| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
15 mai ยอมรับซึ่งหน้าที่ของเขาการบ้านที่ส่งคราวนี้ หลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ คือ การเล่าความเข้าใจ
ที่มากยิ่งขึ้นในสิ่งที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า ธรรมะ คือ หน้าที่
ความจริงก่อนหน้านี้ที่เราได้เห็นคือ มนุษย์มีหน้าที่ของตน ผู้ไม่กระทำ
หน้าที่อันพึ่งกระทำ ย่อมจะจมปลักอยู่ในกองทุกข์ ชุ่มไปด้วยกิเลส
แม้จะมีครบทั้ง สุข สาภ ยศ สรรเสริญ ก็ตาม
เนื่องด้วยได้เห็นสภาวะระหว่างที่ได้กลับไปทำหน้าที่ลูก
เทียบกับสภาวะที่ตามใจกิเลสหลายๆอย่าง เพราะมีครบทั้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ
จึงได้เกิดบทความ "ชำแหละความสุข 1-3" ขึ้นมา
เพราะตอนนั้นพบแล้วว่าไม่มีสุขใดไหนเลยจะเท่าสุขที่ได้ทำหน้าที่อันพึ่งกระทำ
มาตอนนี้จึงได้เห็นความจริงของคำว่า หน้าที่ มากยิ่งขึ้น
เรียกว่าเป็นความเข้าใจต่อเนื่องกันเป็น ทอดๆที่เดียว
โดยความจริงหนึ่งที่มักจะปรากฏในบทความและการบ้านหลายครั้ง
ก็คือ คำว่า ยอมรับ และหลายครั้งที่หลุดจากทุกข์มาได้ก็เพราะคำๆนี้
แต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราลืมคำนี้ไป มองไม่เห็นลึกๆว่า จริงๆแล้วเราไม่ยอมรับ
แต่มันไม่รู้ว่าไม่ยอมรับอะไร ใจมันเป็นทุกข์มาเป็นสัปดาห์ ทั้งๆที่ออกไปกระทบผู้คน
ที่ไม่อยากพบเพียงแค่ไม่ถึง 6 ชั่วโมง กอปรกับช่วงนี้ปัญหาหลายๆอย่างโถมกันมาแบบ
เรียกได้ว่าเป็นระลอกคลื่น แทบจะแก้กันไม่หวั่นไม่ไหว เหมือนเป็นช่วงเวลาทำข้อสอบชั้นดี
จำได้ว่าฟุ้งมาก นั่งสมาธิไปก็ฟุ้งแม้จะรู้ว่าฟุ้ง มันก็มีก้อนทุกข์ปรากฏขึ้นมาแทนที่
คือมันมีความไม่พอใจอยู่ลึกๆ กว่าจะเห็นตามจริงได้ก็เล่นเอาไปปลายๆสัปดาห์
คือเห็นแล้วว่า คือเราไม่อยาก นะ ไม่ชอบนะ ทำไมต้องเป็นอย่างนี้นะ
พอเห็นชัดเท่านั้นละ คำว่ายอมรับ คำว่าสมควรโดน เกิดขึ้นมาทันที่
ก็เป็นอีกครั้งที่คำว่า ยอมรับ มาช่วยไว้ แม้ช่วงเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงตอนที่โดนกระทบถี่ๆ
เราเองเราเห็นนะ คือเห็นความไม่พอใจ เห็นว่ามันเกิดขึ้นมาของมันเอง
จากที่น่าจะทุกข์มากในตอนนั้นมันก็ไม่ทุกข์ แต่เอาเข้าจริง มันเหมือน
ยาพิษออกผลช้าแต่เจ็บยาวนานเลย เพราะว่าถึงตอนนั้นจะเห็นทัน
ความไม่พอใจที่มันเกิดของมันเอง ได้เห็นความจริง ได้พิสูจน์ความจริง
แต่เอาเข้าจริงๆจิตตอนที่โดนกระทบมันแฝงการไม่ยอมรับกฏนี้อยู่ลึกๆ
กลายเป็นระเบิดเวลาที่ตามมาระเบิดในความคิดหลังจากหลุดผล 6 ชม.นั้นมาทันที
กว่าจะรู้สึกตัวว่าสมควรโดน และยอมรับผลที่เกิดขึ้นก็เล่นเอาสภาพบอบช้ำอยู่เหมือนกัน
จนกระทั่งมาสัปดาหฺที่ 2 สรุปได้ว่าแม้เราจะเห็นความจริงตรงหน้า
แต่หากเราไม่ยอมรับมันซะอย่าง ความทุกข์ก็ยังมาเยือนอยู่ดี
ขึ้นอยู่ว่าไม่ยอมรับระดับไหน กดการไม่ยอมรับไว้ หรือหลงไปกับ
การไม่ยอมรับลึกแค่ไหน
คำพูดหนึ่งที่เรามักยกตัวอย่างมาสอนน้องเราก็คือ
คนเราทุกคนกำลังกำไฟอยู่ เราไม่ยอมรับว่าไฟนั้นร้อน
เราอยากให้ไฟนั้นเย็น เราจึงต้องทนทุกข์เพราะความร้อนของไฟ
หน้าที่เราจึงมีแค่เรียนรู้ และยอมรับความจริงให้ได้ว่า ไฟนั้นร้อน
เมื่อถึงตอนนั้น มือก็จะเริ่มคลายออกจากการกำไฟนั้นเอง
ไม่น่าเชื่อว่าจริงๆแล้ว คำสอนนี้ขาด keyword ที่ชี้เป็นชี้ตาย
สำหรับเรา สำหรับความเข้าใจอยู่คำหนึ่งคือคำว่า "หน้าที่"
เรามองเห็นและเข้าใจเพียงว่า ไฟมันร้อน เราต้องตื่นมาเห็นบ่อยๆ
เพื่อให้มันหมดข้อกังขา แต่ในใจลึกๆ แม้เราเห็นว่ากิเลส
หรือไฟ มันเกิด มันร้อนของมันเอง เราก็ยังไม่ยอมรับ
คือมันยังสงสัยว่าทำไม ทำไมมันเกิดเอง ทำไมเป็นไปของมันเอง
จนหลายครั้งความสงสัยกลายเป็นการไม่ยอมรับ กลายเป็นการหลง
กลายเป็นการหลับยาว แทนที่ไฟจะร้อนกลับเป็นเราที่ร้อนซะเอง
คำตอบนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ เนื่องจากเราฟังหลวงพ่อปราโมทย์ทุกวัน
คือหากถามว่าวันๆหนึ่งส่งการบ้านกับใคร และการบ้านที่เขียนนี้ส่งให้ใคร
ก็ส่งให้กับเสียงคำสอนความจริงของหลวงพ่อปราโมทย์นั้นเอง
ท่านสอนไว้ประมาณว่า กิเลสมันมีหน้าที่ต้องอยาก ต้องโกรธ เป็นปกติของมัน
มันก็แค่ทำตามหน้าที่ของมันเท่านั้น เราจะไปเกลียด ไปชอบกิเลส
ไปให้ค่ามัน ไม่เอามัน ไม่อยากได้มัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา
ยังไงมันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว มันเป็นหน้าที่ของมัน
ทำให้เราคิดเปรียบเทียบกิเลสไปถึง ก้อนหิน มันก็มีหน้าที่เป็นก้อนหินหนักของมันอยู่อย่างนั้น
ไฟก็มีหน้าที่ที่ต้องร้อนของมันอยู่อย่างนั้น หากเรายอมรับว่า นี้คือหน้าที่ของไฟ
นี้คือหน้าที่ของหิน เราก็ไม่คิดว่านั้นคือหน้าที่เรา เราก็ไม่คิดว่าเราเป็นคนทำ เราก็ไม่บังคับ
เราก็ไม่รู้สึกไม่พอใจเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง เช่น ทำไมหินไม่เบา ไฟไม่เย็น
เพราะเรายอมรับซึ่ง หน้าที่ของกิเลส กิเลสเขาทำหน้าที่ของเขา
เราไม่ได้ทำ ไม่เกี่ยวกับเราเลย พอสังเกตได้ดังนี้คราวนี้เห็นชัดมากขึ้นเลยว่า
ทุกอย่างที่มันเกิด อยู่ และดับของมันเอง ล้วนเป็นหน้าที่ของสิ่งนั้นๆ
ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา เวลาเห็นภาพหญิงสาว จิตเขาก็ต้องทำหน้าที่สนใจ ไปมองของเขาเอง
ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย เราจึงบังคับอะไรไม่ได้เลย กายเขาก็มีหน้าที่ต้องเสื่อม ต้องปวดของเขาเอง
เขาทำหน้าที่ของเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราอีกเช่นกัน
จิตเขามีหน้าที่คิดเมื่อเจอปัจจัยที่เหมาะกับความคิดนั้นๆ เขาก็ต้องคิด ไม่ใช่เราคิด เราไม่เกี่ยวเลย
ในตอนที่เรานอนหลับฝันไม่ว่าเราจะฝันถึงสิ่งใดและใคร แต่ถ้าเป็นตัวเอก
ตัวเอกในฝันนั้นต้องคือเรา เป็นเรา แต่พอตื่นขึ้น ถึงพึ่งสังเกตเห็นว่า
เราฝันว่าเป็นฮีโร่นะ ฝันว่าเป็นปีศาจนะ แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้เป็นพวกนั้นเลย
แต่เราจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อตอนตื่นขึ้นมา หรือตอนที่รู้ว่าตัวเองหลับอยู่เท่านั้น
เช่นกัน เมื่อเรารู้สึกตัว เราก็จะเห็นชัดเลยว่า เราฝันว่าเราเป็นก้อนหิน
เราฝันว่าเราเป็นไฟ เราฝันว่าเราเป็นกิเลส ทั้งๆที่จริงๆ เราไม่ได้เป็น
ดังนั้นพอฮีโร่,ปีศาจ หรือหิน ไฟ กิเลส ไม่แสดงบทบาทอย่างที่เราต้องการ
มันก็เกิดความไม่ชอบขึ้น ขัดใจขึ้น ไม่ยอมรับซึ่งหน้าที่ของพวกเขา
และที่สำคัญมองไม่เห็นว่าเผลอไปสวมบทบาทเป็นจิตที่ทำหน้าที่ไม่ชอบ ไม่ยอมรับไปแล้ว
จนคิดว่าเราไม่ชอบ ไม่ยอมรับและนั้นเองคือที่มาของทุกข์มหาศาล
เพราะ หลับและสวมบทบาทอยู่ในฝันร้ายนั้นเอง
ดังนั้นการเจริญวิปัสสนานั้น คือ การตื่นมาศึกษามาเห็นซึ่งความจริง
เห็นซึ่งหน้าที่ของธรรมชาติ ของขันธ์ทั้ง 5 และยอมรับซึ่งหน้าที่ของพวกเขาว่าต้องเป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว
โดยไม่มีเราไปเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแต่จิตที่สวมบทบาทว่าเป็นเราทุกข์อยู่เท่านั้น
สุดท้ายนี้ขอฝากคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่จริง และจริงอย่างถึงที่สุด (-/|\-)
"มัวสนใจอะไรกับสิ่งเหล่านั้น ธรรมดาแสงย่อมสว่าง ธรรมดาเสียงย่อมดัง
หน้าที่ของมันเป็นเช่นนั้นเอง เราไม่ใส่ใจฟังเสียอย่างก็หมดเรื่อง จงทำตัวเราไม่ให้เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งแวดล้อม เพราะมันมีอยู่อย่างนี้ เป็นอยู่อย่างนี้เอง เพียงแต่ทำความเข้าใจกับมันให้ถ่องแท้ ด้วยปัญญาอันลึกซึ้งเท่านั้นเอง" หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
Commentaires (4)Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous
RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!617.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|