| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
7 décembre แล้วจะเริ่มต้นปฏิบัติยังไง?เป็นคำถามที่พบบ่อยมาก
แม้แต่เราเองบางวัน หลายครั้ง ยังอดถามตนเองไม่ได้
ว่าทำถูกรึเปล่า เอ๋ แล้วแต่ก่อนเราทำยังไงมา?
โดยเฉพาะครั้งล่าสุด ช่วงที่ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ช่วงแรก
มานั่งสมาธิ แล้วความรู้มันตีกันหมดเลย เราเพ่งหรือเปล่า? ทำถูกไหม?
จำได้วันนั้น 1 ชม. เต็มๆกับอาการอึดอัด
แม้แต่แผ่เมตตาและอุทิศบุญกุศลซึ่งเป็นวิธีปกติ ที่เรามักใช้เมื่อ
จิตฟุ้งซ่านมาก แต่สุดท้ายก็ยังอึดอัดอยู่อีก
ในหัวจึงตัดคำต่างๆ สมมติต่างๆออกไปให้หมด
เพื่อไม่ให้ความรู้มาตีกัน แล้วก็ตามดูความอึดอัดความสงสัยไปเรื่อยๆ
ในใจก็หวังว่า เดียวมันก็หาย ดูมันต่อไป เดียวมันก็หาย
แต่ยังไงๆ ก็ไม่หาย จนกระทั่งจะเลิกนั่ง แล้วก็บอกว่า
ไม่หายก็ไม่หาย ช่างมัน คุมมันไม่ได้เลย
ในตอนนั้นเองจิตจึงสว่างขึ้นมา นี้เองความหมายของอนัตตา
เรามัวแต่มองอนิจจัง อย่างเดียว จนลืมอนัตตาไปได้อย่างไร
สักพักเมื่อจิตเขาเข้าใจ ทำให้ทั้งความเข้าใจเก่าคือไม่เอาสัญญา
ก็มาเชื่อมกับอนัตตาทันที ถึงได้เข้าใจว่า ไอ้ทีเราเคยพบมาก่อน
คือจิตที่ไม่เอาสัญญาเพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ของเรา ไม่คุมมัน
มันจะชอบก็ชอบไป มันจะเกลียดก็เกลียดไปชั้นไม่เชื่อ
ไอ้ไม่คุมมันนี้ละ ที่แท้เมื่อต้นปีจิตเราพบอนัตตาแล้วแต่ไม่ได้บัญญัติ
ว่านั้นคืออนัตตา เพราะมัวแต่สนใจอนิจจัง
หลังจากนั้นก็อยู่ที่สุรินทร์ การนั่งสมาธิที่เคยทำสม่ำเสมอก็ลดลง
จนกระทั่งไม่ได้สานต่อ สิ่งที่จิตเขาค้นพบ
ความมักง่าย ความขี้เกียจ ทำให้ทุกอย่างหย่อนลงไปเรื่อยๆ
พอไม่ได้ย้ำจิต จิตก็เริ่มหลงอยู่ในโมหะอีกครั้ง ตามความเคยชินผิดๆต่อไป
เพราะเขาเห็นธรรมแค่แป๊ปเดียว จิตเขายังไม่เชื่อ 100%
ในวันนั้นหลังจากเลิกนั่งสมาธิ จึงเข้าใจแล้วว่า
ไอ้ที่เขางง เขาสงสัย เขาอึดอัดนะ มันเกิดเป็นปกติจิต
และถ้าเราหลงไปตามมัน สุดท้ายเราก็จะลืมแก่น
ว่าเราปฏิบัติธรรมไปทำไม? แก่นคือ ไตรลักษณ์
จุดประสงค์มีอย่างเดียว คือ ให้จิตเขาเห็นไตรลักษณ์
ไปเรื่อยๆ บ่อยๆ จนกระทั่งจิตเขายอมรับในไตรลักษณ์ในที่สุด
ต่อไปนี้ไม่ว่าอย่างไร จะปฏิบัติด้วยวิธีใดก็แล้วแต่
เราจะไม่ขอลืมจุดประสงค์หลัก แห่งการปฏิบัติธรรม หรือยอมรับตามจริงอีกแล้ว
สุดท้ายจึงเกิดบทความนี้ขึ้น ทำอย่างไรถึงชนะอุปสรรคในการปฏิบัติได้?
เอาละ เกริ่นมายาวนาน ก็ขอเข้าเรื่องสักที
นั้นคือจะเริ่มปฏิบัติอย่างไรดี จริงๆเราเคยเขียนอธิบาย
ไว้หมดแล้วใน แผนภาพอธิบายขันธ์ 5 และ ปัญญา
พอกลับไปอ่านก็เข้าใจทันที บทความนี้เขียนเน้น
แต่สติปัฏฐาน 4 แต่ไม่ได้อธิบายอะไรคือ สมถะ อะไรคือวิปัสสนา
จำได้ว่าตอนนั้นเราเลี่ยงไม่พูดถึง
เพราะไม่อยากให้ 2 คำนี้มาเป็นอุปสรรค
เนื่องจากถ้าทำตามสติปัฏฐาน 4 แล้วจิตผู้รู้มีฐานให้ตามดู และดูได้นานพอ
รวมทั้งสามารถถอนไปตามดูฐานอื่นๆที่ชัดต่อมาได้
นั้นมันก็ได้ทั้ง สมถะ และ วิปัสสนาไปในตัวแล้ว
แต่ไปๆมาๆ ตอนนี้ต้องมาเขียนแล้ว
เพราะหลายครั้งเหมือนกัน ที่เราเองก็หลงและงงไปกับ 2 คำนี้
ทั้งๆที่เป็นคำสมมติแสดงอาการตอนปฏิบัติตามหลัก สติปัฏฐาน 4 เท่านั้น
จึงขออธิบายใหม่โดยคราวนี้เปลี่ยนมุมมองมาเป็นมองจาก
วิธีกรรมฐานทั้งสองแทน ดังนี้
โดยปกติแล้วสำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน
จะไม่เคยเห็นจิตตนเองว่าจิตไหลเป็นอย่างไง
ก็เหมือนดั่งกระแสน้ำ
เราไม่รู้หรอกว่าน้ำมันไหลอยู่จนกระทั่ง
เราเห็นน้ำนั้นไปกระทบกับสิ่งที่หยุดนิ่งในน้ำ
อย่างท่อนไม้ หิน ฝั่ง เราจึงรู้และเห็นว่า
น้ำนั้นไหลอยู่
จิตเราก็เหมือนกัน ถ้าอยากเห็นมัน
ก็จำเป็นต้องสร้าง ไม้ หิน และฝั่ง
ที่มันอยู่นิ่งๆขึ้นมา
นี้จึงเป็นที่มาของการรวมจิตให้นิ่ง หรือ สมถะ
เพราะตัวตนทุกอย่างในโลกล้วนเกิดจากการสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
นั้นคือ เราไม่มีทางรู้ว่าสวยคืออะไร จนกระทั่งเรารู้ว่าขี้เหร่เป็นอย่างไร
เราไม่มีทางรู้ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลง ความไม่หยุดนิ่ง
เป็นเช่นไร จนกระทั่ง เรารู้จักซึ่งความหยุดนิ่ง
ดังนั้นในเบื้องต้นของการปฏิบัติ
จึงมีหลากหลายวิธีมากเพื่อทำการรวมจิตให้นิ่ง
โดยอาศัย ดูยุบพองบ้าง ดูลมหายใจบ้าง ดูร่างกายขยับบ้าง ท่องพุทโธบ้าง
ซึ่งหากใครปฏิบัติไปได้สักพักหนึ่ง
ก็จะเริ่มเข้าใจแล้วว่าจิตมันเคลื่อนที่ตลอดเวลา
เพราะมีจิตนิ่งๆ จิตหนึ่งเกิดขึ้นแล้วเรียกว่าจิตผู้ดู
และเราจะยึดตรงนี้ไว้เป็นหลักให้กับจิตผู้ดูนี้
ต่อๆไปเวลาไม่รู้ว่าจะดูอะไรดี ก็จะกลับมาดูที่หลักนี้เสมอ
ขั้นต่อมาจึงขยายตาผู้ดูให้กว้างขึ้น
คือไม่ได้เลือกมองแค่จุดๆเดียวเล็กๆแล้ว
เหมือนตอนแรกเป็นจุดวงกลมเล็กๆ
คอยดูตรงท้องบ้าง ปลายจมูกมาก
ก็ขยายวงกลมนั้นให้มีรัศมีกว้างขึ้น ขึ้นมาดูทั้งกาย
ตรงขยายขอบเขตการรับรู้นี้เองจึงเป็นวิปัสสนา
โดยความรู้สึกชัดขึ้นมาตรงบริเวณไหนของกาย
ก็ตามไปรู้สึกที่นั้น ซึ่งส่วนมากจะไม่พ้น
ความคัน และความปวด ความร้อน ดูไปเรื่อยๆอย่าไปยุ่งกับเขา
ตอนนี้เราจะให้จิตเขาเรียนรู้ว่าอะไรมีเกิด ย่อมมีดับเป็นธรรมดา
ซึ่งมาถึงตรงนี้จิตจะเริ่มเรียนรู้อนิจจังบ้างแล้ว
ส่วนต่อมาซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อจิตชินกับการตามดูในสิ่งต่างๆที่กล่าวมาเบื้องต้น
และฐานหลักสำหรับให้จิตผู้ดูได้ดูไม่แน่นพอ
รวมทั้งความคัน กับ ความปวด เป็นเวทนาที่ไม่หนักพอที่จะดึงผู้ดูไว้ได้
นั้นคือ อาการที่จิตผู้รู้หายไปในจิตแห่งความคิด แห่งโมหะ
ซึ่งหากมาถึงตรงนี้แล้ววิธีฝึกดึงจิตผู้รู้คืนมาในเบื้องต้นคือ
อาศัยเสียง MSN ที่เปิดดังๆ เวลาที่มีใคร online มา
ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่ามันจะดังตอนไหนจะได้ไม่ต้องพะวง
แถมเป็นการฝึกเห็นอาการจิตสั่นแบบระฆังเป็นอย่างไรก็ตอนนี้เอง
หรืออีกวิธีที่เรามักใช้ในตอนแรกๆ คือ อาศัยการนับเลข
โดยหายใจเข้าออกนับหนึ่ง นับสองไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่จิตผู้รู้หลงไป
เขาจะจำไม่ได้แล้วว่านับถึงเท่าไร ก็จะเริ่มกลับมานับใหม่
โดยปกติจิตเขาจะไม่ชอบความพ่ายแพ้ หรือไม่ชอบสะดุ้งจากเสียงดังๆตอนไม่รู้ตัว
(ตอนแรกๆ นั่งอยู่ชั่วโมงนับไม่เคยเกินสิบเลย เหมือนนั่งชั่วโมงหลงไป 50 นาที)
เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่ไหลไปตามความคิดนานๆ
เพราะไม่งั้นต้องแพ้กลับมานับหนึ่งใหม่ หรือ สะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินเสียง MSN
ซึ่งก็จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาแห่งการเผลอ
ลดสั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัว
ก็ตัดตัวช่วยทิ้งหันกลับไปขยายขอบเขตของวงกลมของผู้รู้ผู้ดู
ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มห้อง จนกลมกลืนไปกลับสถานที่ในที่สุด
มาถึงจุดนี้คำว่า สมถะ และ วิปัสสนา ก็ไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว
มีเพียงจิตผู้ดู ที่ตามดูทุกอย่างที่มันชัดขึ้นมา
เพื่อให้จิตได้เรียนรู้ว่า หากอะไรอยากจะชัดมันก็มาของมันเอง
หรือมันจะหาย มันก็หายของมันเอง ควบคุมไม่ได้
จะอยู่อาการเดิมๆตลอดก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงและต้องเกิดดับเสมอ
ให้จิตเขาเห็นเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำๆไปเรื่อยๆ ทุกๆวัน
ทั้งในตอนนั่งสมาธิ และในชีวิตประจำวัน
จนกระทั่งจิตเขาเชื่อในที่สุด
และทั้งหมดนี้ก็คือ สรุปการปฏิบัติอย่างย่อๆ (สังเกตดีๆ มันก็ สติปัฏฐาน 4 นั้นละ)
รายละเอียดมีมากกว่านี้ แต่จะเห็นได้เมื่อตอนลงมือปฏิบัติ
แล้วจะเข้าใจได้ด้วยตนเอง
สุดท้ายฝากไว้ จิตเขาก็เหมือนลูกเรานะ
เราสอนเขาได้ แต่เราควบคุม บังคับให้เขาเชื่อไม่ได้
เขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง
และหลายครั้งที่ลูกเจ็บ หรือจิตเจ็บ
พ่อแม่หรือเราก็มักจะเจ็บไปด้วยเสมอ
นั้นก็เพราะ พ่อแม่คิดว่าเจ็บลูกก็คือเจ็บเรา
เพราะคิดว่า เป็นคนๆเดียวกัน
เพราะคิดว่า จิตคือเรา
ทุกอย่างล้วนเกิดเพราะ อุปทานตัวเดียวนะ
ขอเพียงสอนจิต ให้มีจิตผู้ดูเกิดขึ้น
เมื่อนั้นถึงจะหลุดจากอุปทานนี้
และเมื่อนั้นจิตนี้ถึงได้เรียนรู้ธรรมในไตรลักษณ์ในที่สุด..
Commentaires (2)Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous
RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!545.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|