| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
1 mars ความสำคัญของ "ศรัทธา"จริงๆอยากเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ในวันมาฆบูชา
แต่ก็ต้องเป็นไปตามลำดับ ตามประสบการณ์ธรรม
ที่ผ่านเข้ามา จึงยกเรื่องนี้มาเขียนในวันนี้
พูดถึงประสบการณ์ธรรมหรือภูมิธรรมแล้ว
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสอ่าน ทางนฤพาน
งานเขียนที่เป็นนิยายของดังตฤณ
จึงพบเห็นภูมิธรรมที่หลากหลายและความรู้ทางธรรมมากมาย
อ่านแล้วแทบวางไม่ลง ทำให้นึกถึงสมัย ม.5
ที่ชอบนอนอ่านนิยายไทยที่ยืมจากหนูพิกมา
จริงๆแล้วนิยายธรรมะของดังตฤณ
เราหาโอกาสอ่านหลายครั้ง
แต่ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านจนกระทั่ง
ได้เขียนเรื่อง วิหารธรรม จากนั้นอีกไม่กี่วันก็ได้อ่าน
ซึ่งเริ่มจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ว่าหากเราสรุปธรรมที่ได้จากการปฏิบัติมาลง space เมื่อไร
อีกไม่นานเราจะได้ แหล่งธรรมที่สอนธรรม หรือ สรุปธรรมที่ยิ่งกว่าตามมา
เช่น เขียนถึงเรื่องการเห็นอย่างธรรมชาติ
ต่อมาก็ได้ฟังซีดีแผ่น 20 ของหลวงพ่อปราโมทย์
และอ่านคำสอนของหลวงพ่อคำเขียนซึ่งท่านก็ใช้คำว่าเห็นในการอธิบาย
ก็ต้องขอขอบคุณหนูพิกอีกครั้งที่ส่งบทความมารวมทั้งหนังสือของท่าน
ซึ่งเราก็ได้อ่านจนจบต่อมาหลังจากอ่านทางนฤพาน
สิ่งหนึ่งที่ได้หลังจากอ่าน"ทางนฤพาน"ก็คือ
เราคงยังมีเรื่องมาเขียนใน space ได้อีกมากมาย
เพราะยังมีประสบการณ์หลายอย่างที่เรายังไม่ได้ประสบพบ
ที่ใน ทางนฤพาน ได้เล่าไว้ และแน่นอนเป็นการถ่ายทอดมาจาก
ประสบการณ์จากผู้เขียนและผู้รู้หลายๆท่าน
สิ่งที่เราได้ประสบพบมา แล้วนำมาเขียนเล่า หากสรุปทั้งหมดแล้วก็มีเพียงเรื่อง
ทำไมต้องปฏิบัติ เริ่มปฏิบัติอย่างไร อุบายการปฏิบัติและเมื่อเริ่มปฏิบัติเจอสภาวะใดบ้างควรทำเช่นไร
แต่เรายังไมมีประสบการณ์ถึงผลสำเร็จจากการปฏิบัติที่ครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์
เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่ได้รับผลและรอวันเสื่อมเท่านั้นเมื่อเกียจคร้าน
แต่ในทางนฤพานได้บอกเล่าเรื่องราวมากกว่านั้น
เป็นเรื่องราวที่ตอนนี้เราได้เพียงจินตนาการตาม
คือไม่ได้ยิ้มเมื่ออ่าน หรือไม่สะใจเมื่อใช่เพราะผ่านมาแล้ว
ถึงกระนั้นก็ยังมีตัวละครที่เราชอบเป็นพิเศษในเรื่อง
เพราะสามารถ project ตัวเองลงไปได้คือ "มติ"
ส่วนเราชื่อ "ฐิติ" ใกล้เคียงดีๆ
ก็ขอเข้าเรื่องตามหัวข้อที่จะยกมาเขียนในวันนี้
ที่ต้องยกเรื่องภูมิธรรมมาเขียนก่อนก็เพื่อให้เห็นว่า
ไม่ว่าภูมิธรรมจะอยู่ในขั้นใด เข้าใจธรรมอย่างไร
แต่หากยังไม่สำเร็จซึ่งมรรคผล ก็ยังต้องอ่านซ้ำ
ทวนซ้ำ ฟังซ้ำ โดยไม่สนใจว่านี้คือสิ่งที่เคยอ่านแล้ว ฟังแล้ว เข้าใจแล้ว
นั้นก็เพราะการทำซ้ำๆ อย่างนี้เป็นการเพิ่มศรัทธา
แล้วทำไมจึงต้องมีศรัทธา ทำไมต้องเพิ่มศรัทธา
ก็ต้องยกความเข้าใจผิดในสังโยชน์ 3 ข้อแรกของเรามาเล่า
โดยสังโยชน์ 3 ข้อแรกมีดังนี้ 1.คิดว่ามีเรา 2.คิดลังสงสัยในธรรม 3.ยึดถือปฏิบัติโดยไร้เหตุผล
เราเองเข้าใจผิดว่าละได้แล้วในข้อ 2 และ3
จะเหลือก็แต่เพียงข้อ 1 เท่านั้น
ซึ่งนั้นไม่จริงเลยเพราะหากจิตไม่ลังเลสงสัยแล้ว
การกระทำทุกอย่างหากเป็นอกุศลจิต จิตจะมีสติรู้สึกตัวทันที
แต่เราไม่เป็นเช่นนั้น เรายังดีบางวัน เสื่อมบางวัน
และสังเกตเห็นว่า จิตเราจะมีสติเต็มตัว รู้สึกตัวเนื่องๆ
หากวันไหนต้องเข้าวัด ไปวัด พบพระ ใส่บาตร
ซึ่งหากขาดจากกิจกรรมทางนี้ไปนานๆ
จิตก็จะปล่อยไปละเลยและพร้อมจะเสิ่อมลง
แม้จะรู้หนทางการปฏิบัติและเข้าใจถึงสาเหตุแต่ก็พร้อมที่จะหยุดเดินได้ตลอด
พอสังเกตเห็นได้เช่นนี้จึงบอกกับตนเองทันทีว่า เราขาดซึ่งศรัทธาที่แท้จริง
ขาดความเชื่อ ขาดกำลังใจ มีเพียงศรัทธาที่พร้อมจะเสื่อมได้ทุกเมื่อ
นี้จึงเป็นสาเหตุให้เรายังพร้อมจะเดินถอยหลัง
หรือก้าวออกนอกลู่นอกทางได้เสมอ
แต่ก่อนเราคิดเสมอว่าตัวเองมีศรัทธาอยู่เต็มร้อย
แต่นั้นเป็นเพียงศรัทธาในระดับความจำ
ไม่ได้ศรัทธาไปถึงระดับจิต หรือจิตเขาศรัทธา
พอเป็นเพียงแค่ความจำได้ จึงพร้อมเสมอที่จะลืม
และเมื่อยอมรับว่าตนเองขาดซึ่งศรัทธา จึงเข้าใจข้อธรรมมากขึ้นทันที
ว่าสังโยชน์ทั้ง 3 ข้อสอนซึ่งหลักธรรมอะไร
ในความเป็นจริงนั้นหากวางข้อ 1 ได้
ก็สามารถวางอีก 2 ข้อได้ในทันที
แต่การจะวาง 1 ได้ก็ต้องอาศัย 2 และ 3
เพราะ 2 คือการบ่งบอกว่ามีปัญญาแต่ขาดศรัทธา
และ 3 คือ มีศรัทธาแต่ขาดปัญญา
ในขณะที่ 1 นั้นคือ ความสมดุลระหว่างปัญญาและศรัทธา
ซึ่งได้มาจากการที่จิตยอมรับในความจริงในธรรมแล้ว
ดังนั้นการจะฝึกให้จิตเขายอมรับได้
เราเองก็จำเป็นต้องพยายามสมดุลทั้งศรัทธาและปัญญา
เพราะทั้ง 2 จะเป็นซึ่งกำลังใจในการฝึกจิต ให้จิตได้เรียนรู้จนยอมรับ
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เชิญชวนให้เลิกฝึกฝน
เปรียบดั่งชายคนหนึ่งเดินอยู่ในถ้ำที่มืดมิดและไม่เห็นซึ่งทางออก
แต่ได้ยินเสียงหลายเสียงจากหลายทาง
คอยบอกเรียกเขาว่าทางออกอยู่ทางนี้
หากเขามีเพียงปัญญาแต่ขาดซึ่งศรัทธา
เขาก็ได้แต่ใช้ปัญญาเพื่อพิจารณาว่าควรเชื่อเสียงใดเพื่อออกเดิน
แต่หนทางเดินที่มืดมิดย่อมบั่นทอนซึ่งกำลังใจ
และความเหนื่อยล้าย่อมบอกให้หยุดเดินและหยุดพัก
หรือแม้แต่เลิกล้มความตั้งใจในการไปให้ถึงทางออก
เพราะเขาคิดเพียงว่านี้คือทางที่ถูก
แต่เขาไม่เชื่อมั่นและศรัทธาในเสียงเรียกจริงๆ
จึงพร้อมจะถอยหลังและหยุดพักเสมอ
ในขณะที่หญิงอีกคนหนึ่งมีเพียงศรัทธา
มีเสียงไหนบอกว่านั้นคือทางออก
เธอก็มุทะลุเดินไปเต็มที่ และเชื่อมั่นในเสียงนั้น
โดยไม่มีการพิจารณาเลยว่า นั้นคือทางที่ถูกต้องจริงหรือไม่
ชายหญิง 2 คนนี้จึงไม่มีวันที่จะพบซึ่งทางออก
จนกระทั่ง...เธอและเขาเดินทางมาพบกัน
จึงได้เลือกเดินในทางที่ถูกและต่างเป็นกำลังใจให้กันและกัน
ไม่ว่าจะยาก จะเหนื่อยล้า และไม่เห็นเลยว่า
ทางออกจะปรากฏขึ้นมาเมื่อใด
แต่ทั้งเธอและเขาก็มองเพียงการก้าวเดินในปัจจุบัน
และรวมเดินกันไปอย่างไม่ลดละ
สุดท้ายจึงทำนายหนทางในอนาคตได้เพียงทางเดียวว่า
ยังไงทั้งเขาและเธอย่อมต้องพบซึ่งทางออก
.
.
.
.
การบอกเล่าและข้อเขียนที่ผ่านมาของเรานั้น
จะเน้นไปที่ปัญญาตัวเดียว เน้นเพียงว่า
จะทำอย่างไรถึงจะรู้ว่านั้นคือเสียงเรียกไปยังทางออกที่ถูกต้อง
แต่ไม่มีการพูดถึงเลยว่าจะทำอย่างไรจึงจะมีศรัทธา
มีกำลังใจมากพอที่ก้าวเดินอย่างไม่ย่อท้อ
เพราะเราคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ เราไม่เข้าใจถึง ศรัทธาที่แท้จริง
จนกระทั่งได้สังเกตสภาวะ 2 สภาวะ ระหว่างห่างวัดห่างพระ กับใกล้วัดใกล้พระ
ระหว่างปฏิบัติไม่ว่าจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เจริญสติปัฏฐาน 4 อย่างเป็นกิจวัตรกับไม่เป็นกิจวัตร
ซึ่งสภาวะที่ปฏิบัติและใกล้วัดใกล้พระจนเป็นกิจวัตรล้วนเป็นวิธีที่เพิ่มศรัทธาขึ้นทุกวันๆ
ในขณะที่สภาวะที่ไกลพระไกลวัดและปฏิบัติไม่เป็นกิจวัตร
จะทำให้กำลังใจลดลงเนื่องจากรู้สึกว่าทำมานานวันแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
จนกลายเป็นท้อถอยและนำไปสู่การหยุดปฏิบัติในจำนวนวันที่มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่งผลให้ ทำหยุด ทำเลิก หรือมีกิจธุระใดๆมาขั้นมาแย่งการปฏิบัติได้เสมอ
เช่น สำหรับเราก็เป็น กาม ง่วง สอบ งานไม่เสร็จ เป็นต้น หรือสรุปง่ายๆคือพร้อมจะแพ้ให้กับมารกิเลส
มารกิเลสจึงน่ากลัวนักหากฟังมันในช่วงที่กำลังใจและศรัทธาถดถอย
ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
หรือยึดอีกเสียงเรียกหนึ่งไม่ฟังในสิ่งที่มารกิเลสเสนอมา
นั้นก็คือเสียงจาก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ซึ่งการจะได้ยินเสียงเรียกนี้ดังๆเพื่อใช้ยึด
ก็คือการได้อยู่ใกล้กับเสียงและสถานที่ที่มีเสียงนี้อยู่ครบ
หรือก็คือวัดหรือแม้แต่การพบพระสงฆ์นั้นเอง เพราะหากมีโอกาสได้ไปเติมกำลังใจบ่อยๆ
เราย่อมมีกำลัง มีศรัทธามากพอ ที่จะผ่านเลยไปเอาศรัทธาและปัญญา
ที่ได้จากการปฏิบัติและการเจริญสติอย่างเป็นกิจวัตร
เราเองเคยมีความเห็นว่า
หากปุถุชนเช่นเราตั้งใจปฏิบัติแม้ว่าสถานที่ใด
ก็ย่อมปฏิบัติได้ จึงละเลยซึ่งการเข้าวัด เมื่อแม่มาจึงได้ไป
และละเลยซึ่งการใส่บาตร ทั้งๆที่เป็นวิธีที่ทำให้ได้พบพระสงฆ์
ที่สามารถทำได้ง่ายและทำได้ทุกวัน
การละเลยเหล่านี้ล้วนเกิดจากการเชื่อมารกิเลส
ส่งผลให้การไม่ทำซ้ำ ทวนซ้ำ ฟังซ้ำ อ่านซ้ำ
ก็ตามต่อๆกันมา และสุดท้ายความเสื่อมก็ถามหาในที่สุด
เปรียบดังคนโง่ที่รู้ซึ่งทางออกแต่ยังเกียจคร้านและประมาท
ไม่ต่างอะไรกับโมฆบุรุษ พร้อมที่จะเสียชาติเกิดได้ทุกเมื่อ
มาถึงตอนนี้จึงเข้าใจชัดแล้วว่า
การปฏิบัติและการพบพระสงฆ์เป็นกิจวัตรนั้นสำคัญมากเพียงไหน
สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าสู่กระแสนิพพานเช่นเรา
ปัญญาอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ยังต้องมีศรัทธาที่ถึงพร้อม
ที่จะเป็นกำลังใจให้เราผู้ตามืดบอดได้กล้าที่จะเดินไปเรื่อยๆ
อย่างไม่ย่อท้อตราบจนกระทั่งพบซึ่งทางออก
สุดท้ายนี้ตามที่ ทางนฤพาน ได้เล่าไว้
กิจวัตรทุกอย่างจะกลายเป็นซึ่งธรรมชาติในชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ถึงกระแสนิพพาน สำหรับผู้ถึงทางออก
ปุถุชนทั้งหลายพึงยึดกิจวัตรที่ดีไว้ แม้จะยังไม่เป็นซึ่งธรรมชาติในตอนนี้
แต่สุดท้ายย่อมกลายเป็นซึ่งธรรมชาติในที่สุด
CommentairesPour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!593.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|