| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
13 septembre จะมาเขามาเอง รู้อะไรได้ก็รู้ไปเป็นเดือนกว่าจิตมันจะไปสังเกตเห็นของมันเอง
สอนก็ไม่เชื่อ ต้องเห็นเอง สังเกตเองถึงจะเชื่อ
พอเห็นเอง ก็ประจวบเหมาะกับการได้ย้อนกลับไปฟัง
CD แผ่นที่ 1-3 ของหลวงพ่อปราโมทย์เพราะ
เห็นหน้าเวป wimutti เขียนว่าปรับปรุง และแต่ก่อนเรา
ก็ยังไม่เคยเปิดฟัง คราวนี้ก็เลย random หาวัน
จากแผ่นที่ 1-3 ตามใจเมาส์พาไป ดีนะ random แบบนี้
ดีหนึ่งคือไม่ต้องจำว่าฟังวันไหนแล้วบ้าง (ดีทุกวัน)
ดีสอง บังเอิญได้ฟังเรื่องที่อยากจะส่งการบ้านทุกที่ซิน้า
บางวันเปิดซ้ำกันติดต่อกัน 2 วันก็มีทั้งๆที่มีเป็นสิบๆวันในแผ่น ตลกดี
พอได้ฟังแผ่นที่ 1-3 ก็เกิดอาการปลื้ม
คือโดนๆ ใช่ๆ ก็ปลื้มก็ยิ้ม แล้วก็เริ่มสังเกตเห็นว่า
ช่วงแรกๆคนมาไม่มาก และมาแต่ละคนฟังจากการส่งการบ้านแล้ว
ก็รู้ได้ทันทีว่าภูมิธรรมแต่ละคนสูงมาก ธรรมะจึงลึกซึ้งน่าฟังตามไปด้วย
จิตเขาก็เริ่มไปเปรียบเทียบเลยทันที น่าเสียดายรู้งี้มาฟังแผ่นต้นๆดีกว่า
อีกเสียงก็ตามมาถึงรีบมาฟังก่อนก็เข้าไม่ถึงหรอก
เพราะประสบการณ์ยังไม่พอ สักพักก็ไปสรุปชัดๆอีกทีเองว่า
แผ่นต้นๆดีกว่า นาน น่าน อีกไม่กี่วันต่อมา แผ่นที่ 24 ออก
ดีใจๆ รีบฟัง เอ๊ะ โดนอีกแล้ว ใช่ๆ ยิ่งอีก 2 วันต่อมา
ได้ฟังวันที่ 3 ในแผ่นที่ 24 จิตโดนตบหน้าฉาดใหญ่
โอ้ ลึกซึ้งแท้หนอ ลึกซึ้งแท้หนอ เป็นไงละ ไม่มีแผ่นไหนดีกว่าแผ่นไหนหรอก
ดีทุกแผ่น แต่เพราะปกติธรรมชาติจิตชอบสละของเก่า ไม่เอาของเก่า
จึงเริ่มไปให้ค่าของใหม่ ทั้งๆที่เหมือนกันนั้นละ
ลองสังเกตดูนะ รอบๆตัว รอบๆใจ ของเก่าล้วนดีอยู่แล้ว
แต่หากเห็นกิเลสโลภะไม่ทัน มันก็วิ่งมันก็เดินจะไปหาของใหม่อยู่ร่ำไป
เรื่องแนวนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จนเราต้องเสียน้ำตาและรู้สึกโง่ถึงโง่ที่สุด
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหันต์ที่บ้าน ท่านไม่เคยทิ้งเรา ท่านอยู่ของท่าน
อยู่ที่เดิม เหมือนเดิมมาตลอด รอให้เราเข้าไปหา
แต่...มีแต่เราที่ทิ้งท่านไป พอโดนทิ้งกลับมาบ้างก็ฟูมฟายมาหาท่าน
เป็นซ้ำเป็นซาก แต่ท่านก็ยังอยู่ที่เดิม คอยปลอบใจและทำให้เห็นจริงว่า
มันเป็นเรื่องปกติน้า ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง คงอยู่ไม่ได้ หาตัวตนให้ยึดให้ถือไม่ได้เลย
หากยึดก็เจ็บหากถือก็หนัก เป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องจริงอย่างถึงที่สุด
ตอนนั้นจิตก็จะพัฒนาเร็ว แต่พอเริ่มมีความสุขเข้ามาก็ทิ้งท่านไป หนีไปตามกิเลสอีกครั้ง
แล้วเมื่อสุขได้ที่มันก็จะตลบหลังกลับมาทุกข์ต่อทันที เพราะสุขดึงดูดทุกข์และทุกข์ดึงดูดสุข
ก็กลับมาฟูมฟายหาท่านอีกเป็นซ้ำไปซ้ำมา ความรู้สึกผิดบาปเกิดขึ้นในใจ
บอกตนองว่าบาปแท้หนอๆ ในทุกๆวันก็บอกในใจว่า หากกรรมชั่วที่ทำไปจะส่งผลออกมา
ก็ขอให้ส่งผลออกมา ยอมรับผิดทุกอย่าง สมควรแล้ว สมควรแล้ว
ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร หาใช่เพื่อให้เขายกโทษให้
แต่ต้องการให้เขาหลุดจากไฟแห่งการจองเวร เพราะสุดท้ายถึงเขาไม่ทำเรา
ก็ย่อมมีคนอื่นสิ่งอื่นมาทำเราในที่สุด เราหนีบาปเราไม่พ้น และเรายอมรับบาปทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราสมควรได้รับแล้ว
และแน่นอนการที่เราพูดเช่นนี้ทุกวันๆ ผลลัพธ์ก็คือ กรรมจะตามเร็วมาก ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว
เห็นชัดๆ เห็นกันจะๆ ว่ากรรมนั้นมีจริง เปรียบเราเป็นหมาที่โดนตีเมื่อขี้ไม่ถูกที่ในทันที ไม่ใช่ขี้เสร็จเป็นวันๆจึงพึ่งถูกตี
บางครั้งจิตไม่มีแรงก็หลงก็เศร้าไปกับวิบากของกรรมชั่ว แต่พอเติมพลังเสร็จ ก็เห็นว่าสมควรแล้วๆ
แต่กรรมดีก็มีเหมือนกัน ใช่ว่าเราเอาแต่ทิ้งธรรมหนีไปหากิเลสอย่างเดียว
แต่เราเองก็ทิ้งกิเลสเพื่อมาเห็นธรรมเช่นกัน
กรรมจึงบันดาลให้น้องเรามาอาศัยอยู่กับเรา
เราจึงได้ลูกศิษย์มาส่งการบ้าน จนสะท้อนมายังตนเอง
เห็นภาพตนเองในอดีต เดียวขึ้นเดียวลงซ้ำไปซ้ำมา
ส่งการบ้านที่ก็อมยิ้มในใจ เออ เว้ย ผ่านมาแล้วๆ
บางวันเราก็ชมน้องว่า ดีนะวันนี้สมาธิดี
วันต่อมานั่งเสร็จก่อนน้องจะอ้าปากส่งการบ้าน เราก็ดักคอทันทีว่า
อึดอัดและแน่นใช่ไหม แล้วก็หัวเราะ ก็มันอยากดีเหมือนที่โดนชมเมื่อวานไง
อยากดีรู้ว่าอยากดี วันนี้จิตเขาแค่ออกมาเตือนว่า เราไม่ใช่เขา
เราบังคับเขาให้ดีให้เลวไม่ได้หรอก รู้ไปนะ
ในที่สุดก็จะได้เข้าเรื่องแล้ว นอกเรื่องไปเยอะ
เราเคยเขียนเกี่ยวกับเห็นลมหายใจอย่างเป็นธรรมชาติไปครั้งหนึ่ง
คือจิตมันตั้งมั่นสักแต่รู้สักแต่ว่าเห็นอะไรผ่านมาก็ผ่านไป
แต่พอผ่านไป 2-3 วัน สภาวะนี้อยู่ๆก็หายไปเอง
จนกระทั่งเราเริ่มหลงและอยากได้สภาวะนั้นกลับคืนมา
อยากดีเหมือนเดิม ก็เริ่มหาเหตุผล เอ๊ะ ตอนนั้นหายใจยังไง
ยาวแค่ไหน ตัวรู้ควรจะอยู่ตรงไหนดี ทำยังไงๆ
ก็หาทางทำเป็นอาทิตย์ๆ ก็ไม่พบ
พอเหนื่อยก็เลยเลิกทำ ปล่อยไปตามธรรมชาติ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น
และแล้วสภาวะนั้นก็กลับมาของมันเอง
จิตเขาถึงเฉยๆ กับเรื่องลมหายใจเพราะรู้ว่าบังคับไปก็ยิ่งไกล
ไม่บังคับกลับมาเอง และสุดท้ายก็เห็นว่าเราบังคับลมหายใจไม่ได้
มีแต่จิตหนึ่งที่คิดว่าบังคับได้ นั้นละเป็นจิตที่หลงผิดและคอยขัดขวางอยู่
ซึ่งพอเขาเจอความจริงเข้าไป เขาก็ปล่อยของเขาเองทันที
และนั้นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้ว
จนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มันเริ่มจะเห็นกายเคลื่อนที่ไปของมันเอง
เป็นสภาวะที่จิตเขาสักแต่เห็นว่ากายขยับของเขาเอง
เหมือนเครื่องมืออัตโนมัติ ที่คอยตามใจจิตทุกอย่าง
เช่นจิตบอกหิวน้ำ ก็เห็นว่ากายขยับเดินไปเปิดตู้เย็น
แล้วก็หยิบน้ำมาจอที่ปาก ปากก็อ้าให้เอง
อยากดูทีวี มันก็ลุกไปกดให้เอง
จะต้องไปเรียนแล้ว มันก็เดินไปของมันเอง
ทางซ้ายมือมีอะไร ตาก็ขยับไปมองให้เอง
อยากอะไรๆ มันก็ไปจัดการให้ เป็นเครื่องมือที่แสนทันสมัยมาก
เหมือนข้ารับใช้ที่พร้อมจะทำให้ทุกอย่าง
แต่ที่น่าสงสารข้ารับใช้คนนี้ที่สุดคือ
เมื่อจิตเขาพูดว่า เศร้าเหลือเกิน
กายกลับไม่รู้จะทำยังไง กระวนกระวาย พยายามหาทาง ให้จิตเขารู้สึกดีขึ้น
นอกจากนี้ยังมีสภาวะที่แม้แต่ภายในห้องร้อนมากแต่ก็ไม่เปิดพัดลม ก็เห็นความร้อนแล่นไปทั่วกาย
ตรงนั้นบางตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจิต ก็อยู่ของมันได้เป็นปกติ
จนแม่มาบอกว่าเปิดแอร์ซะบ้าง จะร้อนรู้ว่าร้อน ยังไงมันก็ร้อน
เราเองก็นึกขำในใจ ว่ามันมีจริงๆ ไอ้ร้อนรู้ว่าร้อนเนี่ย ตอนคุยก็เป็นอยู่
และนั้นก็เป็นประสบการณ์ที่ทำกายานุปัสสนาได้โดยไม่ใช่แค่ลมหายใจ
แต่คราวนี้เป็นทั้งกาย ก็อยู่แบบนี้เป็นอาทิตย์ๆ
แทบจะไม่สนจิตตานุปัสสนาอีกเลยเพราะพอเผลอมันจะรู้ของมันเองเลย
และแล้ว....และแล้ว ก็ถึงเวลาที่สภาวะนี้มันจะไป
อยู่ๆก็ไปเลย คราวนี้ร้อนก็ไม่รู้ว่าร้อนแล้ว เวลากายขยับก็ไม่เห็นว่ามันขยับเอง
กลับคืดว่าเราไปบังคับอยู่ ไปควบคุมอยู่ แน่นอนว่าสิ่งที่หายไปนานก็โผล่มาทันที
นั้นคือ ความแน่นอึดอัด ไม่เป็นธรรมชาติ ก็พยายามที่จะรู้ถึงความอึดอัดไป
แต่สุดท้ายมันก็ยังหวนกลับไปคิดถึงสภาวะนี้ตลอด ก็พยายามหาทางทำอยู่นั้นละ
พยายามเอาตัวรู้มาบังคับดูกายอยู่นั้นละ
จนกระทั่งเริ่มส่งผล เริ่มมาเห็นจิตว่ามันเผลอนานขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนมันไม่เป็นแบบนี้นี่
คราวนี้เริ่มกลับมาบังคับตัวรู้ให้กลับมาดูจิตต่อ
บังคับ บังคับ อยู่นั้นละ สุดท้าย หายไปทีละอย่างจนกระทั่ง
แม้แต่นั่งสมาธิ ก็กลับมาเผลอจนสัปหงก ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมานานมากแล้ว
คราวนี้รู้สึกแย่เลย หลงยาวเลย งงเลย...
จนกระทั่ง..คำสอนเก่าๆ ย้อนกลับมาคือ อะไรมันชัดขึ้นมาก็รู้ไปตามนั้น
และเห็นไหมว่าจิตเขาบังคับไม่ได้ เขาบอกเตือนเราอยู่ตลอดเวลา
เราเองกลับมัวแต่หลงไปกับการไม่ยอมรับว่าเราบังคับจิตไม่ได้
สุดท้าย..จึงเริ่มวาง ใช่แล้วรู้อะไรได้ก็รู้ไป ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น
จุดประสงค์เราไม่ได้จะเอา กายานุปัสสนา หรือ จิตตานุปัสสนา
แต่เราต้องการเห็นว่าจิตเขาไม่ใช่เรา เราไม่ใช่จิต และไม่มีเรา
แม้แต่สภาวะที่เราคิดว่าตกต่ำลง หากแต่ไม่ตกต่ำลงเลย
จิตเขาเพียงเห็นว่าต้องเปลี่ยนการเรียกร้องใหม่แล้วเท่านั้น
จิตเขาสอนอยู่เท่านั้น เราเองกลับหลงประเด็น จนละเลยสิ่งที่เขาต้องการบอกไป
กลับมาๆ การเห็นความจริงที่จิตสอนนั้นไม่ได้ยาก
ที่ยากเพราะเราคิดจะทำ หากไม่ทำรู้ไปตามธรรมชาติ
เหมือนตอนลมหายใจ เราย่อมเห็นความจริงอยู่ตรงหน้า และอยู่มานานแล้ว
จากนั้นจึงเลิกค้นหาว่าทำไม เลิกหาเหตุผลต่างๆ ว่าอะไรคือเหตุแห่งสภาวะที่อยากได้
ผ่านไปไม่กี่วัน โดยปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ ไม่บังคับตัวรู้ เขาจะรู้อะไรได้
ก็ปล่อยให้เขารู้ไป อะไรชัดขึ้นมาก็รู้ไป ไม่ว่าจะเป็นกายหรือจิต
อยู่ๆ...เหตุผลก็ปรากฏขึ้นมาเอง จิตเขาบอกว่าจำได้ไหม
ตอนที่สภาวะสักว่ารู้สักว่าเห็นเขามา เราอยากได้สภาวะนี้ไหม
คำตอบคือไม่ เราเพียงแต่ทำตามกิจวัตรและฝึกตบะตลกๆของเราไปเรื่อยๆ
โดยไม่ได้หวังอะไร ......ตอนนั้นเองปิ๊งเลย สภาวะนี้มาเพราะไม่อยาก
แต่เพราะอยากมันถึงไม่มา ไม่ได้เกี่ยวกับว่าต้องเดินท่าไหน
หายใจยังไง ร้อนแค่ไหน อ้อออออ แบบนี้นี่เอง
แม้แต่เหตุผลในเรื่องนี้มันก็มาของเขาเอง และมาตอนที่เราไม่ได้อยากได้เหตุผลแล้ว
โอ้วววววว นี้ไงๆ จิตเขาพยายามจะบอกตลอดเวลาจริงๆ ว่าเราบังคับเขาไม่ได้ เราบังคับเขาไม่ได้ อย่างนี้นี่เองๆ
สุดท้ายก็กลับไปเข้าใจกายานุปัสสนา ซึ่งปิ๊งขึ้นมาตอนที่กำลังทำงานบ้าน ปัดกวาด เช็ดถู
ซึ่งร่างกายมันชินเป็นกิจวิตร เราไม่ต้องสั่งอะไร มันก็ขยับของมันเอง
มันขยับของมันเอง ใช่ๆ เข้าใจถึงปริศนาการเดินจงกรมและ การสวดมนต์ที่แม้ไม่รู้ความหมายแล้ว
เพราะหากเดินไปเรื่อยๆ สวดไปเรื่อยๆ จนร่างกายเขาจำได้ จนเป็นกิจวัตร
ตอนนั้นเองจิตจะไม่ต้องสั่ง พอจิตไม่สั่งก็จะเห็นความจริงว่า แม้ไม่บังคับร่างกาย
กายเขาก็ขยับของเขาเองได้ เพราะจิตว่างพอมารู้เห็นกายได้
ทุกๆคนก็ล้วนมีสภาวะนี้เหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าพอจิตว่างแทนที่จะเห็นกาย
กลับหลงไปกับโลกแห่งความคิดต่อแทนเท่านั้นเอง
ดังนั้นหากฝึกให้จิตเขารู้ว่าเผลอเป็นอย่างไร เขาก็จเริ่มเผลอสั้นลง
จนกระทั่งมีเวลาว่างพอมารู้กายด้วยตัวของเขานั้นเอง เข้าใจๆแล้ว นี้ซินะ รู้จิตนำไปสู่การรู้กาย
.
.
.
ในช่วงนั้นเองน้องเราก็ถามเราว่า ไม่รู้ว่าทำไมตนเองเริ่มพูดจาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
เราก็ตอบไปแบบคนพึ่งผ่านประสบการณ์มาหยกๆ คือ ไม่ต้องค้นหาเหตุผลหรอก
ยิ่งค้นยิ่งไม่เจอ เมื่อเลิกค้นจึงเจอ สงสัยก็รู้ว่าสงสัยนะ
อีกไม่กี่วันต่อมาน้องก็ส่งการบ้านหลังนั่งสมาธืเป็นปกติ
น้องก็บอกว่าวันนี้ มันรู้อยากเดียวเลย ปวดก็รู้ คิดก็รู้ เพลงมาก็รู้ ภาพมาก็รู้
ไม่ได้ถล่ำลง มันรู้ไปเรื่อยๆ ของมันเอง
เราเองฟังได้ดังนี้ก็ยิ้มทันที เดินมาถึงแล้วซินะ
แล้วก็บอกไปว่าตอนนี้อาจจะเจอสภาวะนี้เฉพาะตอนนั่งสมาธิ
ขอให้รู้กายรู้ใจไปเรื่อยๆจนสภาวะนี้เกิดแม้ในชีวิตประจำวัน
แล้วก็ถามต่อไปว่า เป็นไงเห็นความสุขจากการสักว่ารู้สักว่าเห็นไหม
น้องบอกเห็นแล้ว สุขมาก เราก็ยิ้มตอบไปว่าสุขรู้ว่าสุขนะ
อย่าหลงไปกลับมัน เพราะจะทำให้อยากได้สถาวะนี้กลับมา
จำไว้นะสภาวะนี้มันมาเพราะเราไม่ได้ตั้งความหวัง ไม่ได้อยากเขาจึงมา
แต่เพราะเราไม่เคยเจอสภาวะนี้มาก่อน ไม่เคยเจอความสุขแบบนี้มาก่อน
จิตเขาจะติด และชอบสภาวะนั้น พยายามจะบังคับให้เป็นแบบนี้อีก
สุดท้ายเขาจะหาวิธีทำ แล้วมันก็จะอึดอัด แน่นและทรมาน
ก็ขอให้รู้ไปนะ รู้ไปเรื่อยๆ จนจิตที่เขาคิดว่าเขาบังคับได้
เขายอมรับว่าเขาบังคับไม่ได้ และวางของเขาเอง
จำไว้นะ นี้เป็นเพียงคำสอน จิตเขายังไม่เชื่อคำสอนนี้หรอก
เพราะฉะนั้นออกไปลุยเองนะ ไปหาประสบการณ์เองนะ
ให้จิตเขาได้เจอความจริงของเขาเอง ที่สอนวันนี้แค่ดักคอจิตไว้ก่อน
จะได้ไม่ช้า สุดท้ายจะได้รู้ว่า มันไม่มีอะไรเลย แค่รู้อย่างเดียวเท่านั้นเอง
อะไรชัดขึ้นมาก็รู้ไปเท่านั้นเอง ไม่ต้องบังคับให้เขาไปรู้อะไรนอกจากนั้นเลย .... :)
Commentaires (1)Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous
RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!666.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|