Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes Outils Aide

Blog


5 décembre

ทำอย่างไรถึงชนะอุปสรรคในการปฏิบัติได้? (2)

 
เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันมงคล
 
จึงขอยกเรื่องนี้ออกมาขยายและเขียนเพิ่มเติมอีกครั้ง
 
ขอขยายเรื่อง ความโลภอยากดี อยากเป็น เพิ่มเติม
จริงๆในช่วงเริ่มต้นของการปฏิบิติไปได้สักพักใหญ่
(ที่ต้องเรียกว่าเริ่มต้น เพราะยังไม่ได้แก่น ไม่รู้แก่น)
เท่าที่จำได้ เราเริ่มเห็นโทษของการอยากปฏิบัติเอาก็ตอนที่
ในชีวิตประจำวัน เพียงแค่คิดอยากได้ในสิ่งใด ไม่นานก็จะได้ในสิ่งที่คิด
บางวันคิดอยากได้ตอนเช้า ตอนกลางวันก็ได้ก็มี
ก็ตกใจพอสมควรว่านี้หรือคืออำนาจของบุญจากการนั่งสมาธิ
 
พอเกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเหล่า ปัญหาก็เกิดขึ้นทันที
อยากนั่งสมาธิ จะได้อยากได้อะไรก็ได้ คืออยากได้บุญ
จำได้ว่าช่วงนั้น นั่งอย่างไรจิตก็ฟุ้งซ่าน มันฟุ้งไปหมด
จนกระทั่งเริ่มนั่งสมาธิแล้วนำพรหมวิหาร 4 เข้าต่อสู้กับความโลภ
บอกกับตนเองว่าไม่มีอะไรที่อยากให้กับตนเองอีกแล้ว
หากบุญกุศลที่ได้มามีจริง ก็ขอให้บุญกุศลเหล่านี้ทั้งหมด
สำเร็จต่อ บิดามาราดา ปู่ย่าตายาย พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย
ครูบาอาจารย์ทั้งทางโลกและทางธรรม เหล่าเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย
ที่ข้าพเจ้าส่วงเกินทั้งเจตนาและไม่เจตนา  เทวดาทั้งหลาย
เหล่าพี่เปรตและอสุรกายที่มีอำนาจน้อยใหญ่ ตลอดจนกระทั่งสัตว์เดรัจฉาน
ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุขมากๆจากอำนาจบุญนี้ด้วยเถิด
จากนั้นในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะนำ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นำหน้าเสมอ
 
โดยเฉพาะ มุทิตา สำคัญมาก แน่นอนว่าใครนั่งสมาธิย่อมเห็นนิสัยตนเองได้ไม่ยาก
หนึ่งในนิสัยที่นำพาความโลภมาก็คือ ริษยา อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเหนือกว่าผู้อื่น
แต่ไม่เคยที่จะยินดีกับผู้อื่นออกมาจากใจจริง นอกจากสักวันฉันจะดีกว่านั้น
นี้เลยนิสัยนำซึ่งความโลภมาให้ อันนี้เราเป็นหนักนะ ตอนนั้นติดในโลกธรรมมาก
เห็นคนส่วนมากเป็นแบบใด ไม่เอานะ จะเอาให้ดีกว่าเขา
พอเห็นเขาดีกว่าก็ดิ้นนะ ดิ้นพยายาม ฉันต้องดีกว่า เก่งกว่า สุขกว่า รวยกว่า มีชื่อเสียงมากกว่า
แต่โชคดีนะ กลับได้ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีโอกาสให้ดิ้นได้เลย แต่ถึงดิ้นได้ก็เท่านั้น
จนสุดท้ายเริ่มตระหนักถึงความจริงของโลกธรรม เป็นอย่างนี้ต่อไปวันๆก็จมอยู่แต่ทุกข์นะ
ไม่มีประโยชน์อันใดเลย ทำไม ทำไมเราต้องอยากดีกว่า เขาก็ส่วนเขาเราก็ส่วนเรา
ทำไมจึงไม่ยินดีแทนที่จะคิดว่าต้องดีกว่า
 
จากนั้นก็นำมุทิตานำหน้าตลอด เห็นใครได้ดีไม่ได้ ในใจรีบดีใจไปกับเขาด้วย
ตอนแรกมันฝืน มันขัดใจนะ แต่พอมันชินกับความสุขละเอียดที่มุทิตาให้
จิตมันก็เริ่มเปลี่ยน ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมเพียงอนุโมทนาบุญกลับได้บุญไปด้วย
ที่แท้บุญก็คือความสุขละเอียด ความสุขที่ไม่เกิดจากอัตตา ความอยากและความโลภนี้เอง
 
ดีนะ ชอบนะ จำได้เมื่อก่อน ถ้าได้ยินว่า พี่คนนั้นสำเร็จโสดาบันแล้ว
ลุงคนนั้นอ่านใจคนได้ อาคนนั้นมีตาทิพย์ จิตนี้มันร้อนเลยนะ
ฉันอยากเป็นมั่ง เขาเป็นได้ทำไมฉันจะเป็นไม่ได้
 
แต่เดียวนี้ใช่ว่าจะไม่มีจิตแบบนั้นหลงเหลือนะ มันยังมี แต่สักพัก
ซึ่งแป๊ปเดี่ยวคือแทบจะพร้อมกันก็มีอีกจิตโผล่ออกมา ด่าไอ้โง่
แล้วก็เกิดจิตมุทิตาตามมาทันที คือ มันทันโดยอัตโนมัติมันเกิดของมันเอง
ไอ้ตอนได้จิตอัตโนมัติแบบนี้มาเฉยๆนะ รู้สึกปกติ เพราะมันทำติดต่อกันมาจนปกติ
 
จนกระทั่งมาตกใจว่าไอ้อาการที่เกิดขึ้นกับเรานี้ละที่เขาเรียกว่า สติ
คือ ความระลึกได้ที่มันเกิดเองโดยอัตโนมัติ เพียงแต่เราฝึกดูแต่อาการริษยา
มันจึงเกิดอัตโนมัติ ต่อเมื่อมีจิตริษยาเท่านั้น
จากนั้น บทความที่เกี่ยวกับสัญญา และ จิตใต้สำนึกถึงเกิดขึ้น
 
แต่ต้องยอมรับอีกอย่างว่าบางบทความเกิดจากการนั่งสมาธิ
แล้วมันปิ๊งขึ้นมา หรือเขียนๆไปแล้วมันปิ๊งขึ้นมาเดียวนั้น
ดังนั้นบางบทความกว่าเราเองจะเข้าใจถึงเนิ้อแท้ในสิ่งที่เขียน
กลับต้องใช้เวลาหลานเดือนก็มี เรียกว่าเป็นอาการที่สว่างแวบๆ
แล้วรีบมาเขียนไว้ก่อน ก็มีหลายบทความนะ กลับไปนั่งอ่าน
แล้วตกใจ ว่าเขียนไปได้ยังไง นี้มันคือ แก่นเลยนะเนี่ย
พอเจอแบบนี้หลายๆบทความเข้า ก็เป็นการตรอกย้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ ว่าจิตนี้ไม่ใช่เรา
 
เอาละ มาต่อกันเรื่องความอยากปฏิบัติกันต่อ
ก็อยากจะสรุปวิธีแก้อีกอย่างให้นะ ก็คือ
ทำไมไม่ลองเปลี่ยนจากอยากปฏิบัติ เป็นต้องปฏิบัติดูละ
ต้องปฏิบัติคืออะไร? คือการรู้แล้วว่า แก่นของการปฏิบัติคืออะไร
รู้แล้วว่าต้องทำเป็นประจำ ต้องทำเป็นกิจวัตร
และทำแล้วมีการเจริญขึ้นทุกๆวัน (นี้ละเจริญสติ) คือ ดีขึ้นนี้ไม่ใช่ดีแบบ
วันนี้นั่งสมาธิได้ 5 นาที พรุ่งนี้ ต้อง 1 ชั่วโมงนะ
ดีขึ้น คือจาก 5 นาทีเป็น 6 นาที นี้ก็ดีขึ้น
จากในตอนนั่ง 1 ชั่วโมงมีสติได้สักพักหนึ่งนอกนั้นเคลิ้ม
ก็รู้สึกว่าวันนี้ปฏิบัตแล้วเคลิ้มน้อยกว่าเมื่อวาน นี้ก็ดีขึ้นนะ
หรือ!! แค่รู้ว่าวันนี้แย่กว่าเมื่อวาน นี้ก็เรียกว่า ดีขึ้นนะ
เพราะ จุดประสงต์ คือ รู้ทันและยอมรับตามจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
และไอ้การทำมันทุกวันนี้ละ อะไรที่มันมีมันเป็นประจำนี้ละตัวพิฆาตความอยาก
ความอยากมันก็จะลดลงเรื่อยๆ อันนี้มันธรรมหรือความจริงของความอยากเลยนะ 
 
ดังนั้น มันก็ย้อนกลับมาที่แก่นอีกแล้ว คือการยอมรับในไตรลักษณ์และอริยสัจนั้นเอง
หากยึดแก่น ยึดธรรมนี้ไว้ให้ตายยังไง มันก็ต้องปฏิบัติเป็นประจำ ไม่ใช่อยากปฏิบัติ เชื่อสิ
 
สุดท้ายนี้ ก็อุปสรรคเรื่องการเพ่งนะ
ก็เคยเขียนไว้หลายครั้งว่า พระพทุธศาสนา
นี้ต้องเรียนรู้เป็นลำดับ เป็นขั้นเป็นตอน
คือ ขั้น 1 ต้องเพ่ง
    ขั้น 2 ละการเพ่ง
ถ้าเราข้ามขั้นหนึ่งรีบไปขั้น 2 ก่อน มันก็ไม่ได้นะ
คือฐานไม่แน่น บ้านก็พร้อมที่จะพังทุกเมื่อนะ
 
งั้นถามว่าอะไรคือ ไม่เพ่งละ
จริงๆคนตอบคำถามนี้ดีที่สุด ให้ทายว่าคือใคร?
ไม่ใช่ใครที่ไหนนะ แต่คือตัวเราเองนี้ละ
เหมือนกับตอนฝึกขับรถตอนแรกๆ
เราต้องเพ่งไหม เพ่งนะ เพ่งไปทั่วเลย
คันเร่ง คลัช เกียร์ กระจก โอ้ย สารพัดเกร็งไปหมดแล้ว
ไหนจะรถคันหน้า คันหลังอีก อ๊ากกก
แต่สุดท้ายพอชำนาญแล้วเป็นอย่างไร
ทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติหมดเลยใช่ไหม
ไม่เกร็ง ไม่เพ่งบางอย่างจนเกินพอดี
ทุกอย่างล้วนลื่นไหล แถมเรารู้ด้วยนะ
ว่าแบบนี้ละธรรมชาติ ไม่เกร็จเหมือนตอนหัดขับ
 
การปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ว่าทั้งสมถะ และ วิปัสนา
ก็เหมือนกับการหัดขับรถนี้ละ คือหัดไปเถอะ
พอถึงจุดๆหนึ่ง เมื่อจิตเขาเรียนรู้จนอิ่มแล้ว
จิตเขาจะทำของเขาเอง โดยไม่ต้องเพ่งไม่ต้องเกร็ง
เหมือนกับการหัดขับรถเลยเห็นไหม ว้าว!?!?
 
ฝากคำพูดหลวงพ่อปราโมทย์ไว้อีกอย่าง
ท่านบอกไว้ว่า เมื่อฝึกไปสักพัก จิตเขาจะเจอจุดตรงกลางเอง
จุดกลางระหว่างเพ่งกับเคลิ้ม หากเจอเมื่อไร เมื่อนั้นคือเห็นนิพพานนะ
(อาจไม่ถูกต้องทุกคำ แต่ใจความสรุปได้ประมาณนี้)
 
สุดท้ายนะ เราไม่รู้หรอกว่าเราจะขับรถได้จนชำนาญ
เตะบอลได้จนชำนาญ ร้องเพลงได้จนชำนาญ
เห็นกิเลสด้วยความชำนาญ ตอนไหน
แต่หากทำเรื่อยๆ ทำทุกวัน ไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง
วันที่ชำนาญ วันที่มรรคผลมา ย่อมมีแน่
 
เพราะ ธรรม ที่จริงแท้แน่นอนที่สุดคือ ทำเหตุเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น
สู้ๆ ยิ้มแฉ่ง
 
ปล. นี้เราทำเหตุขี้เกียจ ยังงี้ผลคืองานไม่เสร็จอะซิ ซวยแล้วเรา T-T
 

Commentaires (2)

Veuillez patienter...
Le commentaire entré est trop long. Raccourcissez-le.
Vous n'avez rien entré. Réessayez.
Il est actuellement impossible d'ajouter votre commentaire. Réessayez plus tard.
Pour ajouter un commentaire, tu dois avoir l'autorisation de tes parents. Demander l'autorisation
Tes parents ont désactivé les commentaires.
Il est actuellement impossible de supprimer votre commentaire. Réessayez plus tard.
Vous avez dépassé le nombre maximal de commentaires qu'il est possible d'envoyer le même jour. Réessayez dans 24 heures.
Votre compte a pu laisser les commentaires désactivés parce que nos systèmes indiquent que vous risquez d'arroser d'autres utilisateurs de messages. Si vous pensez que votre compte a été désactivé par erreur, contactez l'assistance en ligne de Windows Live.
Effectuez la vérification de sécurité ci-dessous pour finaliser l'envoi de votre commentaire.
Les caractères entrés pour la vérification de sécurité doivent correspondre à ceux de l'image ou du fichier audio.

Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous


Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous

อ้าว พิมพ์ได้แล้ว :) แสดงว่าหวัดดีขึ้นแล้ว ดีแล้วๆ
 
ลองเป็นขั้นเป็นตอนดูเน้อ
ถ้าจิตมันยังไม่ชินกับการเผลอแป๊ปเดียวแล้วกลับมา
แล้วเรารีบไปปล่อยจิตให้ตามสบาย
มันก็เผลอยาวหน่อ
 
พยายามอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่อไปเน้อ
ทุกๆวัน สม่ำเสมอ เจริญขึ้นเรื่อยๆ
 
ปล. สัมมาสติมันควบคุมไม่ได้
มันเกิดของมันเอง ไม่ต้องไปกังวลนะ
เขาจะมา เขามาเอง
แต่อะไรที่เกิดได้ ย่อมมีสาเหตุนะ
เรื่องการขับรถ หรือ ปั่นจักรยาน หากมันเป็นแล้วนะ
ให้ตายยังไงก็ไม่เกร็ง ไม่เพ่ง แต่จะเป็นแบบนั้นได้
มันก็ต้องเริ่มหัด เริ่มเกร็ง เริ่มเพ่งมาก่อน :)
 
สู้ๆนะ >.<
6 Déc.
ขอบมใจมากๆ นะ
เรามีปัญหามากเลยเรื่องการเพ่งน่ะ บางทีมันจะอึดอัด จิตแข็งๆ ทื่อๆ
แล้วหลวงพ่อปราโมทย์เคยบอกว่าสติจากการเพ่งมันไม่ใช่สัมมาสติ
พอเราพยายามไม่เพ่ง มันก็เผลอยาวเลย 555
ไม่มีอะไรพอดีซักอย่าง -_-"
 
6 Déc.

Rétroliens

L'URL de rétrolien de ce billet est :
http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!542.trak
Blogs Web qui font référence à ce billet
  • Aucune