| แฟ้มประวัติ"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารบล็อกรายการ | วิธีใช้ |
|
02 ตุลาคม การใช้บุญก็เอาเรื่องในชีวิตมาเขียน มาเล่าอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเรื่องของการใช้บุญ
แปลกไหม? ไปอ่านไปฟังที่ไหน เขาก็บอกก็เล่าแต่วิธีการทำบุญ สร้างบุญ
แต่ไม่มีใครบอกเลยว่า แล้วไอ้บุญที่ได้มาจะเอาไปทำอะไรดี
และแน่นอนถึงไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรดี แต่รู้รึเปล่าว่าบุญที่สร้างมาโดนใช้ไปเรื่อยๆ
ขณะเราหลับทั้งตื่นคือขาดสตินี้ละ
เคยเขียน เกี่ยวกับบุญและกรรมกับการฝืนชะตากรรม เป็นบทความแรกสุดเกือบ 2 ปีที่แล้ว
ก่อนจะหันเห มาเขียนในลักษณะที่เป็นอยู่ กลับไปอ่านก็เห็นว่ายังเป็นจริง
ในตอนนั้นบอกว่ากรรมนั้น เป็นเพียงสิ่งที่กำหนดสภาพแวดล้อมขึ้นมา
หากทำกรรมดี ไม่ว่าด้านใดๆ ก็จะได้เจอสภาพแวดล้อมที่เราไปทำกรรมดีลักษณะนั้นไว้
กรรมชั่วเองก็เช่นเดียว ปัญหาก็คือ เราไม่รู้ว่าเราเคยทำอะไรไว้บ้าง พอเราเกิดมามันก็ลืมไปหมดแล้ว
พอไม่เห็นถึงสาเหตุที่ได้มา ก็ใช้บุญที่ได้ด้วยความไม่รู้และนำไปทำกรรมชั่วในที่สุด
แต่จะว่าไป ถึงแม้จะรู้ที่มา ก็ยังนำบุญที่ได้ไปใช้ทำกรรมชั่วอยู่ดี
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ก็เพราะธรรมชาติของปุถุชนไหลลงต่ำ กว่าที่ธรรมชาติของปุถุชนเปลี่ยนไปไหลขึ้นสูง
ก็อีกนานก็คือยุคที่มนุษย์เริ่มเพิ่มอายุขัยตนเองจาก 5-6 ปี เป็นหลายหมื่นหลายแสนปี
แต่ยุคที่เราอยู่นั้นอายุขัยมนุษย์อยู่ในช่วงขาลง นั้นคืออยู่ในยุคที่ปุถุชนตกเป็นทาสของกิเลส ของกามคุณ
และเมื่อธรรมชาติของมนุษย์ยุคนี้คือไหลลงต่ำ ไม่ว่าบุญจะบันดาลสิ่งแวดล้อมด๊ๆอะไรมา
ก็เอาไปบำเรอกิเลสซะหมด ทำไปโดยอัตโนมัติ ทำไปโดยไม่รู้ตัว ทำไปทั้งๆที่ยังหลับ
มาถึงตรงนี้คงรู้แล้วว่าใครเป็นคนใช้บุญที่สร้างๆกันมาทั้งอดีตชาติและในปัจจุบัน ก็คือกิเลสนั้นเอง
จึงเกิดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า กิเลสฝ่ายกุศลสร้างบุญ กิเลสฝ่ายอกุศลใช้บุญ
หากใครเริ่มฝึกเจริญพรหมวิหาร ฝึกเจริญสติแต่ยังอยู่ในฝั่งปุถุชน ตอนตื่นอยู่ก็จะเร่งทำบุญ ทำทาน ในรูปแบบต่างๆ
แต่พอผลของบุญย้อนกลับมา ก็อิ่มเอิบก็หลงและใช้มันหล่อเลี้ยงกิเลสให้เติบใหญ่ขึ้น
ทดแทนหลังจากกิเลสโดนทิ้งไปให้เล็กลงตอนตื่น ตอนมีสติ
หากเป็นอยู่แบบนี้ก็อย่าหวังว่าจะก้าวพ้นพรมแดนข้ามโคตรเลย
ในเมื่อยังพร้อมที่จะเลี้ยงกิเลส เลี้ยงกามให้เติบใหญ่ ให้มาเป็นหัวหน้าทาส หัวหน้าจิต
ทำไงก็ไม่มีทางพ้นอำนาจของมัน นี้จึงเป็นสาเหตุหากไม่รักษาซึ่งศีล
เจริญสติให้ตาย ก็ไม่มีทางเข้าสู่วิถีปัญญา ก็ในเมื่อไม่พร้อมจะเห็นความจริงของกิเลสและยังยึดมันไว้แน่น
สำหรับคนที่เจริญสติจนกระทั่งเห็นความคิดตนเอง เห็นความชั่วต่างๆของตน
ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตน ติดอกุศลอะไรอยู่ ติดกามอะไรอยู่
ปัญหาก็คือ สะสมความอดทนมาไม่พอที่จะปล่อยและรู้อย่างเดียว
ยังต้องแอบไปเลี้ยงมันนิดๆหน่อยๆ ติดรส ติดกลิ่น ติดรูป ติดเสียง ติดสุข
ทั้งๆที่ศัตรูของสติคือตามใจ มิตรของสติคือความอดทน
และมิตรของปัญญาคือสติ ศัตรูเห่งปัญญาคือ นิวรณ์ทั้ง 5 เช่น กาม เป็นต้น
ดังนั้นในขณะที่ได้ฝึกฝนเจริญสติ เจริญปัญญา ต้องแข็งใจต้องเด็ดเดี่ยว
เพราะบุญที่ได้จะเยอะมาก ยิ่งบุญเก่าเยอะนี้ยิ่งมีปัญหาเลย เช่น ทำให้ตนดูดีขึ้น ก็จะไปติดในรูป
ทำให้ได้มีโอกาสจะไปในสถานที่หรืออยู่ในสถานที่ต้องตา ต้องใจ ก็จะไปติดรูป ติดเสียง ติดรส
ทำให้เห็นความคิดเร็วขึ้น วางได้ง่ายขึ้น ก็จะไปติดขี้เกียจเพราะเมื่อถึงเวลาต้องคิดต้องทำหน้าที่ก็ไม่ทำ วางลงไปซะเฉยๆ
ที่ยกตัวอย่างขึ้นมาจะเห็นได้ว่า เอาบุญที่ได้มานั้น
มาใช้เพื่อตนเอง เพื่อบำเรอความมีตัวมีตนทั้งสิ้น
เราฝึกเจริญสติเพื่อลดซึ่งอัตตา แต่เรากลับนำบุญที่ได้ไปก่อซึ่งอัตตาใหม่
ทำไม ทำไมไม่นำบุญที่ได้ไปใช้เพื่อเจริญสติยิ่งๆขึ้น ไปใช้เพื่อผู้อื่นไม่ใช่เพื่อตนเอง
นั้นก็เพราะเคยชินที่จะใช้บุญตอนหลับอยู่ และช่วงเวลาตื่นที่สั้นมากๆ แทนที่จะถือโอกาสนี้หนีออกมาจาก
สภาพแวดล้อมอันเป็นเหยือล่อตาล่อใจ กลับนั่งแฉ นอนแฉเพื่อหลับต่อ
แล้วจะทำยังไงให้ตื่น ทำยังไงจะใช้บุญตอนตื่น
เราต้องสร้างเครื่องปลุกขึ้นมาซะ และเมื่อเครื่องปลุกทำงานต้องรีบตื่นและลุกออกมาทันที
ตัวอย่างเช่น ติดในรูปของตนเอง แล้วอะไรที่ทำให้เห็นรูปของตนเอง
กระจก ดังนั้นเอากระจกเป็นเครื่องปลุก เมื่อไรที่เห็นกระจก และเริ่มมองตนเองนั้นละคือสภาวะที่หลับไปแล้ว
บอกกับจิตเขาแบบนี้ พอจิตเขาจำได้ เขาจะทำให้ตื่นเอง แต่จะตื่นสั้นมากๆ หากตื่นแล้วยังคงมองกระจกต่อ
คราวนี้จะหลับยาวเลย คือแต่งสวยแต่งหล่อกันอยู่นั้นละ บำเรอตัว บำเรอตนกันเข้าไป
ดังนั้นหากตื่นแล้วรีบหลบสายตาจากกระจกเลย หากทำได้จิตจะเริ่มเรียนรู้ว่าสภาวะเผลอคืออะไร
และเรียนรู้ได้บ่อยด้วย เพราะวันๆหนึ่งเคยนับไหมว่ามองกระจกกี่ครั้ง เข้าห้องน้ำกี่ครั้ง
หรือ เลือกจะกินของถูกๆ กินง่ายๆ มีอะไรกินได้ก็กิน นั้นคือ เอาของกินเป็นเครื่องปลุก
เมื่อไรก็ตามที่จิตนึกถึงอาหารอันแสนหรู น่าอร่อย ให้รู้เลยว่าหลับไปแล้ว แล้วรีบเดินผ่านร้านอาหารนั้นไป
หรือ หากอยู่ที่บ้านก็รีบหยิบกับข้าวง่ายๆในตู้เย็นมาอุ่น หรือทำอาหารง่ายๆกินเองไปเลย ก่อนที่มันจะหลับยาวและพาตัวเอง
ออกนอกบ้านไปหาอะไรยากๆแต่ตามใจความอยาก ตามใจกิเลส มากิน
ที่ยกตัวอย่างมา ก็เป็นตบะง่ายๆที่ทำเองอยู่และเคยเล่าไปบ้างแล้ว
ซึ่งหากทำได้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือ กล้าที่จะรู้ อดทนและยอมรับซึ่งความอยาก
เช่น อยากในรูป อยากในรส จนกระทั่งมันแสดงไตรลักษณ์ออกมา ทำให้ต่อไปไม่ต้องหลบกระจก
ไม่ต้องรีบไปอุ่นอาหาร มันก็จะรู้ของมันเอง และต่อให้มองกระจก หรือไปอุ่นอาหาร
ก็เป็นการทำไปเพราะต้องทำ เพราะต้องใช้ชีวิต หาใช่เพื่อบำเรออัตตา
พ่อกับแม่มักจะบอกว่า ในช่วงที่น้องมาอยู่กับเราแรกๆ
ว่าควรจะให้น้องและเรากินของดีๆ เงินหมดบอกมาเดียวจัดการให้
หรือ แอร์ เออ เปิดได้ก็เปิดจะประหยัดทำไม
หรือ ว่างๆ พากันออกไปเที่ยวบ้างซิ แต่คำตอบที่เราตอบไป เงินยังเหลืออยู่ ทำกินเองนี้ละ ดีแล้วให้มันรู้ไป มันต้องอยู่ง่ายๆกินง่ายๆได้
คือหากมองจากภายนอก ก็มักจะบอกว่ายังไม่บวชไม่ต้องเคร่งมาก
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่การเคร่งแต่เป็นการอยู่ง่ายๆ ไม่ได้เคร่งอะไรเลย หากแต่ต้องการเลิกการเป็นทาสของกิเลสบ้างเท่านั้น
แล้วมักจะนึกต่อในใจเสมอว่า ทำไมต้องบวชแล้วถึงค่อยเป็นพระ ทำไมไม่เป็นพระก่อนแล้วจึงค่อยบวช
หลังจากทำได้หลายเดือน เราก็ถามน้องเราว่าเป็นไง
จากแต่ก่อนนึกอยากกินอะไรก็รีบตามใจตนเอง
กับเดียวนี้รู้จักยับยั้งชั่งใจมากินของง่ายๆถูกๆ ทั้งๆที่สามารถซื้อของที่ดีกว่าได้
ความรู้สึกต่างกันไหม น้องก็ตอบว่าต่าง รู้สึกว่าตนเองเข็มแข็งขึ้น ดีกว่าตอนตามใจมาก
เราก็บอกไปว่านั้นละอำนาจของการชนะตนเอง ชนะกิเลส
เห็นไหมกิเลสอยู่ส่วนกิเลส เราไม่จำเป็นต้องไปทำตามที่เขาสั่งตลอด
รู้ไปนะ นี้ละหนึ่งในตัวอย่างของสภาวะที่ประกาศอิสรภาพจากกิเลส
และสภาวะนี้ละ ที่ทำให้คนทั่วไปติดใจการกินเจ สภาวะชนะกิเลส
นอกจากนี้เราก็มีตบะให้ทำเล่นๆอีก คือเลิกตกเป็นทาสของเวทนาซะ
แต่ก่อนเวลาแม่กับน้องปวดอะไรมา แม่มักจะจ้างป้าที่รู้จักมานวด
เป็นประจำจนกระทั่งทั้งคู่ครูพักลักจำวิชามา ก็ไปนวดพ่อ นวดญาติๆได้บ้าง
แต่พอน้องมาอยู่กับเรา เราบอกคำเดียวให้รู้ไป ยังวัยรุ่นร่างกายยังดี
มันยังรักษาตนเองได้ ถ้าไม่เชื่อก็ให้รู้ไป เดียวก็เชื่อเอง
และแล้วน้องก็มาบอกเราว่า จริงมันหายของมันเอง ไม่ต้องให้ใครมานวดเลย
นั้นละปวดรู้ว่าปวดนะ ตอนนั่งสมาธิเองก็เช่นกัน ไม่ได้ห้ามว่าปวดแล้วอย่าขยับ
แต่ขยับรู้ไหมว่าขยับ ไม่ใช่ขยับเพราะหลับไปกับความไม่ยอมรับในความปวด
หากขยับแบบนี้อย่าขยับเลย รู้ไปเถอะ อย่าให้กิเลสมันหลอกแล้วตีความ
คำสอนเข้าข้างตนเองเลยนะ ไม่มีประโยชน์หรอก สิ่งสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นคือความอดทนนะ
และสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติได้สักพักก็คือความอดทนอีกนั้นละ สำคัญนะ สำคัญ
.
.
.
ที่เอาเรื่องในชีวิตมาเล่าเพื่อจะให้เห็นว่า
เมื่อเราปฏิบัติไปได้ระยะหนึ่ง ผลของการปฏิบัติจะเริ่มส่งเหยื่อล่อมาล่อตาล่อกาม
หากมองในแง่โดนกิเลสหลอกก็จะมองว่าสิ่งนี้คือ บุญ ก็หลับและปล่อยให้กิเลสนั้น
ใช้บุญหล่อเลี้ยงตนเองให้เติบใหญ๋ขึ้น ติดในกามมากยิ่งๆขึ้น แล้วสุดท้ายพอได้สักพักหนึ่ง
บุญหมด บาปมาแทนก็เริ่มรู้สึกตัว แล้วก็เห็นว่าเสื่อม ว่าตนเองว่าแย่แล้วเรา
แล้วก็มาเริ่มใหม่ แล้วบุญก็เกิดอีก แล้วก็ให้กิเลสใช้บุญอีก ซ้ำไปซ้ำมา
น่ากระโดดถีบนัก อย่าบอกเลยว่าจะไม่เป็นโมฆะบุรุษ แค่อดทนรู้ความอยากในกาม
แค่ความสุขในกามคุณทั้ง 5 ยังไม่กล้าเอาไปแลกกับความจริง ก็สมควรแล้วที่จะวนอยู่ในห้วงกรรมต่อไป
การมารู้ว่ามีความจริงอยู่นั้น กว่าจะได้รู้ก็ต้องสะสมบุญมาหลายชาตินับไม่ถ้วน
เพื่อมาแลกกับความรู้ที่ว่ายังมีความจริงอันเป็นที่สุดอยู่
แต่การจะเอาซึ่งความจริงนี้ ราคานั้นไม่ได้ถูก ต้องจ่าย ต้องแลก แม้กระทั่งชีวิตหรือยิ่งกว่าชีวิตก็ต้องแลก
ราคาถึงจะพอสมน้ำสมเนื้อ
ดังนั้นเมื่อเราเริ่มหัดรู้กายรู้ใจ เริ่มเจริญสติ เริ่มเจริญศีล เริ่มเจริญสมาธิ เริ่มเจริญปัญญา
ความจริงในแต่ละขั้น ล้วนต้องมีการแลกเปลี่ยนเพื่อได้มาซึ่งความจริงนี้ทั้งนั้น
สิ่งที่จะเอามาแลกเปลี่ยนก็คือ บุญ สละได้ไหมซึ่งความสุข เหยื่อในกามทั้งหลายที่บุญบันดาลมา
แลกๆก็จะสละเล็กๆน้อยๆ เช่นสละเวลาดูทีวีมานั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือไปช่วยเหลือผู้อื่น พอทำได้เป็นประจำเข้าหน่อย
สักพักบุญที่ได้จากการยอมสละความสุขนี้ ก็จะไปทำให้เกิดรายการทีวีที่ถูกใจมากกว่าขึ้นมา
คราวนี้ก็ต้องเลือกอีกว่าจะสละได้ไหม เพื่อมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ ช่วยเหลือผู้อื่นต่อ หากยอมสละคือรู้อย่างเดียวได้
ก็ได้ความจริงขึ้นไปอีกขึ้นว่า ความอยากระดับนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเรา เหตุการณ์ก็จะพัฒนาแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เหยื่อล่อจะโผล่มาเรื่อยๆด้วยอำนาจของบุญ หากพลาดพลั้งเมื่อไร ก็เสร็จกิเลสก็เอาบุญไปใช้ทันที
ก็ต้องมาเริ่มใหม่สะสมใหม่
อาจกล่าวได้ว่า...การใช้บุญนั้นหาใช่ใช้เพื่อตนเอง แต่หากเป็นการใช้เพื่อผู้อื่น
และหากกล้าสละในสิ่งที่ตนเองพึ่งได้เพราะอำนาจบุญ กล้าอดทนวางเฉยต่ออำนาจแห่งบุญ
เมื่อนั้นย่อมเป็นคนที่เหมาะสมกับความจริงอันประเสริฐยิ่งนี้
.
.
.
จึงมีเพียงคนจริง ที่ย่อมจะได้ซึ่งของจริง
ข้อคิดเห็น (2)ในการเพิ่มข้อคิดเห็น ให้ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Windows Live ID ของคุณ (หากคุณใช้ Hotmail, Messenger หรือ Xbox LIVE คุณมี Windows Live ID อยู่แล้ว) ลงชื่อเข้าใช้ หากยังไม่มี Windows Live ID ลงทะเบียน
การติดตามข้อมูลURL การติดตามข้อมูลสำหรับข้อมูลนี้คือ: http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!668.trak เว็บล็อกที่อ้างอิงข้อมูลนี้
|
|
|