แฟ้มประวัติ"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารบล็อกรายการ เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


21 กุมภาพันธ์

นำกามมาเป็นวิหารธรรม

 
วันนี้เป็นวันมาฆบูชา มีหลายเรื่อง
อยากนำมาเขียน มาบอกเล่า แต่พิจารณาแล้ว
จึงนำมานำเสนอตามลำดับก่อนหลัง
 
พูดถึงเรื่องกามคุณ ตัวเราเองนี้เห็นโทษของกามคุณมานักต่อนัก
แต่เราก็ยังวนเวียนอยู่กับมัน แม้เขียนเตือนตนเองก็แล้ว ว่าตัวเองก็แล้ว ชำแหละมันก็แล้ว
หรือแม้แต่คิดจะถามหลวงพี่ที่เคารพก็เคยคิดจะถามมาแล้ว
ว่า ผมจะละกามได้ยังไง? แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าถาม
เพราะไปเจอข้อความตรงหัวบันไดกุฏิท่านเขียนไว้ว่า
"ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน" อ่านเสร็จจึงหมดคำถามทันที
 
ต่อมาอีกปีกว่าจึงได้ฟังที่หลวงพ่อปราโมทย์เล่าถึง
การละกาม ซึ่งผู้ที่วางกามได้สมมติเรียกว่า พระอนาคามี
เราเองจึงนั่งขำอยู่ในใจ ยิ้มออกมาภายนอก
ไอ้บาส เอ๋ย จะลัดขั้นลัดตอนไปแล้วมั้ง
จิตเขายังไม่ได้เรียนรู้กามถึงที่สุด จิตเขายังอยากในกาม
มีเพียงจิตบางส่วนที่เห็นความจริงแล้ว ออกมาส่งเสียงเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง
 
แต่เพราะเห็นความจริงครั้งคราว เห็นความจริงที่พล่ามัว
จิตที่ออกมาป่าวประกาศว่ากามไม่ดี จึงรังเกียจกาม มันให้ค่าไปซะแล้ว
ซึ่งเมื่อมีการให้ค่า ย่อมมีดีมีไม่ดี ย่อมมีคู่ และนำไปสู่การไม่เห็นตามจริง
มันพยายามจะหนีกาม แต่ยิ่งหนีมันก็ยิ่งเรียกร้อง
ยิ่งทุกข์ทรมาน เป็นการฝืนที่ไร้ซึ่งปัญญา ไร้ซึ่งธรรม
 
ซึ่งหากพิจารณาให้ดีแล้วการที่เราหนีความอยากในกาม
ก็เพราะเรากลัวทุกข์ที่เกิดจากความอยาก มันทรมานมันร้อนรน
เราให้ค่าความอยากในกามว่าน่ากลัวจนหนีมัน รีบไปคว้ากามมาให้เร็วที่สุด
ความอยากในกามจะได้หายไป แต่การทำเช่นนี้ก็จะกลายเป็นผู้ปฏิบัติ ไม่ใช้ผู้เห็น ผู้รู้ ผู้ดู
เพราะแค่ความทุกข์จากความอยากยังไม่กล้าดู ก็คงเป็นผู้รู้ไม่ได้
 
ดังนั้นการจะรู้ จะดู จะเห็นอย่างเดียวได้
ต้องดูบ่อยๆ ต้องลดอคติ ต้องเข้าใจมัน
และกามนี้ละเป็นเพื่อนที่ดี ที่ทำให้เรามีโอกาสได้รู้ ได้ดูบ่อยๆ
ขอเพียงลดอคติกับมัน ก็จะเข้าใจมัน และจะเห็นจริงว่ามันไม่มีเพียงไม่ดี แต่กามนั้นมีดี
เมื่อมีทั้งดีและไม่ดีในสิ่งเดียวกัน ก็จะเข้าใจทันทีว่า
การจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับแง่มุมที่มอง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อ้างอิง ขึ้นอยู่กับอุปาทาน
เพราะหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ กามเองก็ไม่มีดี กามเองก็ไม่มีเลว กามก็คือกาม
 
เมื่อเข้าใจ อคติก็ลดลง จึงเห็นความจริงในกาม
ว่าปกติแล้วผู้ชายนั้นมักหนีหากาม และผู้หญิงมักหนีหาทุกข์
ผู้ชายนั้นเพียง 1 นาทีสามารถคิดหากาม
โดยเฉพาะกามที่เกิดจากเพศตรงข้ามได้บ่อยครั้งเหลือเกิน
 
เมื่อเห็นความจริงตรงนี้ จำได้ว่าวันนั้นจึงพูดออกมาว่า
"เราจะไม่หนีกามอีกแล้ว กามไม่ใช้ศัตรูเราอีกแล้ว
แต่กามเป็นเพื่อนที่ดีเหลือเกินในการเจริญสติ"
 
ถ้าหากจำเรื่องหลวงพ่อสติได้
ที่ใช้นาฬิกาห้อยไว้แล้วให้สั่นเตือนทุกนาที สองนาที
เพื่อให้เกิดสติ เกิดความรู้สึกตัว ไม่เผลอนาน ลืมตัวนาน
จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องใช้นาฬิกาเหล่านั้นเลย
จิตนี้ละนาฬิกาชั้นดี หลวงพ่อปราโมทย์ก็ได้กล่าวไว้
เราเองได้ฟังท่านตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจ อีกไม่กี่วันต่อมา
พอได้ประกาศเป็นเพื่อนกับกาม นั้นละจึงเข้าใจ
 
ปกติแล้วมีหลายวิธีในการสร้างวิหารธรรม
หรือกิจวัตรที่ทำแล้ว ใช้เป็นฐานเปรียบเทียบกับสภาวะที่เผลอได้
ไม่ว่าจะเป็นการดูลมหายใจ หรือขยับตัว
เพราะถ้าเมื่อไรที่เผลอ จิตเขาจะรู้สึกตัวเพราะไม่คุ้น
พอรู้สึกตัวบ่อยๆเขา ก็เริ่มได้เห็นตามจริง เพราะได้เห็นการให้ค่า เนื่องจากไม่เผลอ
ดังนั้นจุดประสงค์จริงๆของวิหารธรรม คือ ให้จิตเผลอได้แต่เผลอแล้วรู้สึกตัวเร็ว
เพราะยิ่งรู้เร็วก็ยิ่งเห็นความจริงเร็ว ยิ่งเห็นต้นตอของสาเหตุ
และยิ่งเห็นว่ามันเป็นไปของมันเองบ่อยยิ่งๆขึ้น
 
แต่วิหารธรรมแบบสร้างขึ้นมานี้ ต้องใช้เวลาสร้าง
สร้างแล้วก็ยังอยากอยู่ภายในวิหาร ไม่กล้าเผลอ กลัวเผลอ
และเมื่อไม่เผลอย่อมไม่รู้สึกตัว เมื่อไม่รู้สึกตัว
ก็ไม่มีทางเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง
ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ต้องเสียเวลาสร้างวิหารธรรมเลยก็ได้
ในเมื่อเรารู้แล้วว่า วิหารธรรมมีหน้าที่ทำให้เรารู้สึกตัวบ่อยๆ ไม่เผลอนาน
ดังนั้นสื่งใดก็ตามทำได้เช่นนี้ ย่อมนำมาเป็นวิหารธรรมได้ทั้งหมด
 
และแน่นอน กาม เองก็เช่นกัน ที่เหมาะกับการเป็นวิหารธรรม
เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความอยากในมัน ในกาม
ได้บ่อยครั้งเหลือเกิน และถี่มากโดยเฉพาะในผู้ชาย
และหากยิ่งไม่ตามใจความอยาก คือดูความอยากอย่างเดียว
ความอยากก็ยิ่งส่งสัญญาณถี่ยิบ บ่อยครั้งนับไม่ถ้วน
และนี้ละนาฬิกาชั้นดี ดียิ่งกว่านาฬิกาใดๆภายนอก
 
เพียงนำความอยากในกามมาใช้ประโยชน์
มาใช้เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกตัว คือเมื่อไรที่รู้สึกว่าอยากในกาม
ก็ฝึกให้จิตเขาสะดุ้งทันที รู้สึกตัวทันที มีข้อแม้อย่างเดียว
คือ กล้าที่จะดูความอยาก กล้าที่จะดูความทุกข์เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่อยาก
ขอแค่อดทนและยืดเวลาการดูได้
ถึงจะมีโอกาสได้ดูไปถึงฐานว่าเราอยากเพราะอะไร
แล้วนั้นละถึงได้เห็นความจริงที่ว่า จิตเขาให้ค่าของเขาเองโดยอัตโนมัติ
ไม่ได้มีเรามาเกี่ยวข้องเลย และเนื่องจากความอยากในกามเกิดขึ้นบ่อยๆ
จึงเป็นสิ่งดี เพราะยิ่งทำให้เห็นความจริงบ่อยและเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
และนี้ละการนำ กามมาเป็นซึ่งวิหารธรรม
 
นอกจากการนำกามมาเป็นวิหารธรรมแล้ว
หากเป็นผู้หญิง ก็เหมาะเหลือเกินที่จะนำทุกข์มาเป็นวิหารธรรม
เพราะผู้หญิงชอบคิดเพื่อให้ตนเองเกิดทุกข์บ่อยมากกว่าผู้ชาย
จริตของผู้หญิงจึงเหมาะกับ ทุกข์วิหารธรรมอย่างยิ่ง
คือ คิดแล้วรู้สึกทุกข์เมื่อไร ก็นำมาใช้รู้สึกตัวได้ในทันที
.
.
หากอ่านมาทั้งหมดก็จะเริ่มโยงกับสติปฏิฐาน 4 ได้แล้ว
ว่าการนำกามมาเป็นวิหารธรรม ก็คือ จิตตานุปัสสนา
คือ ดูจิต ดูอย่างที่มันเป็น ใช้จิตเพื่อทำให้รู้สึกตัว
และ การใช้ทุกข์เป็นวิหารธรรม ก็คือ เวทนานุปัสสนา
คือ ดูว่าให้ค่าอะไร ชอบ ไม่ชอบ ดี ไม่ดี ทุกข์ หรือสุข
ใช้การให้ค่าเพื่อให้จิตรู้สึกตัว และสุดท้าย
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเอง ดับเองเป็นไปของมันเอง
จิตก็เริ่มเก็บประสบการณ์ธรรม ประสบการณ์ความจริง
ธรรมานุปัสสนา ก็ตามมาในที่สุด
 
ดังนั้นหากไล่จากฐานไปสู่ภายนอก ไล่จากเหตุไปสู่ผล
ก็ได้ลำดับดังนี้ ธรรมานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และ กายานุปัสสนา
กล่าวคือ จิตเริ่มของเขาเอง แล้วเขาก็ให้ค่าของเขาเอง เขาเกิดความคิดเนื่องจากการให้ค่าของเขาเอง
และ กายเขาขยับเพราะจิตสั่งตามความคิดของเขาเอง
 
ดังนั้นจึงมีหลายวิธีที่เลือกกายานุปัสสนาเป็นจุดเริ่มต้น
ในการทำให้จิตรู้สึกตัว เพราะผลย่อมเห็นชัดและเห็นได้ง่ายกว่าเหตุ
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปมาถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยอาชีพ
คนเราจึงเริ่มขยับตัวขยับกายน้อยลงหรือหากขยับก็ขยับเพราะความเคยชิน
ไม่ได้ขยับเพราะต้องมีการคิดปรุงใหม่ แต่ขยับเพราะจำได้ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้รู้สึกตัว
ในขณะที่อาชีพปัจจุบัน ทำให้คิดและหลงอยู่ในความคิดมากขึ้น
หลายอย่างไม่ได้คิดเพราะความเคยชิน ความจำได้ แต่ต้องปรุงขึ้นมาใหม่
ซึ่งดีต่อการรู้สึกตัว จึงไม่น่าแปลกใจแล้วในตอนนี้
ว่าทำไมหลวงปู่ดูลย์จึงทำนายไว่ว่าในยุคนี้และในอนาคตการดูจิตเพื่อใช้ในการรู้สึกตัว
จะมีบทบาทและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
 
สุดท้ายนี้ ฐานทั้ง 4 มีจุดประสงค์เพื่อนำไปสู่และไล่ไปดังนี้
คือ รู้สึกตัวว่ากายเคลื่อนของมันเอง แต่ทำไมกายเคลื่อนของมันเอง(รู้สึกตัว)
ก็เพราะมีจิตที่สั่งให้มันเคลื่อนจิตสั่งของมันเอง แต่ทำไมจิตถึงสั่งของมันเอง(รู้สึกตัว)
ก็เพราะมีจิตที่ให้ค่าของมันเองเพื่อสามารถคิดสั่งเองได้ แต่ทำไมจิตจึงให้ค่าของมันเอง(รู้สึกตัว)
ก็เพราะมัจิตที่จำได้ มีกลไก ที่พร้อมจะทำงานของมันเอง โดยไม่มีเราเข้ามาเกี่ยวข้องเลย(รู้สึกตัว)
และนั้นละคิอ จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุด มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีเรามาเกี่ยวข้องเลย
 
ดังนั้นไม่ว่าจะยึดฐานใดเป็นวิหารธรรม หรือยึดใช้เป็นเครื่องมือรู้สึกตัว
ขอเพียงเป็นผู้กล้ารู้ ผู้กล้าดู สุดท้ายย่อมดำเนินไปตามลำดับที่กล่าวมา
จะต่างก็เพียงจุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้น สติเฟื่อง
 

เพิ่มเติม: หากอ่านเพียงตัวหนังสือแล้วนึกภาพตามยาก สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่แผนภาพขันธ์ 5
ซึ่งได้อธิบายกลไกเหล่านี้ด้วยแผนภาพไว้แล้ว
 
 

ข้อคิดเห็น

โปรดรอสักครู่...
ขออภัย ข้อคิดเห็นที่คุณป้อนยาวเกินไป โปรดย่อให้สั้นลง
คุณไม่ได้ป้อนข้อมูลใดๆ โปรดลองอีกครั้ง
ขออภัย เราไม่สามารถเพิ่มข้อคิดเห็นของคุณได้ในขณะนี้ โปรดลองอีกครั้งในภายหลัง
ในการเพิ่มข้อคิดเห็น คุณต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองของคุณ ร้องขอการอนุญาต
ผู้ปกครองของคุณได้ปิดการแสดงข้อคิดเห็น
ขออภัย เราไม่สามารถลบข้อคิดเห็นของคุณได้ในขณะนี้ โปรดลองอีกครั้งในภายหลัง
คุณแสดงข้อคิดเห็นเกินขีดจำกัดสูงสุดที่สามารถทำได้ในหนึ่งวันแล้ว โปรดลองอีกครั้งในอีก 24 ชั่วโมง
บัญชีของคุณถูกปิดใช้งานการแสดงข้อคิดเห็น เนื่องจากระบบของเราพบว่าคุณอาจกำลังสแปมผู้ใช้รายอื่น หากคุณมั่นใจว่าบัญชีของคุณถูกปิดใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง โปรดติดต่อ ฝ่ายสนับสนุน Windows Live
ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยทางด้านล่างเพื่อให้การแสดงข้อคิดเห็นของคุณเสร็จสมบูรณ์
อักขระที่คุณป้อนในการตรวจสอบความปลอดภัยต้องตรงกับอักขระในรูปภาพหรือเสียง

ในการเพิ่มข้อคิดเห็น ให้ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Windows Live ID ของคุณ (หากคุณใช้ Hotmail, Messenger หรือ Xbox LIVE คุณมี Windows Live ID อยู่แล้ว) ลงชื่อเข้าใช้


หากยังไม่มี Windows Live ID ลงทะเบียน

การติดตามข้อมูล

URL การติดตามข้อมูลสำหรับข้อมูลนี้คือ:
http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!592.trak
เว็บล็อกที่อ้างอิงข้อมูลนี้
  • ไม่มี