Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes Outils Aide

Blog


21 novembre

ทำอย่างไรถึงชนะอุปสรรคในการปฏิบัติได้?

เนื่องจากตัวเราเป็นคนล้มลุกคลุกคลาน
กับการปฏิบิติธรรม (เรียนรู้เพื่อยอมรับความจริง)
หลายครั้งหลายหนจนนับไม่ถ้วน
 
และด้วยนิสัยที่ชอบนำความรู้จากหลายแหล่งจากหลายท่าน
มาทำการสรุปหาจุดรวมของกันและกัน และหาแก่นแท้ที่ทุกท่าน
นำเสนอในแต่ละมุมมองของแต่ละท่าน
 
มันจึงเหมือนการต่อตัวต่อ
แน่นอนว่าหลายครั้งมันหาจุดเชื่อมไม่ได้
และนั้นกลับกลายเป็นอุปสรรคอีกครั้งต่อการปฏิบัติ
 
หรือเมื่อย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น
ก็ยังอยากมีอยากเป็นพระอริยเจ้า ทำให้อยากปฏิบัติ
จำได้ว่าช่วงนั้นก็นั่งดูความโลภ ความอยากไป
พอดูทันสังขารมันก็หยุด มันก็หายคิดไปของมันเอง
แต่แน่นอนบางวันมันก็ไม่หาย มันก็เป็นอุปสรรค
 
และอีกอุปสรรค คือ พอเริ่มรู้ความจริง
ก็อยากให้คนอื่นได้รับรู้ อยากบอก อยากเล่า อยากพูดคุย
พอไม่ได้รับการตอบสนองก็เศร้า นี้ก็เป็นอุปสรรค
 
หรือ หลายครั้งที่ตัวแข็งๆ รู้สึกเฉยชา รู้สึกว่าตนดีกว่าผู้อื่น
เบื่ออยากหนีออกไปหาที่สงบ ให้เหมาะสมกับตน
ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ พอไม่เป็นดั่งใจคิด มันก็เป็นอุปสรรค
 
สุดท้ายที่ยังเป็นอุปสรรค มาถึงปัจจุบันนี้
คือ ความอ่อนแอไม่กล้าหัก ยอมที่จะงอ
แม้รู้ทันก็ยังปล่อยให้ปรุง ให้กายมันขยับตามไป
จนกระทั่งจิตเริ่มมัวไปด้วยโมหะหนักขึ้นเรื่อยๆ
และนั้นก็เป็นอุปสรรคที่หนักมากสำหรับเรา
 
 
จริงๆแล้ว วิธีแก้ไขในทุกอย่างไม่ใช่เรื่องยาก หรือ มีขั้นตอนซับซ้อนอะไร
เราจะมาไล่วิธีแก้ไขทีละอุปสรรคที่กล่าวมาข้างต้นทีละข้อกัน
 
อุปสรรคแรกฟังธรรมแล้ว อยากเป็น อยากปฏิบัติ เราเป็นพระโสดาบันรึยัง
ในความเป็นจริงแล้วหากรู้ความหมายหรือแก่นแท้ของการปฏิบัติธรรม
มันก็จะละไปได้เอง และไม่สนสมมติ หรือ คำที่กำหนดขึ้นมาเหล่านี้
ไม่ว่าจะเป็น โสดาบัน สกีทาคามี อนาคามี และ อรหันต์
เพราะแก่นแท้ของการปฏิบัติธรรม ก็คือ
การละ การไม่เป็น การไม่เอา ในขันธ์ 5 ในโลกธรรม 8 
และการยอมรับซึ่งอริยสัจ 4 และไตรลักษณ์
ขอให้สนใจแค่นี้พอ เอาแค่แก่นแท้พอ ไม่ต้องไปเอาคำสมมติเหล่านั้นมาเป็นอุปสรรค
เพราะ จริงๆ คำสมมติที่กำหนดขึ้นมา เพื่อสื่อให้เห็นหรือเป็นตัวแทนเฉยๆว่า ตอนนี้ละอะไรได้แล้วบ้าง
ตัวอย่างเช่น เราจะสื่อถึงคนละความตระหนี่ได้ว่า เป็นคนมีน้ำใจ
ดังนั้นไม่ต้องไปถามใครต่อใครหรอกว่า เราเป็นคนมีน้ำใจหรือยัง
ตนเองเท่านั้นที่จะรู้ว่า ภายในมันเปลี่ยนไปหรือยัง และไม่ต้องอยากปฏิบัติด้วย
เพราะไอ้เรื่องการเปลี่ยนนิสัย ใช่ว่าเร่งทำวันเดียวมันจะเปลี่ยนได้
เช่น ละความตระหนี่หรือได้ๆ 7 วันนี้บริจาคทานให้เยอะ ให้หนักๆเลย แล้ว 7 วันต่อมาก็ไม่เคยทำอีก     
ยังงี้แล้วมันจะเปลี่ยนได้ไหม มันเปลี่ยนไม่ได้ การจะเปลี่ยนนิสัยต้องอาศัยเวลา
และความเพียร ความสม่ำเสมอ ผ่านไปได้สักพักซึ่งนานเท่าไรไม่สามารถรู้ได้
นิสัยหรือจิตเขาก็จะเปลี่ยนเอง คือมันควบคุมไม่ได้  และบางครั้งเนื่องจากเปลี่ยนไปทีละนิดๆ
ก็เลยไม่ได้สังเกตุ ว่าจริงๆตนเองละความตระหนี่ได้แล้วนะ ก็มีเหมือนกัน
แต่ถามว่าสำคัญไหม ที่ตนเองต้องรู้ว่าเป็นคนมีน้ำใจแล้ว
ไม่สำคัญ!! ใจความสำคัญคือละความตระหนี่ ได้ใจความสำคัญแล้ว จะไปเอาคำที่ใช้สื่อทำไมอีก
 
อุปสรรคที่สอง รู้ธรรมมาบ้างแล้วอยากเล่า อยากบอก อยากคุย
อยากทั้งนั้นเห็นไหม มันไม่ได้เกิดจากเมตตาหรือกรุณา แต่เกิดจากอัตตา กูรู้ กูดี
และเพราะอยาก พอไม่ได้ดั่งอยาก ดั่งหวัง ก็ทุกข์ ก็เศร้า
เพราะหากเกิดจาก เมตตาหรือกรุณา สังเกตุเถิด เวลาจะให้ธรรมใคร
เราจะไม่ยัดความคิดเราให้ เราจะพยายามจะเข้าใจและเลือกให้ธรรมที่เหมาะสม
และต้องเข้าใจเสมอว่าปุถุชนโดยส่วนมากปฏิเสธธรรม ไม่พร้อมที่จะเชื่อและฟังความจริง
ยิ่งคนที่อยู่ในห้วงความสุข นี้ยากมาก ยากจริงๆ
จำไว้อย่าง อริยสัจ เริ่มด้วยความทุกข์
หลอดไฟ เริ่มจากทุกข์เพราะความมืด
รถต่างๆ เริ่มจากทุกข์เพราะความล่าช้า
โลกสมมตินี้ เอาเขาจริงๆ โดนขับเคลื่อนด้วยความทุกข์
ดังนั้นขอให้คิดไว้ว่า ไม่ใช่คนทุกคนที่ทุกข์ หรือยอมรับว่าตนเองทุกข์
แต่สำคัญที่ว่าเมื่อวงจรแห่งอริยสัจเริ่มต้น เมื่อเขาทุกข์ ตัวเราพร้อมจะเป็นคนที่ชี้แนะ 
สาเหตุ ผลลัพธ์ และทางแก้ ให้กับเขาหรือไม่ นั้นละคือ สิ่งที่สำคัญที่สุด
มาทำตัวเราเองให้พร้อมจริงๆกันก่อน มันไม่ช้าไปหรอกที่จะบอกเล่าธรรมเมื่อพร้อมทั้งเขาและเรา
 
อุปสรรคที่สาม อุปสรรคจากความงง สงสัย ไม่เข้าใจ
บางวันเหมือนเข้าใจ บางวันกลับไม่เข้าใจ
บางวันสงบ บางวันไม่สงบ
อุปสรรคนี้เอาจริงๆแก้ง่ายมาก
แก่นแท้ของธรรม คือ ยอมรับไตรลักษณ์ ละซึ่งอัตตา
เอาแค่นี้พอ จำแค่นี้พอ เกิดความงง ความสงสย ไม่เข้าใจขึ้น
น้อมเข้าหาไตรลักษณ์ให้หมด น้อมไปเพื่อจะเอาความจริง
เพื่อจะยอมรับความจริงทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อจะเอาภาษาสมมติมาอธิบายอะไรมากมาย
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจิต ให้เขาจัดการเอง ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่มีเราให้เกี่ยว
เช่น ไม่เข้าใจเลยบอกให้มองตามจริง ยังงี้ก็ต้องปล่อยสังขารให้มันเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่รึ แต่ทำไมฟังไปฟังมาเหมือนให้หยุดสังขารไงไม่รู้ เอาไงแน่อะ งง งง งง ?!?!
น้อมเข้าสู่ ไตรลักษณ์ "อ้อ!!! นี้ไงๆ จิตมันหนีไปสงสัยเองอีกแล้ว มันควบคุมไม่ได้
มันเป็นอนัตตาจริงๆ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเป็นความจริง"
หรือ
ไม่ให้ปรุงแต่ง ความเมตตาจริงๆก็เกิดจากการปรุงแต่ง อย่างงี้เราไม่ต้องมีเมตตาหรือ
"หุหุ จิตแสดงอนัตตาอีกแล้ว และที่สำคัญนะ เมตตามันลดอัตตาหยาบ และปกติเราละหยาบได้ก่อน
เราถึงมาละอัตตาละเอียดได้ แก่นคือละอัตตา ละซึ่งตัวตน หากจะปรุงดีๆแบบนี้ก็ปรุงเถอะ รู้ให้ทันก็พอ" เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า หากเข้าใจแก่นธรรม ต่อให้อุปสรรคใดๆผ่านเข้ามา ไม่มีวันหลงทางแน่ๆ
เหมือน คนที่รู้ว่ากรุงเทพอยู่ไหน ยังไงๆ เขาก็เดินทางไปถึงกรุงเทพแน่ๆ
 
อุปสรรคสุดท้าย รู้นะรู้ ทันก็ทัน แต่ยังทำลงไปอีก
จริงๆ อาการนี้เป็นลักษณะของการไปรู้ทันเอาช่วงปลายเหตุแล้ว หรือ รู้ไม่ทันทั้งหมด
เช่น เห็นแล้วๆมาแล้วไอ้ความรู้สึกอยากดูอยากมองรูปนี้
แล้วไง อ๊าก อดใจไม่ไหวมองหน่อยละกัน
ซึ่งจริงๆ ถ้าน้อมเข้าสู่อนัตตาอาจจะช่วยได้บ้าง
แต่เหตุจริงๆ ไอ้ความอยากดูอยากมอง มันเริ่มที่คิดว่าสวย
แต่มันมองตามความคิดนั้นไม่ทัน มองทันอีกทีก็ไปทันความอยากดูซะแล้ว
และไอ้เรื่องการคิด การปรุงนี้ก็เหมือนเหล้านะ
คือยิ่งกินยิ่งมึน ยิ่งคิดยิ่งเมา คือ ถ้ามันถล่ำลงไปแล้วจะถอนตัวนี้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
จนสุดท้ายมันปรุงภายในได้ที มันก็ไปปรุงร่างกายให้ไปมองในที่สุด
และอุปสรรคนี้ละ ที่จะทำให้เสื่อมลงเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตขุ่นมัวจนยากที่มองตามทัน
และนี้คือ สาเหตุที่ว่า ทำไมในเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรมต้องทำอย่าง
แต่พอปฏิบัติไปสักพักกลับต้องทำอีกอย่าง เพราะ จิตเรามันร้ายนะ และใจเราก็กระจอก (มองไม่ทัน)
ในเบื้องตนถึงต้องมีการฝืน การอดทน การควบคุม และสัจจะต่อตนเองเกิดขึ้น
เพื่อดึงขึ้นจากผลของการการดูความจริงที่เป็นเหตุไม่ทัน
และยังต้องอาศัย สมถะ เพื่อเป็นจาคะ ให้ได้พักผ่อนจากการฝืนตนเอง
จนมีกำลังมากพอหายเหนื่อยและใจเริ่มแข็งแกร่งขึ้น จึงถอยออกจากสมถะ มาดูความจริง จริงๆ ทัน
แต่คนส่วนมาก ที่ติดสมถะ เพราะชอบการพักผ่อน และลืมแก่นแท้ไปว่าจะเอาธรรมนะ ไม่ได้เอานอน
แต่ก็มีอีกกลุ่มที่ปฏิบัติวิปัสสนาคือดูตามจริงอย่างเดียว แต่ไม่สำเร็จ เพราะใจมันเหนื่อย มันอ่อนแอ มันยังเดินต้วมเตี้ยมอยู่
ตามดูความจริงซึ่งเป็นเหตุไม่ทัน ส่งผลให้แพ้มารโมหะ โดยเฉพาะโมหะในกามคุณนี้ร้ายและน่ากลัวจริงๆ
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า จึงมีการสวดมนต์ก่อนนั่งสมาธิ ก็เป็นด้วยเหตุและผลเช่นนี้แล
 
สุดท้าย ทั้งสมถะ และ วิปัสนา ก็เป็นเพียงเครื่องมือ ที่จะเอาแก่นแท้ คือ ยอมรับตามจริง
ขอให้ใช้ให้เป็น อย่าโดนมันใช้และอย่าลืมจุดหมาย หากทำได้ อุปสรรคต่างๆ
ทั้งบันไดเลื่อนลง ก็จะหยุด แล้วเปลี่ยนเป็นเลื่อนขึ้น
และก็จะกลายเป็นไม่มีบันไดเลื่อน หรือ อุปสรรคใดๆ ต่อๆไปอีกแล้วสติเฟื่อง
 

Commentaires

Veuillez patienter...
Le commentaire entré est trop long. Raccourcissez-le.
Vous n'avez rien entré. Réessayez.
Il est actuellement impossible d'ajouter votre commentaire. Réessayez plus tard.
Pour ajouter un commentaire, tu dois avoir l'autorisation de tes parents. Demander l'autorisation
Tes parents ont désactivé les commentaires.
Il est actuellement impossible de supprimer votre commentaire. Réessayez plus tard.
Vous avez dépassé le nombre maximal de commentaires qu'il est possible d'envoyer le même jour. Réessayez dans 24 heures.
Votre compte a pu laisser les commentaires désactivés parce que nos systèmes indiquent que vous risquez d'arroser d'autres utilisateurs de messages. Si vous pensez que votre compte a été désactivé par erreur, contactez l'assistance en ligne de Windows Live.
Effectuez la vérification de sécurité ci-dessous pour finaliser l'envoi de votre commentaire.
Les caractères entrés pour la vérification de sécurité doivent correspondre à ceux de l'image ou du fichier audio.

Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous


Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous

Rétroliens

L'URL de rétrolien de ce billet est :
http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!537.trak
Blogs Web qui font référence à ce billet
  • Aucune