีเราที่คุยกับกิเลส ที่คอยรับลูกธนู ลูกธนูที่ความเชื่อที่ผิดบอกว่านั้นคือความสุข
ในเมื่อรู้ปัญหาเช่นนี้แล้วว่า ปัญหาเกิดจากความเชื่อที่ผิด เกิดจากการไปคุยกับกิเลส
ดังนั้นก็หยุดคุยซะก็น่าจะจบไม่ใช่หรือ หากเรื่องการหยุดคุยนั้นทำง่าย เรื่องคงจบง่ายๆ
แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะจิตเชื่อมาตลอดเวลา การมีตัวตนนั้นดี แล้วอยู่ๆ มาบอกว่ามันไม่ดี
มันจะเจ็บปวดแค่ไหน เช่น การที่เราเชื่อมาตลอดว่าคนนี้คือคนดี แล้วอยู่ก็มาพบว่าเป็นเรื่องโกหก
มันจะเจ็บปวดแค่ไหน มันจะเจ็บปวดถึงขนาดที่ว่าปฏิเสธความจริงนั้นในที่สุด
ดังนั้นกำแพงใหญ่ที่สุดก็คือ ความเจ็บปวดเมื่อรู้ความจริงขนาดที่ยอมหนีความจริง
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องความรัก ไม่ว่าจะเป็นเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้
ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน สมัยใด ทุกคนล้วนวิ่งหามัน จะมีสีกกี่คนที่กล้าพอ
ทนดูความเจ็บปวดจากลูกธนูนี้ ทนดูว่าสุดท้ายคนที่เรารักย่อมจากเราไป คนรักที่ยืนยันว่าเรามีตัวมีตน
ต้องจากไป ตัวตนระหว่างเราจะต้องหายไป เราเจ็บปวดเหลือเกิน
ลองสังเกตดูเถิดว่าใช่เราเจ็บปวดหรือ จริงๆแล้วมีเพียงความเจ็บปวดที่เกิดจากความเชื่อว่ามีตัวตนนั้นดี
แล้วมันแค่ไม่เป็นตามความเชื่อนี้เท่านั้นเพราะตัวตนกำลังจะหายไป
มันจึงมีความเจ็บปวด แล้วใครบอกว่าหากไม่เป็นตามความเชื่อที่ผิดนี้
แล้วเราจะอยู่ไม่ได้ จะต้องตายดีกว่า หรือไม่ก็ไปหาคนมายืนยันตัวตนใหม่ดีกว่า
ไม่ลองอดทนดูสักตั้งละ ว่าสุดท้ายความเจ็บปวดที่ไม่เป็นดังความเชื่อที่ผิดๆ หาทำอะไรใครได้ไม่
เขาเพียงมีหน้าที่ทำตามที่โทสะสอนไว้ว่าเมื่อไร เจอสิ่งที่ไม่เป็นดังความเชื่อจะต้องทรมานเท่านั้นเอง
ซึ่งความจริงก็หาเป็นดังที่โทสะสอนไว้ไม่ แต่จะเจอความจริงได้ก็ต้องอดทนนานพอ นานพอจนรู้ว่า
ไหนละไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย โทสะแกโกหก กิเลสแกสอนเรื่องไม่จริง กิเลสแกโกหก
ซึ่งจริงๆแล้วกิเลสนั้นเขามีหน้าที่ต้องสอนเช่นนั้นมาช้านานแล้ว คนที่ผิดหาใช่กิเลส
แต่เป็นเพราะจิตที่ยอมเชื่อ และยอมคุยกับกิเลสต่างหาก ทั้งที่หาใช่หน้าที่ไม่ ทั้งๆที่มีทางเรื่องอื่น คือเพียงแค่รับฟังอย่างเดียวก็ได้
และจริงๆสิ่งที่ผิดก็หาใช่จิตผิดไม่ แต่มันผิดเพราะเข้าใจผิดว่าความเชื่อว่ามีตัวมีตนนั้นดีเท่านั้นเอง
จุดผิดอยู่ตรงนี้ แต่จะมาถึงจุดนี้ได้มีเพียง ความอดทน อดทนต่อความเจ็บปวดทั้งปวง
ที่เกิดจากการตายของตัวตน ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และหลีกหนีไม่พ้น ดั่งลูกธนูที่แผลงศรตลอด
แล้วรอผลแห่งความอดทนงอกเงย เมื่อนั้นย่อมเห็นชัดว่า
ความตายแห่งตัวตน หาใช่เป็นเราเจ็บปวด หาใช่มีเราเจ็บปวด เป็นเพียงความเจ็บปวดที่เกิดจากไม่เป็นไปตามที่เชื่อเท่านั้น
และเมื่อใดความเชื่อเปลี่ยนไปในทางที่ถูก ทุกอย่างยอมถูกต้องตามครรลอง ยอมไม่มีอะไรไปฝืนกระแสธรรมว่าทุกๆอย่าง ย่อมเกิดและดับ
อย่างความเชื่อว่ามีตัวตนตลอดกาลนั้นดีคอยฝืนธรรมชาติมาตลอดอีกต่อไป....
ข้อคิดเห็นในการเพิ่มข้อคิดเห็น ให้ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Windows Live ID ของคุณ (หากคุณใช้ Hotmail, Messenger หรือ Xbox LIVE คุณมี Windows Live ID อยู่แล้ว) ลงชื่อเข้าใช้ หากยังไม่มี Windows Live ID ลงทะเบียน การติดตามข้อมูลURL การติดตามข้อมูลสำหรับข้อมูลนี้คือ: http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!729.trak เว็บล็อกที่อ้างอิงข้อมูลนี้
|
|
|