Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes Outils Aide

Blog


11 avril

ยอมรับความจริง.. ยอมรับว่าตนเองนั้นผิด

 
ต่อเนื่องจาก "เพียงเห็นไม่ใช่ดู เพียงได้ยินไม่ใช่ฟัง เพียงรู้ไม่ใช่คิด"
ที่มาของคำพูดประโยคนี้ เราได้มาจากสภาวะทีนั่งอยู่ในรถตู้ท่ามกลาง
ป้าๆแม่ๆ คุยกันด้วยเรื่องราวหลากหลายมากมาย ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เราไม่เกี่ยว
ไม่เกี่ยวกับเรา เราจึงหันมาตามรู้ลมหายใจ และเสียงที่ดังอยู่ในหัวเป็นระยะๆ
 
แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องราวที่พวกท่านคุยกันก็เข้ามากระทบหลายครั้ง
บางครั้งก็หลงไปตั้งใจฟัง บางครั้งก็หลุดออกมาเพราะไม่สนใจ
เห็นกลับไปกลับมาได้สักพัก อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งในจิตดังขึ้นมาว่า
เสียงของพวกท่านนี้ก็บังคับไม่ได้เหมือนกับเสียงจากจิตเลยนะ
ตอนนั้นเอง ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังๆตอบกลับไปว่า ใช่ๆ!!
และแถมยังหลงไปได้ด้วยเมื่อตั้งใจฟัง เหมือนกับหลงไปในความคิดไม่มีผิดเลย
 
ในระหว่างนั้นถึงเข้าใจแล้วว่าการเผลอ การหลับทั้งลืมตา เกิดขึ้นจากอะไร
เข้าใจแล้วว่าไม่สำคัญเลยว่าภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยินนั้นจะอยู่นอกหรือใน เพราะทั้งนอกและใน
ก็ล้วนบังคับไม่ได้ สาระสำคัญมีอยู่เพียงเท่านี้
รายละเอียดของภาพ รายละเอียดของเสียง ว่าเป็นภาพอะไร ว่าเป็นเรื่องราวอะไร ไม่มีสาระอะไรเลยที่ต้องรู้
จึงทำให้เข้าใจในคำสอนที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนในทันทีว่า ไม่ต้องรู้เรื่องที่ฟุ้ง ให้รู้เพียงว่าฟุ้ง
 
จากนั้นจึงลองนำการรู้ที่เคยใช้กับเสียงในจิต มาใช้กับเสียงภายนอก
ก็พบความสุขอย่างยิ่ง ว่ามันเหมือนกันนี้เองหนอ บังคับไม่ได้ๆ ไม่มีอะไรเลย แค่รู้ว่าได้ยินเท่านั้นเอง
และหากจิตใต้สำนึกมันแปลไปเองไปเร็ว จนเกิดความคิดเห็นขึ้นมาเป็นเสียงภายใน
ก็สักแต่รู้ว่าเกิดอีกเสียงขึ้น เหมือนมีคนภายนอกอีกคนพูดตอบโต้กัน เท่านั้นเองๆ
 
และพอรู้สึกตัวว่าได้ยิน ก็พบสภาวะที่รายละเอียดของเนื้อหาที่ได้ยินหายไปทันที
เราเคยสงสัยหลายๆครั้งในเรื่องนี้ว่าทำไมแค่รู้ทันก็ดับ แต่ทุกครั้งที่สงสัยเราก็สักแต่รู้ว่าสงสัย
ไม่ได้สนใจจะหาคำตอบ แต่คราวนี้อยู่ๆจิตเขาก็ตอบให้เอง ว่านี้ไง..สภาวะที่จิตรับรู้อารมณ๊ได้เพียงทีละอารมณ์
และจำได้ไหมว่าตัวตนเกิดขึ้นเพราะอิงกันและกัน มีเสียงได้ก็เพราะมีคนฟัง มีคนฟังก็เพราะมีเสียง
หากขาดซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งตัวตนของทั้งคนทั้งเสียงก็ย่อมไม่มี เสียงก็ย่อมหายไปเอง คนก็ย่อมหายไปเอง
ดังนั้นเมื่อเรารู้ว่าได้ยิน ก็เกิดสติขึ้นคือตัวตนของจิตผู้รู้รู้ซึ่งปัจจุบันขณะ ตัวตนของคนฟังในอดีตก็ดับไปแล้ว
จึงเป็นเหตุให้เสียงที่เป็นรายละเอียดก็ดับตามลงไปด้วย
 
และเมื่อเข้าใจแล้วว่าจริงๆทั้งในและนอกไม่มีความสำคัญ ตัวตนเกิดขึ้นได้ทุกที
จิตก็หลงคิดเป็นฉากต่อไปทันทีว่า อย่างนั้น ประโยคที่ว่า "สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์"
คำว่าเพื่อน ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ สิ่งเดียวกัน เพราะเมื่อไม่มีนอกไม่มีในก็ย่อมไม่มีการแบ่งแยกกันและกัน
การที่เราทำร้ายผู้อื่นจึงเหมือนทำร้ายตัวเราเอง นี้เองสาเหตุที่ดูสมเหตุสมผลของ กรรมวิบาก
ก่อนที่จะหลงคิดและเชื่อมโยงเรื่องราวไปมากกว่านี้ ก็รู้สึกตัวว่าเผลอหลงไปแล้ว...จิตก็มีปิตีสุขใจยิ่ง
ว่าดูซิ จิตผู้สอนคนนี้ ก็บังคับไม่ได้อยากจะมาก็มา และยังทำให้หลงไปได้
และเกิดเป็นภพเป็นชาติขึ้นมาเดียวนั้นตามรายละเอียดที่ปรุงขึ้นมาอีก
 
โอ้...นี้เองหนอ ภพชาติ มันเกิดอย่างนี้เองหนอ
โอ้...นี้เองหนอ การเรียนรู้และเข้าใจที่ไม่ได้เกิดจากการคิด
 
จากนั้นสภาวะการเห็นอย่างเป็นธรรมชาติก็กลับมาอีกครั้ง
คือ มีอะไรให้รู้ก็รู้ไป มีเพียงปัจจุบันขณะ ไม่มากไปกว่านี้
ก็คงสภาพเช่นนี้ได้ 2-3 วัน จิตก็ขุ่นมัวอีกครั้ง กลับมางงๆอีกครั้ง
ก็รู้สึกแปลกใจ มีอีกจิตพยายามคิด แต่มันก็รู้สึกตัวว่าคิด รู้สึกตัวว่างง
ก็เลิกสนใจที่จะหาคำตอบที่เหมือนเคยเข้าใจ
รู้เพียงว่าให้จิตเขาได้รู้เพียงปัจจุบันขณะก็เป็นพอแล้ว
เพียงเห็น เพียงได้ยิน เพียงรู้ รายละเอียดมากกว่านี้ไม่ใช่สาระให้จิตฉลาดขึ้น
ตอนนั้นก็ปฏิบัติในรูปแบบคือนั่งสมาธิไป รู้ไป ยอมรับว่าเสียงและภาพในจิตได้ยินได้เห็นไม่ชัด
มันมัวมาก มั่วมาก ไม่ใช่สภาวะที่เคยเจอ ที่อยากได้
ผ่านไปไม่นานนัก ก็เริ่มปวดหัว ปวดก้านคอ ก็หันมาดูความปวด
มันก็ยิ่งปวดหนักขึ้นเรื่อยๆ  แต่พอดูไปไม่นาน ก็เริ่มเห็นเสียงมัวๆเสียงหนึ่งชัดขึ้น
นั้นคือ เสียงความไม่พอใจในความปวด เสียงไม่พอใจสภาวะตอนนี้ที่ไม่เหมือนแต่ก่อน
พอได้ยินก็รู้สึกตัวทันที ว่า โอ้ เราหลงไปแล้ว หลงไปแล้ว หลงแล้วยังคิดว่ามีสติซะอีก
เมื่อเจอต้นตออาการปวดก็บรรเทาลง แต่ยังคงมีอยู่ก็ตามรู้ สลับกับเสียงและภาพที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
สักพักต่อมาจึงเข้าใจแล้วว่า นี้สินะ เมื่อขาดสมาธิที่ดีที่ถูกต้อง สติที่แจ่มชัด ที่ทะลุปุโปร่ง
ก็กลายเป็นสติที่ขุ่นมัว แล้วก็รู้สึกตัวทันทีว่า จิตผู้สอนมาอีกแล้ว เสียงมาแล้ว
ก็เกิดอารมณ์ดีใจว่ารู้ทันตามมา ก็ตามมารู้อารมณ์นี้ต่อ สักพักก็มีอีกเสียง
บอกต่อมาว่า รู้แล้วว่าอยากสอน อบากอธิบายให้ฟัง แต่ยังไม่ถึงเวลา เรียนก่อนนะ
แล้วก็รู้สึกตัวว่าได้ยินเสียงตอบนี้......
 
เหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นจึงนำมาส่งการบ้านในครั้งนี้
เป็นประสบการณ์ที่เข้าใจแล้วว่า การบ้านที่เรานำมาเขียนมาส่ง
หาใช่ได้มาจากการคิดมาก หรือเกิดจากการที่เอาแต่ฟังจิตผู้สอน
เพราะจิตผู้สอนและผู้ถูกสอนจะไม่มีทางเข้าใจเลยว่าสภาวะนั้นคืออะไร
จนกระทั่งได้ประสบพบเจอด้วยตัวเขาเอง และแม้แต่เคยเข้าใจแล้ว
ก็ยังกลับกลายเป็นงงๆได้ ไม่ต้องห่วงและหวงสภาวะสติแจ่มชัดนี้ไว้
เพราะมันก็เปลี่ยนแปลงได้ สติย่อมแย่หากขาดสมาธิที่ถูกต้อง
และเหตุแห่งสมาธิคือ ศีล และการละซึ่งอบายมุข แต่เรายังอยู่กับโลก
ทั้งยังเกียจคร้านยิ่งนัก การที่สติไม่เกิดตั้งแต่วิญญาณ แต่ไปเกิดหลังสังขารสักพัก
ก็เพราะด้วยเหตุนี้ สมควรแล้วๆ
 
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็เจอก้อนทุกข์เข้ามากัดแบบแทบล้มปะดาตาย
มันไม่มีภาพ ไม่มีเสียง แต่มันเป็นอารมณ์เจ็บที่นำไปสู่ภาพและเสียงได้
ทรมานมาก แต่ก็ตามรู้มันไป ขอเผชิญหน้าอย่างถึงที่สุด
จริงๆ เหตุการณ์ลักษณะนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ครั้งก่อนๆ เราหนีมัน
แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราไม่ได้หนี แต่ก็ผ่านมันมาได้
แต่กลับจำไม่ได้ว่าทำได้ยังไง จำได้เพียงแต่ผลลัพธ์ คือ
เห็นซึ่งอนิจจังอย่างถึงที่สุดและยอมรับมันจริงๆ
 
แน่นอนว่าจิตตอนนั้น กับจิตตอนนี้กลายเป็นคนละจิตไปแล้ว
ก่อนจะฟุ้งไปมากกว่านี้ ก็รู้ว่าฟุ้ง แล้วก็รู้ว่าทุกข์และเจ็บอยู่
จนกระทั่งสักพักใหญ่ๆ จึงได้เห็นเบื้องหลังของ อารมณ์ทุกข์นี้
คือ คำถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม
ตอนนั้นเอง ก็ อ้อ เราไม่ยอมรับว่าเราผิดนี้เอง
เอาแต่โทษนู้น โทษนี้ คิดว่าไม่ยุติธรรม ทั้งๆที่มันยุติธรรมแล้ว
เราควรได้รับวิบากนี้ สมควรแล้ว สมควรแล้ว
ต่อจากนั้นอารมณ์เจ็บอารมณ์ทุกข์ก็หายไปลดอำนาจลงไปเรื่อยๆ
เหลือเพียงแต่คำวว่า "ยอมรับ" และคำตอบก็ปรากฏว่าครั้งงนั้น
ที่เราผ่านอารมณ์นี้มาได้ เพราะเรายอมรับความจริงของอนิจจังนี้เอง
และครั้งนี้เราก็กลับมายอมรับความจริงของกรรมวิบาก
 
แล้วก็นึกขำในใจเปรียบเทียบอารมณ์ทุกข์นี้กับก้อนหินใหญ่
ทั้งๆที่เพียงยอมรับว่าเมื่อแบกก้อนหินนี้ย่อมหนัก
แต่เรากลับไม่ยอมรับความจริงนี้ ยังเชื่อว่าแบกแล้วต้องเบา
ยังคิดว่าการแบกนั้นเคยดีมาก่อน เคยเบามาก่อน มันต้องเบา
หารู้ไม่ตอนนั้นกับตอนนี้เป็นหินคนละก้อนเพียงแค่รูปร่างคล้ายกัน
และที่สำคัญไม่ว่าอย่างไรหากแบกก้อนหินมันย่อมรู้สึกถึงน้ำหนัก
จะหนักมากหนักน้อย มันก็หนัก ขอเพียงคิดได้และยอมรับได้ว่า
หินมันหนีก ไม่ดื้อ ไม่ฟืน ก็ย่อมไม่แบกมัน
 
คนเรานี้แปลกเห็นก้อนหินก็รีบวิ่งไปแบก
แล้วก็บ่นว่าหนัก บ่นว่าทำไมมันไม่เบา
แม้รู้สึกตัวว่าแบกอยู่ ก็ยังไม่ยอมรับว่าหนักเพราะตัวเองไปแบก
โทษก้อนหิน โทษคนสร้างก้อนหิน
นี้ละธรรมชาติของจิต หากเขาไม่เชื่อ เขาก็จะยังแบก
เราทำได้เพียงรู้สึกตัวว่าแบกแล้วหนัก แบกแล้วหนัก
จนกกว่าเขาจะยอมรับ ยอมรับว่าเขาผิดเอง โง่เอง และวางมันลงไปเอง
 
สิ่งที่ได้ตรอกย้ำลงไปกับการบ้านครั้งนี้
คือ อย่ายึดติดกับสภาวะสติแจ่มชัด อย่าเกียจคร้าน อย่าบ้านอน
และ ถึงจะทุกข์ยังไง ยาวนานยังไงก็ต้องดู
ดูมันจนเกิดสมาธิ จนมันเห็นสาเหตุ จนรู้ทันสาเหตุ
จนจิตเขายอมรับความจริง ยอมรับว่าตนเองผิด
และยอมรับในไตรลักษณ์ หินก้อนใหญ่และหนักเหลือคณานี้...สติเฟื่อง
 

Commentaires

Veuillez patienter...
Le commentaire entré est trop long. Raccourcissez-le.
Vous n'avez rien entré. Réessayez.
Il est actuellement impossible d'ajouter votre commentaire. Réessayez plus tard.
Pour ajouter un commentaire, tu dois avoir l'autorisation de tes parents. Demander l'autorisation
Tes parents ont désactivé les commentaires.
Il est actuellement impossible de supprimer votre commentaire. Réessayez plus tard.
Vous avez dépassé le nombre maximal de commentaires qu'il est possible d'envoyer le même jour. Réessayez dans 24 heures.
Votre compte a pu laisser les commentaires désactivés parce que nos systèmes indiquent que vous risquez d'arroser d'autres utilisateurs de messages. Si vous pensez que votre compte a été désactivé par erreur, contactez l'assistance en ligne de Windows Live.
Effectuez la vérification de sécurité ci-dessous pour finaliser l'envoi de votre commentaire.
Les caractères entrés pour la vérification de sécurité doivent correspondre à ceux de l'image ou du fichier audio.

Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous


Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous

Rétroliens

L'URL de rétrolien de ce billet est :
http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!609.trak
Blogs Web qui font référence à ce billet
  • Aucune