แฟ้มประวัติ"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารบล็อกรายการ เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


27 พฤศจิกายน

"จ้า"

 

"มี" เป็นชื่อของหญิงเก่งมากคนหนึ่ง

เธอทำงานในตำแหน่งหัวหน้าสาขาในบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่ง

และมีลูกน้องระดับหัวหน้าแผนกอีกทั้งหมด 6 คน ซึ่งมีเพียง 5 คนเท่านั้นที่เธอมักเรียกใช้งาน

และเธอก็มักบ่นกับตนเองเสมอว่า หากไม่มีเธออยู่ ทั้ง 6 คนนี้ก็ไม่มีทางทำอะไรได้

 

ชีวิตส่วนตัวของเธอนั้น เธออาศัยอยู่กับลูกๆของเธอทั้งหมด 5 คน

แต่ละคนล้วนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไป ซึ่งล้วนแต่ทำให้เธอหนักใจทั้งสิ้น

โดยลูกชายคนโตชื่อ แดง เป็นคนอารมณ์ร้อน ขี้โมโห

ลูกชายคนรองชื่อ ชู เป็นคนเจ้าชู้และบ้าผู้หญิง

ลูกชายคนสุดท้ายชื่อ โม เป็นคนเกียจคร้านหากไม่นอนหลับ ก็กินเหล้าเมายา ไม่ก็ท่องเน็ท

ส่วนลูกสาวคนโตชื่อ นิด เป็นคนที่เมื่ออยากได้อะไรก็ต้องได้ ฟุ่มเฟือยและไม่เคยพอใจกับสิ่งที่ตนมี

และสุดท้ายลูกสาวคนเล็กชื่อ รี่ เป็นคนที่ฉลาดที่สุดในลูก 5 คน

แต่เป็นฉลาดแกมโกง การโกหกเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ โดยเฉพาะโกหกตนเอง

 

ชีวิตของ มี ในแต่ละวันล้วนหมดไปกับการดูแลสั่งงานลูกน้องและแก้ปัญหาให้ลูกๆ

แต่ที่หน้าหนักใจที่สุดสำหรับเธอก็คือลูกๆ แม้เธอจะเห็นพวกเขาเป็นตัวปัญหาแต่เธอก็รักพวกเขามาก

 

เมื่อไรก็ตามที่แดงโมโหหรือโกรธอะไรขึ้นมา เธอก็รีบไปจัดการให้ทันทีนทีทั้งไปดุสั่งสอนหรือตีคนที่มีปัญหากับแดง

หรือแม้แต่ออกอาการโมโหแทนแดงไม่ก็ไมโหร่วมกันไปเลย

 

เวลา ชู อยากรู้จักสาวๆฝึกงานในบริษัท ก็เป็นธุระที่เธอจะคอยแนะนำและหาวิธ๊จีบให้เพราะมีข้อมูลอยู่ที่ฝ่ายบุคคล

 

ในขณะที่ โม จะทำอะไร เธอก็ไม่เคยว่าทั้งยังเปิดแอร์ ดูแลสถานที่ให้เมื่อ โม อยากนอน หรือพา โม ออกไปเที่ยว

เมื่อ โม อยากอยู่ในโลกที่เหล้าสร้างขึ้น

 

แน่นอนว่าเธอก็ไม่ได้รักแต่ลูกชาย ลูกสาวเธอก็รักมากเหมือนกัน

กับ นิด แล้ว ไม่ว่า นิด อยากจะได้อะไรเธอจะคอยเป็นธุระให้เสมอ และร่วมอยากไปกับนิดด้วย

ถึงแม้ว่าเมื่อจัดการจัดหาหรือซื้อมาได้แล้ว ทั้งแม่และลูกก็เบื่อในเวลาไม่นานก็ตาม

 

ส่วน รี่ นั้น เป็นคนที่คุยกับเป็นประจำและสนิทกับเธอมาก จึงทำให้เธอเป็นคนเดียว

ที่รู้ว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือเรื่องโกหกที่ รี่ แต่งขึ้น แต่เธอก็ไม่เคยห้ามแม้รู้ทั้งรู้ว่า รี่ โกหก

และให้อภัยเสมอกับทุกข้ออ้างที่ รี่ ยกมาเพราะไม่สามารถทำตามที่ รี่ สัญญาไว้ได้

และเธอยังชินกับการชอบผิดสัญญาของ รี่ โดยไม่กล่าวตักเตือนอะไร จนบางครั้งเธอก็ร่วมโกหกไปด้วย

 

 

เธอใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดหลายสิบปี เธอเหนื่อยกับตนองมากเพราะปัจจุบัน

ลูกน้องที่ทำงานของเธอทั้ง 6 คนก็สุขภาพไม่ดีนัก มักสลับกันลางานเป็นประจำและเป็นหน้าที่ที่เธอต้องจัดการดูแลรักษาและทำงานแทน

จนเธอเริ่มบ่นกับตนเองว่าที่จริงไม่ใช่เพียงทั้ง 6 คนที่ไม่มีเธอไม่ได้ แต่เธอเองก็เช่นกันที่ขาดทั้ง 6 ไม่ได้

ในขณะที่ลูกๆทั้ง 5 ของเธอก็มีเรื่องมาให้ช่วยประจำ แต่เธอก็จะบอกกับตนเสมอความสุขของลูกก็คือความสุขของเธอ

.

.

.

.

.

ชีวิตเธอวนเวียนแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาและล้วนตอกย้ำลงไปในใจเธอมากยิ่งๆขึ้นว่า

เธอจะต้องอยู่ต่อไป ทำงานต่อไป เต้องอยู่ต่อไป ทำงานต่อไป ต้องอยู่ต่อไป ทำงานต่อไป

พราะลูกน้องและลูกๆขาดเธอไม่ได้ และเธอก็ขาดพวกเขาไม่ได้เช่นกัน

แต่...จนกระทั่ง....วันหนึ่ง...

 

 

เธอไปพบกับชายคนหนึ่งเขาโดยบังเอิญ เมื่อเขาเห็นเธอนั่งหมดอะไรตายอยากอยู่เงียบๆ

เขาเข้ามาทักเธอและถามว่าเธอเป็นอะไรมากหรือปล่าว? และนั้นทำให้เขาต้องตกใจ

เพราะเธอร้องไห้ออกมาทันที และพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า ไม่รู้กี่ปีแล้วที่ไม่เคยมีใครถามเธอแบบนี้

 

เขาบอกเธอว่าใจเย็นๆ มีอะไรที่เขาพอช่วยเหลือเธอได้ เขาพร้อมช่วยเหลือและรับฟังเธอ

เธอจึงเล่าถึงชีวิตของเธอให้เขาฟัง เล่าถึงความเหนื่อยหน่ายที่เธอต้องเจอทุกวันและไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะจบ

เธอเบื่อเหลือเกินแต่เธอก็ยังต้องทำต่อไปเพราะพวกลูกๆขาดเธอและเธอขาดพวกลูกๆไม่ได้

.

..เธอฟูมฟายจนกระทั่งอารมณ์เธอเริ่มกลับมาเป็นปกติ

.

เขาจึงถามเธอตรงๆว่า ทำไมเธอถึงคิดว่าเธอขาดพวกลูกๆหรือพวกลูกๆขาดเธอไม่ได้

เธอตอบเขาว่า เพราะเธอรักพวกเขา และพวกลูกๆเธอมีปัญหามาให้ช่วยตลอดถ้าไม่ช่วยพวกเขา พวกเขาต้องแย่แน่ๆ

เขาก็ถามต่อไปอีกว่า เธอเคยลองไม่ช่วยเหลือพวกเขาดูหรือยังถึงแน่ใจว่าพวกเขาต้องแย่แน่ๆ

เธอตอบเขาว่า ไม่เคยเพราะเธอรักลูกๆเธอมาก

เธอทนไม่ได้หรอกที่จะเห็นลูกเธอทุกข์

เธอทนไม่ได้เมื่อลูกเธอโกรธแล้วไม่มีที่ระบาย

เธอทนไม่ได้เมื่อเห็นลูกเธอไม่ได้ในสิ่งที่ลูกต้องการ

เธอทนไม่ได้เมื่อเห็นลูกไม่สมหวังในความรัก

เธอทนไม่ได้ที่จะเห็นว่าลูกเธอต้องแย่แน่ๆหากไม่โกหกเพื่อเอาตัวรอด

เธอทนไม่ได้ที่จะเห็นว่าลูกเธอไม่สุขสบาย เธอทนไม่ได้ เธอทนไม่ได้ 

 

เขาพยักหน้าและพูดขึ้นมาว่า แสดงว่าเธอทนเห็นตนเองที่เห็นลูกทุกข์ไม่ได้ เหมือนว่าความทุกข์ของลูกก็คือความทุกข์ของเธอใช่ไหม

เธอก้มหน้าลงน้ำตาไหลอาบแก้มและพยักหน้าช้าๆ

เธอบอกเขาว่า เธอรู้ว่านั้นไม่ใช่ความทุกข์ของเธอแต่เธอห้ามตนเองไม่ให้ทุกข์ตามไม่ได้

และเธอเกลียดความทุกข์นี้ เธอจึงหาวิธีกำจัดมันออกไปให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้

 

เขาแทรกเธอขึ้นมาว่า แต่ยิ่งเธอกำจัดมัน มันก็ยิ่งทวีมากขึ้นใช่หรือไม่

เธอพยักหน้าอีกครั้ง และยอมรับว่าลูกๆเธอนิสัยแย่ลง ขี้โมโหมากขึ้น ความอยากหนักข้อยิ่งขึ้น

สาวๆมีเท่าไรก็ไม่พอ แม้แต่เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องโกหกก็โกหก และยิ่งเหมือนคนบ้าและคนพิการอัมพาตขึ้นเรื่อยๆ

เธอเหนื่อย เธอเหนื่อยเหลือเกินยิ่งแก้กลับยิ่งยุ่ง ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้ มันจะมีจุดจบไหม มันจะมีไหม

 

เขาเงียบสักพัก แล้วตบไปที่ไหล่เธอเบาๆ เพื่อปลอบปะโลม

แล้วบอกกับเธอว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอล้วนเริ่มจากความเชื่อที่ผิด

เพราะเธอเชื่อว่าหากไม่มีเธออยู่ทั้งลูกน้องและลูกๆของเธอจะอยู่ไม่ได้

พอหนักข้อเข้าเธอก็เชื่อไปเองว่าเธอเองก็ขาดพวกเขาไม่ได้ จนกลายเป็นว่า

ความทุกข์ของพวกเขาก็คือความทุกข์ของเธอ

 

เขาเงียบอีกครั้ง จนเธอจ้องมองไปที่เขาเพื่อรอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อไป

สักพักใหญ่เขาจึงถอนใจแล้วพูดต่อว่า ความเชื่อที่ผิดนี้มันฝังรากลึกมานานมาก และความเชื่อที่ผิดเหล่านั้น

จะคอยมาขัดขวางสิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณต่อไปนี้ มันเหมือนเป็นทางเลือก 2 ทางที่คุณต้องเลือกเดิน

ความเชื่อที่ผิดจะเหมือนทองชุบก้อนใหญ่อยู่ตรงหน้าคุณคอยหลอกตาหลอกใจให้คุณหยิบเอาไปตลอดเวลา

แต่เมื่อหยิบไปแล้วพินิจดูถึงรู้ว่าเป็นเพียงแค่ทองชุบ และเมื่อคุณโยนมันทิ้งไปแล้วเงยหน้าขึ้นมา

กลับเจอท้องชุบก้อนใหม่ใหญ่กว่าเดิมโผล่ขึ้นมาแทน คุณก็เฝ้าไปหยิบทองเหล่านั้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หวังว่าสักวันทองที่คุณหยิบมาจะเป็นทองแท้ไม่ใช่ทองชุบ ซึ่งคุณไม่มีวันรู้เลยว่าจริงๆแล้วมันไม่มี

แต่สิ่งที่มีคือเพชรเม็ดใหญ่น้ำงามส่องประกายแวบๆเล็กมากๆหลังทองชุบนั้นออกไปแสนไกล

แต่เนื่องจากคุณมักจะมองแต่สิ่งที่ใกล้ๆคว้าเอาแต่สิ่งที่ง่ายๆคุณจึงไม่มีโอกาสได้เห็นแสงแวบๆไกลๆนั้น

และถึงแม้ว่าบางเวลาคุณเบื่อกลับทองชุบ จึงลองหันไปมองข้างหลังทองชุบบ้าง

แสงแวบๆนั้นมันก็ไกลมากแทบมองไม่เห็นจนคุณไม่รู้ว่านั้นคือ เพชร คุณจึงยังคงเลือกที่จะหาทองแท้ต่อไป

 

จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนมาบอกคุณว่า จริงๆแล้วมีเพชรอยู่หลังทองชุบที่คุณหยิบอยู่ตลอดเวลา 

คุณตกใจและลองเชื่อคนๆนั้นดูแล้วจึงออกเดินไป โดยในขณะที่คุณออกเดินทองชุบก็ขึ้นมาบังสายตาคุณอยู่ตลอดเวลา

บางครั้งคุณอดใจไม่ไหวจะเพราะรำคาญอยากให้มันหายไปหรืออยากได้มันก็ตาม คุณก็ไปหยิบมันอีก

ทองก้อนใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมจึงเขามาบังแทนที่และพอลองมองไปข้างหลังทองคุณก็ไม่เจอ แสงแวบๆสักที

สุดท้ายคุณก็จะสรุปว่า คนที่มาบอกว่ามีเพชรอยู่นั้นโกหก ....

 

อย่างที่คุณกำลังคิดอยู่นั้นละ สิ่งที่ผมจะบอกคุณนั้นเปรียบได้กับ เพชร นั้นเอง

ปัญหาก็คือ ถ้าคุณให้ทองชุบนั้นมาหลอกคุณได้ตลอด คุณจะไม่มีวันพิสูจน์สิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้ได้เลย

แต่หากคุณอดทนต่อทองชุบได้นานพอ นานจนกระทั่ง คุณได้เห็นแสงแวบๆนั้นว่ามีอยู่จริง

คุณถึงจะเริ่มเชื่อจริงๆว่า สิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง และเมื่อคุณได้รู้ความจริงแล้ว ก็ไม่มีความลวงใดจะชนะ

ความจริงนี้ได้อีก ตราบนั้นชีวิตคุณจะมีเป้าหมาย จะไม่เวิ้งว้างอย่างที่เป็นอยู่เช่นนี้อีก

และคุณยังจะพบว่าหากคุณเลือกที่จะไม่หยิบทอง ทองนั้นก็จะเล็กลงเรื่อยๆเช่นกัน จนทำให้เห็นชัดว่า

คุณกำลังเดินไปข้างหน้าไม่ได้เดินวนไปวนมาเนื่องจากมองไม่เห็นทางเพราะทองบังอยู่

 

ตอนนี้คุณอาจจะยังสงสัยว่าได้เพชรแล้วมันดียังไง

นั้นก็เพราะคุณยังไม่เคยเห็นมัน คุณจึงไม่รู้ว่ามันดียังไง

และนั้นก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่จะทำให้คุณไม่มีวันไปถึงเพชรนั้น

 

แต่ขอให้เชื่อในสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้คุณอดทนต่อทองชุบและเดินต่อไปข้างหน้า

แล้วคุณจะเข้าใจเองว่า เพชรที่ผมพูดถึงนั้นดีอย่างไร ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นคือความจริง

ขอให้เชื่อผม ขอให้เชื่อ และให้โอกาสกับตนเองเพื่อลองพิสูจน์ความเชื่อนี้ดูสักครั้ง และเอาให้ถึงที่สุด

ทางนี้จะไม่ช้าเลย หากคุณไม่หลงไปหยิบทองจนทองมันใหญ่ขึ้นและบังตาทำให้เดินวนไปวนมา

เชื่อผม และให้โอกาสกับตนเองได้พิสูจน์ ความจริงที่ว่า "จริงๆแล้วถึงไม่มีคุณทั้งลูกน้องและลูกๆคุณเขาก็อยู่กันได้" โดย

1. คุณไม่ต้องทำอะไรเพียงรับฟังสิ่งที่ลูกๆคุณพูดและเล่า แล้วตอบว่า "จ้า"

2. ลูกน้องคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ สังเกตดู โดยไม่ต้องสั่งอะไร 

 

เขาปล่อยมือจากไหล่เธอ แล้วบอกเธอว่า เขาต้องไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เขาจะฝากไว้เป็นคำพูดสุดท้ายคือ

"ผมผ่านมาแล้ว เคยแต่หยิบทองชุบเหมือนคุณมาแล้ว และผมเห็นแล้วว่าแสงแวบๆนั้นมีอยู่จริง ......."

เขายิ้มและพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า "แล้วสักวันหนึ่งเราจะพบกันอีกครั้ง เมื่อคุณถึงเพชร"

 

.

.

.

 

ทันใดนั้นเธอก็สะดุ้งตื่นขึ้น และตกใจกลับสิ่งที่เธอพึ่งพบมา

มันเป็นเพียงความฝัน หรือความจริงกันแน่

เธอมึนงง อยู่สักพัก เธอก็เห็นว่าลูกน้องของเธอกำลังทำงานกันอยู่

โดยที่เธอไม่ได้สั่งอะไร ตอนนั้นเองคำว่า สังเกตผุดขึ้นมา

เธอจึงนึกถึงลูกน้องแผนกที่เธอไม่ค่อยใช้งานเลย คือ แผนกสังเกตการณ์

เธอจึงหันไปสั่งงานกับลูกน้องคนนี้ว่าให้สังเกตการณ์แผนกอื่นๆแล้วมารายงานเธอ

แต่สิ่งที่เธอได้รับคือความหงุดหงิด ความอึดอัด เพราะบางครั้งลูกน้องคนนี้ก็รายงาน

บางครั้งก็ไม่รายงาน เธอต้องคอยตะคอกสั่งงาน ว่าทำงาน ทำงาน ทำงานซิ

และตอนนั้นเอง เธอจึงนึกออกว่า ไม่ใช่ให้ลูกน้องสังเกตการณ์แต่เป็นเธอเองต่างหาก

และที่สำคัญเธอไม่ต้องสั่งงานใดๆทั้งสิ้น แต่ถึงเธอจะนึกถึงคำสอนนี้ออก

แต่มันก็ยากเหลือเกิน ที่จะนั่งเป็นหัวหน้าโดยไม่สั่งอะไร แล้วลูกน้องจะทำงานได้ไหม

ถ้าไม่มีเธอสั่ง จะทำงานได้ไหม จะทำงานได้ไหม ไม่มั่นใจเลย

แต่กระนั้น เธอก็เชื่อและลองพิสูจน์ดู สังเกตเท่านั้น สังเกต

.

.

.

ไม่นานต่อมา สิ่งที่เธอพบจากการสังเกตคือ ถึงไม่มีเธอสั่งลูกน้องแต่ละคนก็ล้วนทำงาน

ทำหน้าที่ของตนเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แม้แต่ลูกน้องฝ่ายสังเกตการณ์เขาก็ทำหน้าที่ของเขา

ทุกคนล้วนทำหน้าที่ของตนเอง เธอไม่ต้องทำอะไร เธอไม่ต้องทำอะไรเลย

เมื่อเธอเห็นเช่นนี้บ่อยๆเข้า เธอเริ่มวางใจ เธอเริ่มเชื่อใจลูกน้อง

และตอนนั้นเองความจริง ในอดีตก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอ จริงๆแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา

ลูกน้องแต่ละคนล้วนทำหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว แม้จะมีเธอสั่งหรือไม่ก็ตาม

มีเพียงเธอที่คิดไปเองว่าเธอสั่งพวกเขาได้เมื่อเห็นพวกเขาทำเหมือนกับที่เธอพอดี

และเพียงเธอเองที่บ้าไปคนเดียวเมื่อเห็นลูกน้องไม่ได้ทำตามที่เธอสั่ง

ทั้งๆที่ความจริงก็คือ พวกเขาทำของของเขาเองอยู่แล้ว เขาเป็นของเขาเองอยู่แล้ว

เหมือนตาที่มองเห็นภาพเองอยู่แล้ว เหมือนหูที่ได้ยินเสียงเองอยู่แล้ว เหมือนจมูกที่ได้กลิ่นเองอยู่แล้ว

เหมือนลิ้นที่รู้รสเองอยู่แล้ว เหมือนกายที่เคลื่อนไหวของมันเองอยู่แล้ว และเหมือนใจที่เห็นสิ่งต่างๆทั้งนอกและในเองอยู่แล้ว

สิ่งเหล่านี้เธอไม่ต้องไปสั่งให้มันทำหน้าที่ของมันเลย มันล้วนทำสุดความสามารถเท่าทีมันจะทำได้ในสภาวะนั้นๆ เองอยู่แล้ว

.

.

.

และแล้วเธอก็เริ่มเข้าใจว่า เพชร นั้นดีอย่างไร เธอเคยเป็นหัวหน้าที่แบกรับทุกสิ่ง ที่คอยสั่งการทุกอย่าง

แต่ตอนนี้ เธอได้พักแล้ว เธอไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ลูกน้องทุกคนสามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเธอ

เธอไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว สุขแท้หนอ สุขแท้หนอ

.

.

.

.

.

.

.

.

พอเธอกลับมาบ้าน ลูกๆเธอก็เขามาหาเธอขอให้เธอช่วยนู้นช่วยนี้อีกครั้ง

เธอเงียบแล้วก็บอกว่า "จ้า" โดยที่ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าคำว่า "จ้า" เล่นเอาลูกๆเธองง

แดงเริ่มโวยวายหนักข้อขึ้น นิดเริ่มไม่พอใจและสาธยายว่าสิ่งที่เธออยากได้นั้นดีอย่างไร

ชู เริ่มเล่าถึงสาวที่อยากรู้จัก และทำท่ากระวนกระวายหนักมาก

โม ทำท่าลงแดงเมื่อไม่ได้กินเหล้าเล่นเน็ท และ รี่ บอกว่าเธอตายแน่ ถ้าเธอไม่ร่วมโกหกกับเธอในเรื่องที่เธอกำลังเล่านี้

 

แต่ด้วยใจที่ปล่อยวางจากลูกน้องมาก่อน เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เริ่มเชื่อว่า "ถึงไม่มีเธอทุกคนก็อยู่ได้" มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

และนั้นจึงเป็นแรงผลักดันทำให้เธอยิ้มและตอบลูกๆ ไปอีกครั้งว่า "จ้า"

 

ลูกบางคนก็แสดงความไม่พอใจหนักเข้าไปอีก บางคนก็เสียงอ่อนลง บางคนก็เดินจากไป

สุดท้ายพอเห็นว่า เธอ ไม่ทำอะไรนอกจากพูดคำว่า "จ้า" ลูกทุกคนก็หายไป

แล้วสักพักก็กลับมาใหม่ นิดมากับข้อเสนอที่ราคาถูกลง แดงมากับความโกรธในเรื่องใหม่

ชู เปลี่ยนสาวที่สนใจ และ รี่ กับ โม ก็ยังมีชีวิตอยู่ดี ไม่ได้ตายอย่างที่ขู่ไว้

 

เธอจึงพูดกับตนเองว่า นี้ซินะ ธรรมชาติของลูกๆเรา พวกเขาต่างทำไปตามลักษณะนิสัยของพวกเขาเท่านั้น

พวกเขาไม่ได้จะเป็นจะตายจริงๆ อย่างที่ขู่เรา ความทุกข์ทุกอย่างที่เราคิดว่าพวกเขาทรมานอยู่

จนเราต้องเข้าไปช่วยเหลือนั้น ล้วนเป็นความทุกข์ที่เราคิดไปเองทั้งสิ้น 

และล้วนเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาทรมานตนเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วถึงไม่มีเราพวกเขาก็อยู่ได้ หากไม่ได้ตามต้องการ

เขาก็ปรับตัวของเขาเอง ไม่ต้องมีเราไปแก้อะไรเลย ที่เราทุกข์และวิ่งแก้ไขมาตลอดก็เพราะความทุกข์ที่คิดไปเองทั้งนั้นซินะ

 

จากนั้นเป็นต้นมา ลูกของเธอทุกคนก็จะได้ยินเพียง "จ้า" จากเธอ

และเธอก็ได้ค้นพบความจริง ที่เธอยอมรับว่าสมแล้วที่เป็นเพชร คือ การที่เธอได้พักร้อน

เธอไม่มีห่วงอะไรอีกแล้ว ทั้งลูกน้องและลูกเธอทุกคนล้วนทำหน้าที่ของพวกเขาเอง

ไม่จำเป็นต้องมีเธอคอยสั่งการคอยช่วยเหลือพวกเขาก็สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง

ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมได้ด้วยตัวเขาเอง เมื่อถึงเวลามาเขาก็มา เพื่อถึงเวลาไปเขาก็ไป

เธอไม่ต้องสั่ง ไม่ต้องไปควบคุมอะไรอีกแล้ว 

พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีเธอและเธอก็ไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาอีกแล้ว

 

เฮ้อ...ความสุขจากการพักร้อนอยู่ตรงหน้ามาตลอดแท้ๆ นี้ละถึงง่าย ง่ายเพราะไม่ต้องทำอะไรลย :) 

 

ข้อคิดเห็น

โปรดรอสักครู่...
ขออภัย ข้อคิดเห็นที่คุณป้อนยาวเกินไป โปรดย่อให้สั้นลง
คุณไม่ได้ป้อนข้อมูลใดๆ โปรดลองอีกครั้ง
ขออภัย เราไม่สามารถเพิ่มข้อคิดเห็นของคุณได้ในขณะนี้ โปรดลองอีกครั้งในภายหลัง
ในการเพิ่มข้อคิดเห็น คุณต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองของคุณ ร้องขอการอนุญาต
ผู้ปกครองของคุณได้ปิดการแสดงข้อคิดเห็น
ขออภัย เราไม่สามารถลบข้อคิดเห็นของคุณได้ในขณะนี้ โปรดลองอีกครั้งในภายหลัง
คุณแสดงข้อคิดเห็นเกินขีดจำกัดสูงสุดที่สามารถทำได้ในหนึ่งวันแล้ว โปรดลองอีกครั้งในอีก 24 ชั่วโมง
บัญชีของคุณถูกปิดใช้งานการแสดงข้อคิดเห็น เนื่องจากระบบของเราพบว่าคุณอาจกำลังสแปมผู้ใช้รายอื่น หากคุณมั่นใจว่าบัญชีของคุณถูกปิดใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง โปรดติดต่อ ฝ่ายสนับสนุน Windows Live
ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยทางด้านล่างเพื่อให้การแสดงข้อคิดเห็นของคุณเสร็จสมบูรณ์
อักขระที่คุณป้อนในการตรวจสอบความปลอดภัยต้องตรงกับอักขระในรูปภาพหรือเสียง

ในการเพิ่มข้อคิดเห็น ให้ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Windows Live ID ของคุณ (หากคุณใช้ Hotmail, Messenger หรือ Xbox LIVE คุณมี Windows Live ID อยู่แล้ว) ลงชื่อเข้าใช้


หากยังไม่มี Windows Live ID ลงทะเบียน

การติดตามข้อมูล

URL การติดตามข้อมูลสำหรับข้อมูลนี้คือ:
http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!697.trak
เว็บล็อกที่อ้างอิงข้อมูลนี้
  • ไม่มี