19 octobre
อยากให้อ่าน
ทั้งหมด ที่ควรทราบและควรเชื่อ สำหรับผู้กำลังเดินทางทุกคน
อยากให้ได้อ่าน เราประทับใจบทความนี้มากๆ
สิ่งหนึ่งที่อยากบอกเล่าต่อๆกันไว้
คือ เป็นเรื่องน่าประหลาด แต่หากปฏิบัติ
ล้วนต้องเจอสภาวะเหล่านี้กันทุกคน
ดังนั้นใครเจอ ดีใจด้วย เรามาถูกทางกันแล้ว :)
พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ถาม: ในสภาวะที่เราหลงไป คิดไป จิตมันไม่มีน้ำหนักใช่หรือไม่
ที่จริงมันมี แต่ไม่เห็น
มันลืมน่ะ ลืมกายลืมใจตัวเอง
เพราะธรรมดาของจิต รู้อารมณ์ได้ครั้งละอย่างเดียว
พอไปรู้เรื่องที่คิด ก็ลืมกายลืมใจ
อย่างบางคน ยุงกัดอยู่อย่างนี้ ถ้าอยู่ปกติจะรู้สึก
ถ้านั่งคิดอะไรเพลินๆ ยุงมากัดสิบตัวยังไม่รู้สึกเลย มันไม่เจ็บด้วยซ้ำไป
มันไม่รู้ ไม่รู้ไม่ได้แปลว่าไม่เจ็บนะ
เพราะฉะนั้น การที่เราหลงไปคิดนั่นแหละ ศัตรูหมายเลขหนึ่ง
เวลาเราหลงไปคิด เรารู้เรื่องที่คิด เราจะลืมกายลืมใจตัวเอง
ถาม: หลังๆ การตามดูจิตนี่ ความรู้สึกผมเหมือนมันเป็นภาระ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร
เป็นภาระเพราะว่าเราจงใจดู สติต้องเกิดเอง ถ้าสติเกิดเองจะไม่รู้สึกเป็นภาระ
ถาม: ถ้าไม่จงใจดู ก็ไม่มีความมั่นใจว่าเรารู้หรือเปล่า แบบนี้ควรทำอย่างไร
ของคุณมันยังไม่ใช่สติแท้ๆ จิตคุณยังติดสมถะ ยังติดอยู่ ค่อยๆ ดูไป
มันยังติดไม่เลิก ตราบใดที่จิตยังตรึงความรู้สึกเอาไว้อยู่ มันจงใจปฏิบัติอยู่
มันเหนื่อย พยายามจะรู้สึกตัว เหนื่อยนะ
แต่ถ้าความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเองนี่มีความสุข ไม่เหนื่อย
ปฏิบัติใหม่ๆ โอ๊ย! เหนื่อย เหมือนหัดขับรถยนต์
อย่างเราไม่เคยขับรถยนต์ เราเห็นเขาขับรถยนต์แล้วคิดว่าคงจะสบายกว่าเดิน
ไปซื้อรถยนต์มาหัดขับ ทีแรกรู้สึกคิดผิด เดินสบายกว่าตั้งเยอะ
พอขับรถเป็นแล้วก็รู้ เออ ขับรถแล้วสบายกว่าเดิน ก็กลับมารู้สึกอย่างนี้อีก
คนที่ไม่เคยภาวนา เห็นครูบาอาจารย์ดูมีความสุข
เหมือนเห็นคนอื่นเขาขับรถดูมีความสุข เราไม่มีความสุขเท่านั้น
เรามาหัดปฏิบัติ มาหัดเหมือนหัดขับรถ เหนื่อย ต้องทนเอา
แต่ถ้ารู้หลัก เรียนอย่างมีหลัก มันก็ง่ายหน่อย
เรียนแบบสู้ตาย มันก็ปางตายกว่าจะผ่าน
ของคุณยังติดสมถะ ไปดูเอา ต้องทนเอา
แต่ไม่ใช่ทนทุกข์ทรมาน ทนสภาวะ แต่ต้องอดทนที่จะคอยรู้คอยดู
ใหม่ๆ มันก็ลำบาก เหนื่อย พอเหนื่อยคุณก็กลับมาพักผ่อนทำสมถะ
พอจิตใจได้พักผ่อน จิตใจสบายแล้วกลับมารู้กายมารู้ใจใหม่
สมัยก่อนครูบาอาจารย์ท่านสอนสมาธิ
พอจิตใจเราสงบ เช่น เราพุทโธหรือหายใจ
จิตใจเราสงบแล้วมักจะขี้เกียจขี้คร้านเพราะมีความสุข
ท่านจะไล่ให้ออกมาพิจารณากาย หรือออกมาเจริญสติข้างนอก
คนที่ติดในความสุขความสงบ พอต้องออกมาทำงานนี่ไม่ชอบ
มันเหนื่อย มันคล้ายๆ เรานอนมานานแล้วเลยขี้เกียจออกจากบ้าน
พอออกมาแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก รู้สึกร้อนมากเลย
แต่พอเราออกมาทำงานไปเรื่อยๆ บางทีทำงานไปช่วงนึงเพลินกับงาน ไม่ยอมพักแล้ว
คราวนี้เพลินกับงาน ครูบาอาจารย์ก็จะบอกว่าไปเพิ่มสมถะหน่อยช่วงนี้
ทำความสงบบ้าง พักบ้าง ให้จิตทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่ดี ไม่มีแรง
การปฏิบัติธรรมคล้ายๆ ขับรถ บางเวลาก็ต้องเหยียบคันเร่ง บางเวลาก็เหยียบเบรก
ขาที่เหยียบคันเร่งกับขาที่เหยียบเบรกขาเดียวกันใช่ไหม
ไม่ใช่เหยียบคันเร่งพร้อมกับเหยียบเบรก
บางเวลาเราก็ต้องทำความสงบเข้ามา บางวันสงบมากแล้ว ก็ต้องออกมารู้กายรู้ใจ
ฝืนๆ มัน มันไม่อยากดูไม่อยากรู้เพราะว่ามันไม่สบาย
เคยอ่านประวัติท่านอาจารย์มหาบัว ท่านเล่า ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น
บอกว่าช่วงแรกๆ ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น เช้าๆ หลวงปู่มั่นจะถามว่าท่านมหาภาวนาเป็นยังไง
ท่านบอกว่ามีความสุข ความสงบ ทุกวันรายงานอย่างนี้
นานๆ ไปหลวงปู่มั่นท่านก็ดุเอา ว่าเอาแต่ความสุขความสงบไม่ได้ ให้ออกมาพิจารณา
ออกมารู้กายมารู้ใจอะไรก็รู้ไปเถอะ
ทีนี้พอท่านออกมาพิจารณา ท่านเริ่มต้นด้วยพิจารณากาย พิจารณาไปเรื่อยแล้วก็เพลิดเพลิน
เช้าๆ หลวงปู่มั่นก็มาถามอีก ท่านก็บอกว่า หมู่นี้มีปัญญาดี เจริญปัญญา
ทุกวันนะพูดแต่เจริญปัญญา ลืมสมถะอีก ท่านบอกว่าจิตของท่านมันโลดโผน
เพราะฉะนั้น เราก็ต้องดูตัวเอง ช่วงไหนควรเจริญปัญญา ช่วงไหนควรทำสมถะ
สมถะเป็นที่พักผ่อนที่ดี ไม่ใช่ไม่ดี
บางคนได้ยินหลวงพ่อพูดเจริญสติในชีวิตประจำวัน
แล้วนึกว่าหลวงพ่อบอกไม่ต้องทำสมถะ
เราทำเท่าที่เราทำได้ บางคนทำยังไงมันก็ทำไม่ได้
ทำอะไรไม่ได้เลยไหว้พระสวดมนต์ไว้ก็ยังดี ได้สมถะนิดๆ หน่อยๆ
นี่การปฏิบัติจริงๆ ไม่ยากหรอก ค่อยๆ สังเกต
สิ่งที่ช่วยเราได้มากเลยมี ๒ อัน
อันหนึ่งคือ ครูบาอาจารย์ เรียกว่า กัลยาณมิตร
อีกอันหนึ่งที่สำคัญมากเลยคือ โยนิโสมนสิการ
เราต้องแยบคายในการพิจารณาตัวเอง
อย่างเคยภาวนาดีๆ ต่อมาไปทำอะไรเพิ่มเติมขึ้นมา
ถ้าไม่แยบคายก็รู้สึกหมู่นี้จิตสว่างดี จิตโปร่งดี
ถ้าแยบคายถึงจะรู้ว่ามันไม่ถึงฐานมัน จิตไม่ตั้งมั่นพอ ต้องแยบคายในการรู้ตัวเอง
อย่างหลวงพ่อเคยภาวนา จิตรวมลงไป ถอยออกมา ว่างหมดเลย โลกธาตุว่างหมด
ทุกวันก็ว่างอยู่อย่างนั้น หลายๆ วันมันหมองได้อีก
นี่เราแยบคาย เราก็ดูไม่ใช่ของจริงหรอก ยังเสื่อม ยังเป็นของเสื่อม ไม่ใช่ของจริง
เสียดาย แต่ต้องทิ้งเมื่อไม่ใช่ของจริง
มาเริ่มต้นใหม่ ทำความสงบขึ้นมา มารู้กายมารู้ใจเอาใหม่
เริ่มต้นนับหนึ่งเลย ทำไปเรื่อย ทำไปทำไปนึกว่าดีอีกแล้ว
ดูไปหลายวัน ไม่ใช่อีกแล้ว เริ่มต้นใหม่ นับหนึ่งอยู่เรื่อยๆ นะ
การปฏิบัติกว่าจะสบายมันก็ล้มลุกคลุกคลานทุกคนแหละ
ทีนี้ถ้าเราท้อแท้ถอดใจ เรารู้สึกแค่นี้สบายแล้ว
ชาตินี้สบายแล้ว ชาติหน้าก็ยังสบายอีกเพราะไปอยู่พรหมโลก
แต่ว่าวันนึงก็ไม่พ้น กลับมาอีก นี่ต้องแยบคายนะ แล้วต้องใจถึง
ถ้าไม่ใช่ของจริงอย่าไปหวงมัน
(จากพระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม วันเสาร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ รอบสอง)
ถาม: ตอนที่รู้ว่าเราคิดว่าเรารู้ ตอนที่ทราบตอนนั้นทันทีเลย
เราควรทำอย่างไรต่อ
ไม่ทำอะไรนะ ถ้าอยากจะแก้ไขมัน รู้ว่าอยากแก้ไข
รู้ลงปัจจุบันไปเรื่อยๆ ไม่ได้ทำอะไรหรอก รู้อย่างที่เป็น แล้วรู้เฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ
รู้เท่าที่รู้ได้ อย่าไปนั่งเฝ้าไว้ด้วย ของคุณมันติดการกำหนดการประคองนะ ยังติดอยู่
คอยรู้ไปนะ ถึงวันหนึ่งมันจะเป็นธรรมดา ธรรมะนะธรรมดาที่สุด
ทีนี้คนที่เคยเข้าคอร์สเข้าอะไรมาจะเป็นอย่างนี้
มันจะมีตัวแข็งทื่อๆ นิ่งๆ อยู่ตัวหนึ่ง ตัวนี้เกินจริง ให้เรารู้ตามความเป็นจริง
ไม่ได้ไปให้เราสร้างอะไรขึ้นมาหรอก
ค่อยๆ ฝึกนะ หลวงพ่อก็อนุโมทนา ค่อยฝึกไป ค่อยเรียน
ฟังซีดีหลวงพ่อไปเรื่อยๆ ฟังแล้วก็หัดสังเกตใจของเรา
เราไปประคองให้นิ่งเอาไว้ เราไปกำหนดเอาไว้ ยังประคองอยู่ ยังรักษาอยู่ ให้คอยรู้ทัน
การที่เราประคอง เรารักษา เรากำหนด นี่คือการที่เราทำงานขึ้นมา
แทนที่เราจะดูกายดูใจทำงาน กลายเป็นเราไปทำงานแทนมันเสียเอง
ให้รู้ทันจนวันนึงเราเลิกทำงาน เห็นแต่ขันธ์ทำงาน แต่เราไม่ทำงาน
ที่เราประคองไว้ เราทำงานเอง เราประคอง
ถาม: อยากให้หลวงพ่ออธิบายเรื่องสติและสัมปชัญญะ
สติ เป็นสภาวธรรมอันหนึ่งที่ทำหน้าที่รู้ทันว่าอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ
เพราะฉะนั้น สติเป็นตัวรู้ทันความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของกายของใจ
สัมปชัญญะมีหลายตัว
สัมปชัญญะมีตั้ง ๔ ตัว ที่แปลว่าความรู้สึกตัว
อันแรกเลย รู้ว่าเราทำอะไร
อันที่สอง รู้ว่าทำเพื่ออะไร
อันที่สาม รู้ว่าทำอย่างไร
อันที่สี่ ระหว่างที่ทำอยู่ไม่หลงไม่เผลอไป ไม่ลืมเนื้อลืมตัวไป
ฉะนั้น บางทีเราก็แปลรวบยอดสัมปชัญญะว่า ความรู้สึกตัว ไม่ลืมเนื้อลืมตัว
อย่างเวลาโยมตั้งใจฟังอาตมาพูด สังเกตไหม?
เรามีร่างกายมีจิตใจเหมือนหายไปจากโลกแล้ว
อันนี้เรียกว่าเราลืมตัวไป อันนี้ลืมแบบวิปัสสนานะ
ถ้าแบบทางโลกก็ถือว่าตอนนี้ไม่ลืมตัวเพราะตอนนี้กำลังตั้งใจฟังอยู่
สัมปชัญญะจริงๆ เป็นปัญญาเบื้องต้นขั้นพื้นฐานเลย คล้ายๆ ผู้กำกับเส้น
คนส่วนมากจะมีสติ ชอบมีสตินะ เอาสติไปเพ่งไปจ้องอะไรไว้
แต่ถ้ามีสัมปชัญญะกำกับการปฏิบัติอยู่ มันจะไม่ค่อยพลาด
สัมปชัญญะเป็นการคอยดูว่าเราจะทำอะไร
เช่น เราจะทำสมถะ หรือเราจะทำวิปัสสนา
เราจะทำอะไร จะทำเพื่ออะไรนี่ สัมปชัญญะก็รู้อีก
สมถะทำเพื่อสงบ วิปัสสนาทำเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ
ทำเพื่ออะไร? ทำอย่างไร? ก็ต้องรู้อีก
ทำอย่างไรก็คือ สมถะน้อมใจไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง
ถ้าวิปัสสนาให้รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ไม่เผลอไป ไม่บังคับแทรกแซงไว้
นี่คือทำอย่างไร? ระหว่างที่ทำไม่หลงไม่เผลอไปทำอย่างอื่นเสีย
เช่น เราจะทำสมถะ เราก็ไม่หลงไปคิดเรื่องอื่น ลืมเนื้อลืมตัวไป ตกจากสมถะ
ถ้าเราจะทำวิปัสสนา เราก็ต้องไม่ลืมเนื้อลืมตัว คือไม่ลืมกายลืมใจตัวเอง ต้องรู้กายรู้ใจตัวเอง
สัมปชัญญะเป็นปัญญาเบื้องต้น เป็นคำกว้างเหมือนกันนะ
แต่ส่วนมากที่พวกนักปฏิบัติเราเอามาใช้ เราจะเอามาบางด้าน
เอาแค่ว่าความไม่ลืมตัว รู้สึกตัวอยู่ ไม่เผลอไป ไม่ลืมไป
(จากพระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม วันเสาร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ รอบสอง)
ถาม: ถ้าไม่เคยทำสมถะมาก่อนเลย แล้วเราอยากจะเริ่มจากวิปัสสนา
ศีล สมาธิ ปัญญา มันจะตามมาเองหรือไม่
ถ้ามีสติ จะมีศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้าขาดสติ ก็ขาด ศีล สมาธิ ปัญญา
การปฏิบัติ แต่ละคนที่เข้าถึงธรรม
จะต้องเข้าถึงด้วยปัญญาและสมาธิด้วยกันทุกคน
แต่การปฏิบัตินี่พระอานนท์เคยแยกแยะไว้
ท่านบอกว่าการปฏิบัติมีแบบ สมาธินำปัญญา แบบปัญญานำสมาธิ
แบบสมาธิและปัญญาควบกันไป ท่านสอนมีหลายแบบ แล้วแต่คน
ถาม: การปฏิบัติในแต่ละแบบ ผลที่ได้มันต่างกันหรือไม่ อย่างไร
มันเข้าถึงความบริสุทธิ์อันเดียวกัน ไม่ต่างกันหรอก
แต่ว่าทำไมต้องมีหลายแบบ เพราะคนมันมีหลายแบบ
พวกไหนเป็นตัณหาจริต รักสุข รักสบาย รักสวย รักงาม พวกนี้ต้องรู้กาย
แต่การจะรู้กายได้ดีต้องทำสมาธิ กายานุปัสสนา เหมาะกับคนทำสมาธิ
เราทำสมาธิแล้วมารู้กาย ใช้สมาธินำก่อน แล้วมาเจริญปัญญารู้กาย
อีกพวกหนึ่งจิตใจคิดมาก พวกคิดมากนี่ให้ดูจิตเอา
จิตตานุปัสสนาเหมาะกับพวกคิดมาก
ดูจิตนี่เหมาะกับคนที่เจริญวิปัสสนาเลย
ไม่ต้องทำสมาธิก่อน เดี๋ยวสมาธิเกิดทีหลัง
มันอยู่ที่จริตนิสัยเรา ไม่ใช่อยู่ที่เลือกเอาตามใจชอบ
ไม่ใช่เลือกตามอาจารย์ เลือกตามตัวเราเอง ตามนิสัยเรา
(จากพระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม วันเสาร์ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ รอบสอง)
ถาม: ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าปฏิบัติได้ตรงทาง
อันแรกเลย ถ้าเราไม่เห็นสภาวะ
ไม่เห็นกายเห็นใจที่มันทำงานไปตามธรรมชาติธรรมดา
ไม่มีวันบรรลุมรรคผลนิพพาน
เพราะการที่เราจะบรรลุมรรคผล อันแรกเลย เราต้องเห็นกายกับใจไม่ใช่เรา
พระโสดาบัน เห็นกายเห็นใจไม่ใช่เรา
พระอนาคามี วางความยึดถือกายได้
พระอรหันต์ วางความยึดถือใจได้
ตลอดสายของการปฏิบัติมีแต่เรื่องกายกับใจ
ถ้าไม่รู้กายไม่รู้ใจก็คือไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนา
ทำไมให้รู้กายรู้ใจ เพื่อวันหนึ่งจะได้ถอดถอนความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา
พอรู้มากเข้าๆ เห็นไม่ใช่เรา นี่ ละความเห็นผิดได้ ได้พระโสดาบัน
รู้ต่อไป รู้กายรู้ใจต่อไปจนหมดความยึดถือกาย ยึดถือใจ ก็หมดทุกข์แล้ว
ใจที่มันสลัดคืนความยึดถือกายยึดถือใจทิ้งไปนี่ ใจมันจะพ้นทุกข์
ไม่มีภาระอะไรที่ต้องแบกหามให้ลำบากยากเย็นอีกต่อไป
เพราฉะนั้น การปฏิบัตินี่ต้องรู้กายรู้ใจ รู้แล้วต้องรู้อย่างเป็นกลางด้วย
ถ้ารู้แบบไม่เป็นกลาง เข้าไปแทรกแซง เราจะไม่เห็นความจริงของเขา
เหมือนเราอยากรู้จักพฤติกรรมของเด็กสักคนหนึ่ง
เราต้องปล่อยให้เขาเคลื่อนไหว ทำงานของเขาไป
เขาอยากเล่น เขาอยากซนอะไร ปล่อยเขาไป แล้วเราคอยตามดู
เราถึงจะเห็นพฤติกรรมจริงๆ ของเขา
ถ้าเราไปถือไม้เรียวเฝ้าไว้ทั้งวันนะ เด็กก็ไม่แสดงตัวจริงให้ดู เราไม่เห็นความจริงของเขา
จิตใจนี้ก็เหมือนกันนะ เหมือนเด็กคนนึง เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวดื้อ เดี๋ยวซน
เดี๋ยวอารมณ์ดี เดี๋ยวอารมณ์ร้าย เราคอยไปนั่งจ้องตาไม่กระพริบ มันเครียด
เด็กนั้นมันเครียด มันก็ทื่อๆ ไม่ยอมกระดุกกระดิก
รอให้เราเผลอเมื่อไหร่ล่ะมันจะเล่นงาน มันจะซนกว่าเก่า
จิตใจนี่ก็เหมือนกัน เหมือนเด็ก เราอยากรู้พฤติกรรมของเด็ก เราก็ต้องตามดูอยู่สบายๆ
อย่าไปจ้องใส่มาก เดี๋ยวเด็กเกร็ง
จะดูจิตดูใจก็ตามดูไปเรื่อยๆ อย่าไปแทรกแซงมัน
ดูอย่างที่มันเป็น มันเป็นอะไร มันจะเป็นไตรลักษณ์ให้ดู
อันแรกเลย มันจะแสดงความไม่เที่ยงให้เห็น
จิตใจมันทำงานทั้งวันทั้งคืน ทำงานได้ทั้งวันทั้งคืน
คิดนึกปรุงแต่งทั้งวันทั้งคืน นี่มันแสดงความไม่เที่ยงให้ดู
มันไม่อยู่นิ่งในสภาวะอันใดอันหนึ่ง นี่แสดงทุกข์ให้ดู
เราบังคับมันไม่ได้ มันทำงานของมันได้เอง
อย่างจิตจะดู จิตจะฟัง จิตจะคิดนี่ มันก็ดู มันก็ฟัง มันก็คิดของมันเอง
เราเลือกไม่ได้นะว่า จะดูหรือจะฟัง เราเลือกไม่ได้เลย
หรือจิตมันจะปรุงขึ้นมา จะเป็นกุศลหรืออกุศล เราก็เลือกไม่ได้
นี่ เฝ้าดูไปเพื่อจะได้เห็นความจริง
พอเห็นความจริงรู้เลย โอ้ ไม่ใช่เราหรอก ได้พระโสดาบัน
ความจริงก็คือธรรมะนั่นเอง
มีดวงตาเห็นธรรม ก็คือได้เห็นความจริงว่าขันธ์ ๕ มันไม่ใช่ตัวเราหรอก
มันทำงานของมันได้เองทั้งวันทั้งคืน
เพราะฉะนั้น ต้องคอยรู้กายรู้ใจไว้ รู้แล้วไม่แทรกแซง
รู้ตามที่เขาเป็น สักว่ารู้สักว่าเห็น
มีคีย์เวิร์ดหลายตัวนะ ภาษามากหลายอย่าง ความจริงสภาวะอันเดียวกัน
(จากพระธรรมเทศนา ณ สวนสันติธรรม วันอาทิตย์ที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙)
ถาม: เราจะรู้กายรู้ใจได้อย่างไร เพื่อให้เห็นความจริงหรือธรรมะ
เราจะรู้กายรู้ใจได้ด้วยสติ แล้วเราจะเห็นความจริงได้ด้วยปัญญา
เครื่องมือมี ๒ ตัวนะ สติเป็นเครื่องระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจ
สติต้องเกิดขึ้นเอง จงใจให้เกิดไม่ใช่สติตัวจริง
ปัญญาก็เกิดเองนะ ไม่ใช่นั่งคิดๆ เอา
ปัญญาเป็นความเข้าใจ สติเป็นตัวรู้ทัน
ปัญญามันเป็นตัวเข้าใจ
ร่างกายเคลื่อนไหวสติรู้ทัน จิตใจเคลื่อนไหวสติรู้ทัน
ความสุขความทุกข์เกิดขึ้นสติรู้ทัน
ตามรู้ไปเรื่อยๆ ร่างกายเคลื่อนไหวก็ตามรู้ไป จิตใจเคลื่อนไหวก็ตามรู้ไป
ตามรู้ไปเรื่อยๆ อันนี้หน้าที่ของสติ ไม่ไปดักรู้ไว้ก่อน
หลายคนพลาดอีก ไปดักรู้ไว้ก่อน ไปจ้องๆ ไว้ ไปรอดู
รอดูว่าเมื่อไหร่ร่างกายจะเคลื่อนไหว
รอดูว่าเมื่อไหร่จิตใจจะเคลื่อนไหว
ถ้ารอดู ผิดนะ ต้องตามดู
เพราะ คำว่ากายานุปัสสนา คือ การตามเห็นกาย
อนุปัสสนา แปลว่า การตามเห็น
เวทนาเราก็ต้องตามเห็นเวทนา ถึงเรียก เวทนานุปัสสนา
จิตเราก็ตามเห็นจิต ถึงเรียกว่า จิตตานุปัสสนา
หน้าที่ของสติคือหน้าที่ตามเห็นไปเรื่อยๆ
ร่างกายเคลื่อนไหว สติก็ตามรู้ไป
จิตใจเคลื่อนไหว สติก็ตามรู้ไป
พอตามรู้ไปเรื่อยๆ แล้วใจตั้งมั่นใจเป็นกลาง
สักว่ารู้สักว่าเห็น เรียกว่ามี สัมมาสมาธิ
ใจตั้งมั่นเป็นกลาง ปัญญามันถึงจะเกิด
ถ้าใจไม่ตั้งมั่นเป็นกลาง สักว่ารู้สักว่าเห็น ปัญญาจะไม่เกิด
สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
เราต้องมีสติ ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก
รู้สึกอย่างที่เขาเป็น ไม่ต้องไปแทรกแซง
เราก็จะเห็นความจริงเลย ร่างกายมันทำงานเอง จิตใจมันทำงานเอง
มันไม่ใช่ตัวเรา นี่เป็นตัวปัญญา
มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เป็นเครื่องมือ
สติเกิดจากอะไร ต้องเรียนอีกแล้ว มีเรื่องต้องเรียนเยอะ
สติเกิดจากถิรสัญญา “ถิร” แปลว่า เสถียร
“ถิรสัญญา” หมายถึง การที่จิตมันจำสภาวะได้แม่น แล้วสติจะเกิด
เช่น มันจำได้ว่าเผลอเป็นยังไง พอเผลอแว็บไป สติจะเกิดเอง
ระลึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้เผลอไปแล้ว ตัวนี้สำคัญนะ
หลายคนมาเรียนกับหลวงพ่อแล้วงงๆ ว่าหลวงพ่อชอบไล่จี้
ลูกศิษย์รุ่นก่อนๆ ก็เจอมาเยอะ รุ่นหลังนี่ไม่ค่อยได้เจอแล้ว จี้ไม่ไหวนะ เยอะเกิน
มาเรียนแรกๆ คนน้อยๆ สอนได้ทีละคน พาดูสภาวะทีละคน เผลอไปคิดแล้ว รู้ไหม
เครียดขึ้นมาแล้ว รู้ไหม ใจลอยไปแล้ว รู้ไหม มีความสุขแล้ว รู้ไหม สงสัยแล้ว รู้ไหม
พาดูสภาวะไปเรื่อยๆ ไม่ได้สอนอย่างอื่น
ที่หลวงพ่อสอน สอนให้ดูสภาวะให้เป็น
พอหัดดูสภาวะได้มากเข้าๆ เห็นสภาวะบ่อยๆ จิตมันจะจำสภาวะได้แม่น
เมื่อจิตจำสภาวธรรมได้แม่น สติจะเกิดเอง
สติเกิดจากการที่จิตจำสภาวธรรมได้แม่นยำ
เพราะฉะนั้น เราต้องหัด ทำไมเราต้องตามรู้กายบ่อยๆ เพื่อจะจำสภาวะของรูปได้แม่น
ทำไมต้องตามรู้เวทนาบ่อยๆ เพื่อจำสภาวะของเวทนาได้แม่น
ทำไมตามดูจิตบ่อยๆ เพื่อให้จำสภาวะของจิตที่เป็นกุศล อกุศลให้แม่น
จำได้แม่นนะ สติจะเกิดบ่อย
(จากเทศน์ที่สวนสันติธรรมวันอาทิตย์ ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙)