| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
2 juin แผนภาพขันธ์ 5 พร้อมคำอธิบาย![]() สิ่งสำคัญที่สุดที่เราเขียนแผนภาพนี้ขึ้นมา
หนึ่งเพราะขันธ์ 5 ยากที่จะเข้าใจผ่านเพียงตัวหนังสือ
สองเพื่อใช้ประกอบการปฏิบัติสมาธิตามหลัก สติปัฏฐาน 4
สามเพื่อใช้เป็นสารบัญอธิบายถึงทุกอย่างที่ปุถุชนเป็น
และสุดท้ายเพื่อให้เห็ชัดว่าไม่ว่าอยู่ในภพใดแม้แต่ภพของรูปพรหมและอรูปพรหม
ก็หนีไม่พ้นขันธ์ 5 (อาจจะขาดบางขันธ์ในรูปและอรูปพรหม)
แต่มีเพียงพระนิพพานเท่านั้นจึงเป็นหนทางที่จะดับซึ่งขันธ์ทั้ง 5
ก่อนอื่นขออธิบายแผนภาพนี้อย่างคร่าวๆก่อนดังนี้
1. เมื่อตาเราไปเห็นรูปๆหนึ่งเขา จะเรียกอาการนี้ว่าวิญญาณ
2. รูปๆนี้จะโดนส่งไปค้นหาข้อมูลในสัญญา ว่ารูปๆนี้คืออะไร
3. หากสัญญาค้นเจอว่ารูปๆนี้คือหญิงสาว หญิงสาวก็จะโดนส่งไปหาในสัญญาต่อ
ก็จะได้หญิงสาวคนนี้สวย สวยก็จะโดนส่งไปค้นหาในสัญญาในหมวดอารมณ์ต่อ
จนได้ สวยแล้วทำให้รู้สึกชอบ ชอบสวยก็จะโดนส่งไปค้นหาสัญญาในหมวดการกระทำ
ก็จะได้ ให้ตามดูตามมองต่อไป แล้วสุดท้ายก็เกิดเป็นกระทำโดยดูโดยมองต่อไป
4. แต่หากสัญญาค้นไม่เจอว่ารูปที่เห็นคืออะไร ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า สังขารหรือการคิด
การปรุงเพื่อหาข้อสรุป โดยเครื่องปรุงก็คือสัญญาเก่าๆเท่าทีมีอยู่ ก็จะแลกเปลี่ยนกันไปมา
จนอาจได้ข้อสรุปว่าหญิงสาวต่างชาติคนนี้สวยดีเพราะผิวขาวจึงควรมองดูต่อไป
เพราะสัญญาเก่าในหมวดความรู้ไม่พบว่านี้เป็นลักษณะของคนชาติเดียวกัน
และสัญญาเก่าในหมวดอารมณ์นั้นชอบผิวขาว ซึ่งส่งผลให้ต้องตามดูต่อไปตามสัญญาเก่าในหมวดการกระทำ แล้วสุดท้ายข้อสรุปใหม่ๆต่างๆที่ได้มาก็โดนส่งไปเก็บไว้ในสัญญา ทำให้เมื่อเจอรูปๆนี้ครั้งต่อไป
ก็จะเกิดการกระทำได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดไม่ต้องปรุงอีก
ซึ่งตรงจุดๆนี้จะเห็นได้ชัดว่าขั้นตอนพวกนี้มันสามารถทำของมันได้เองโดยอัตโนมัติ
ไม่จำเป็นต้องมีเราเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างล้วนมีที่มาจาก สัญญาเป็นใหญ่
ปัญหาก็คือ หากสัญญาเก่าๆเน้นหนักไปในทางไม่ดี สัญญาใหม่ๆที่จะตามมา
ก็จะกลายเป็นสัญญาที่ไม่ดีเช่นกัน และนี้จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมธรรมชาติของปุถุชน
จึงไหลลงต่ำ ทำไมมีเทคโนโลยีแสนทันสมัยแต่กลับเลือกนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดี
ทำไมคนเราถึงเลวขึ้นๆทุกวัน ทำไมถึงมีแต่สิ่งแวดล้อมที่ยั่วยุกิเลสมากขึ้นๆตลอดเวลา
คำตอบ ก็เพราะเราปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกอัตโนมัติของมันนะซิ
เราไม่เคยคิดจะอยู่เหนือแผนภาพนี้ แต่เลือกจะเป็นทาสของแผนภาพนี้
และนี้คือสาเหตุว่าทำไมต้องเริ่มด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
จะลัดมาปัญญาโดยไร้ศีล ไร้สมาธิไม่ได้เลย
นั้นก็เพราะสัญญาเก่าๆเลวๆ มันจะขัดขว้าง มันจะไม่ยอมรับข้อสรุปที่ดีๆ จาก ปัญญาของผู้อื่น
เพราะจะทำให้ข้อสรุปเลวๆของมันต้องหายไป
ดังนั้นข้อสรุปที่ได้มาจากปัญญาของผู้อื่นโดยอาศัยจากการอ่านสิ่งที่เขาเขียน
เช่น เรื่องไตรลักษณ์ เรื่องไร้ตัวตน จึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลไกให้เป็นไปในทางที่ดี หรือทางหลุดพ้นได้
เพราะพอสัญญาเก่ามันไม่ยอมรับ มันก็เลือกเพียงที่จะรับรู้และไปจัดเก็บในสัญญาหมวดความรู้ เพื่อพร้อมที่จะลืมต่อไป
และนี้คือสาเหตุว่าทำไมแค่อ่านหนังสือธรรมะ หรือแค่รู้หลักธรรมจึงไม่เพียงพอ
มันต้องลงมือปฏิบัติด้วย เพียงเริ่มต้นที่รักษาศีล ปฏิบัติตามหลักธรรม
มันก็จะเริ่มเกิดการต่อสู้อย่างหนักกับสัญญาเก่าๆทันที
หากแพ้สัญญาเลวๆก็ยังคงอยู่และเติบใหญ่ขึ้น
แต่หากชนะ สัญญาเลวๆก็เริ่มเล็กลงๆ และผลของบุญที่มาจากการชนะตนเอง
ก็เริ่มทำให้รับรู้สุขละเอียดที่ดีกว่าสุขอย่างหยาบที่มาจากความอยากของสัญญาเก่าๆ
และสัญญาก็เริ่มที่จะจดจำสุขละเอียดเข้าไปแทนที่สุขอย่างหยาบทีละน้อยๆ
จนกระทั่งกลไกที่ขับเคลื่อนไปในทางต่ำหรือสัญญาเลวๆ
ที่มีอัตตาสูงเพราะต้องตอบสนองความอยากของสัญญาเก่าๆ
เปลี่ยนเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนไปในทางขึ้นหรือสัญญาดีๆ อัตตาเริ่มลดลง
เพราะคิดถึงเพียงแต่ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ได้คิดถึงแต่ตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของสุขละเอียด
พออัตตาลดลงมาก และเริ่มเปิดใจพิจารณาซึ่งเหตุและผล
กลไกก็เปลี่ยนไปทางขึ้นหรือเพิ่มสุขละเอียด
และกลไกนี้ก็เริ่มเดินไปทางที่ๆมีสุขละเอียดมากขึ้น
สมาธิก็จะตามมาในที่สุด เพราะสมาธิคือความสุขละเอียดที่สูงขึ้นไปอีก เนื่องจากตอนทำสมาธิตัวตนมันได้หายไป
แต่ ...แต่... ขั้นตอนต่อไปคือ ปัญญา นี้ละที่ต้องอาศัยผู้รู้ หรือ พุทธะ
ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเกิด มีเพียง พระปักเจกพระพุทธเจ้า
(คือท่านที่ตรัสรู้ได้ด้วยตัวท่านเอง แต่ไม่ได้เผยแพร่ปัญญานี้ออกไปจึงไม่เกิดศาสนา)
เท่านั้นที่มาถึงขึ้นนี้ ส่วนใหญ่ทั้งหมดจะติดอยู่เพียงขั้นสมาธิทั้งนั้น
จนกระทั่งมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นมา จึงได้มีศาสนาพุทธตามมาในที่สุด
และคำสอนที่ท่านสอนให้ละซึ่งกลไกนี้เสีย หรือ ปัญญา ก็ตามมาเช่นกัน
เพราะหากยังมีกลไกก็ยังมีภพและชาติ เพราะสัญญา(กรรม)จะเป็นคนเลือกเองว่าจะไปอยู่ภพไหน
ที่เหมาะกับสัญญานั้นๆ และภพนั้นๆ ก็จะเกิดกายที่มีหน้าที่เพียงพอสำหรับภพนั้นๆขึ้นมา
แล้วก็เป็นแบบนี้ไปอย่างไม่จบไม่สิ้น เหมือนกำลังติดอยู่ในคุกวัฏสงสารนี้
สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกของคนที่มีสัญญาเลวเก่าๆแรง ที่ส่งผลให้ไม่รักษาศีล
เพราะไม่เชื่อในเรื่องภพเรื่องชาติ และเรื่องเหนือสิ่งที่กายรับรู้ได้
คนๆนั้นจะต้องอาศัยเหตุและผลเข้ามาสู้สัญญานั้น
ให้เราทั้งหลายลองคิดดูเถิดระบบชีววิทยาในโลกนี้
มันน่าตะลึงเพียงไหน มีผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ย่อยสลาย ทุกอย่างล้วน
เป็นเหตุเป็นผลของกันและกันจนย้อนกลับมาเป็นวงกลม
ระบบที่อัจฉริยะขนาดนี้คงไม่ปล่อยให้เราตายไปแล้วสูญเปล่าหรอก
หรือปล่อยให้มีเฉพาะโลกที่เราเห็นได้ด้วยกายหยาบๆของเราเท่านัน
มันยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายหากเลิกยึดติดในกายก็จะรับรู้ได้
และหากอ่านกิจวัตรของพระพุทธเจ้า เราก็จะรู้ว่ายังมีสิ่งที่กายเราสัมผัสไม่ได้
พิสูจน์ไม่ได้อีกมากมาย หากสัญญายังแรงอยู่อีก
ก็ให้คิดไปเลยว่า มีทางใดไหมที่พระพุทธเจ้าท่านจะโกหก
ซึ่งเราๆก็รู้ว่าไม่มี (แนวคิดนี้ได้มาจาก อ.ศุภวรรณ กรีน)
ดังนั้นเราต้องเริ่มไล่สัญญาที่ไร้เหตุผลออกไปได้แล้ว
หนทางแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา จึงจะได้เริ่มต้น เริ่มออกก้าวเดินสักที...
(ส่วนต่อไปจะพูดถึง ปัญญา)
ปัญญา คือ สิ่งที่จะทำให้เราละซึ่งกลไกนี้ได้
โดยวิธีที่ที่จะทำให้เกิดปัญญานี้ คือ การทำให้กายที่ 6
หรือ ใจ สามารถใช้งานได้เหมือนกับ ที่ เราใช้หู ตา จมูก ปาก กาย
ปัญหาก็คือ กายทั้ง 5 อย่างแรกนั้นจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต
ดังนั้นตอนเริ่มเรียนรู้วิธีใช้ ตอนคิดปรุงหาข้อสรุป
ในการใช้กายทั้ง 5 อย่างแรก จะได้ข้อสรุปว่าสำคัญมาก
เราจึงเรียนรู้ได้เร็ว จดจำได้เร็ว เพราะสัญญาเอามาจัดไว้ในส่วนที่ใช้บ่อยๆ
สามารถเข้าถึงได้เร็วกว่าความเร็วแสงมากจนจินตนาการไม่ได้
แต่ ใจ เป็นส่วนที่ไม่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตเลย
เพราะใจมีหน้าที่เพียงตามดู กลไกอัตโนมัติที่เกิดขึ้น
ซึ่งถ้าคนๆนั้น ไม่สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงกลไล
ก็ไม่ต้องใช้ ใจ ตามดูว่าจะแก้ไขยังไง
ถามว่าดูอะไร ก็ดูตั้งแต่สัญญามันทำงาน เวทนามันเกิด เกิดการคิดปรุง
เพราะถ้าดูอยู่ก็จะเริ่มรู้ตัว และมีสติ ไม่ตัดสินใจทำอะไรลงไป
ตามที่สัญญาเลวๆเสนอมา หรือคิดปรุงไปแต่ข้อสรุปเลวๆ
แต่ปัญหาหลักๆก็คือ กลไกเหล่านี้มันทำงานเร็วมาก
เร็วจนถ้าใจที่ฝึกมาไม่ดีพอ ก็ไม่มีทางที่จะมองตามทันได้
เหมือนกับเด็กที่พึ่งหัดเดิน ก็ไม่มีทางเดินตามเด็กที่เดินเป็นแล้วได้
แล้วเราจะฝึกใจยังไง?
วิธีแรก เปิดใจยอมรับ
ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าการฝึกใจเป็นเรื่องที่ฝึกได้
ถามว่าจะฝึกได้ช้าหรือได้เร็ว ก็ขึ้นอยู่กับเราว่า เห็นว่า
ใจสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมากแค่ไหน ซึ่งถ้าเห็นว่าสำคัญมาก
ก็จะทำให้บันทึกในสัญญาได้เร็วขึ้นและเข้าถึงได้ง่าย
หรือ อีกวิธีคือการทำจนเป็นกิจวัตร
ซึ่งสัญญาจะเริ่มจดจำวิธีใช้และชำนาญขึ้นเรื่อยๆ
แต่อาจต้องใช้เวลามากกว่าวิธีแรก
แต่หนทางที่ดีที่สุดคือ เลือกใช้ทั้ง 2 วิธีควบคู่กันไป
วิธีแรกตอนทำวิปัสนากรรมฐาน
วิธีที่สองทำตอน มีฝึกสติตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน
ซึ่งวิธีแรกถ้าเปรียบเป็นการเดิน ก็คือเริ่มตั้งไข่
เพราะหากไม่เริ่มตั้งไข่ก็ไม่รู้ว่าจะเดินยังไง
ดังนั้นหากไม่เริ่มด้วยวิธีแรก ก็ไม่มีทางที่จะมีวิธีที่สอง
แล้ววิธีแรกทำยังไง ก็ทำตามสติปัฏฐาน 4 โดยใช้การนั่งสมาธินั้นเอง
จำไว้ว่าวิธีนี้คือ การปฏิบัติเพื่อให้อยู่เหนือขันธ์ทั้ง 5 โดยฝึกใจ(สติ)
ให้ทันกลไกของขันธ์ 5 ดังนี้
ฐานแรกคือหัดให้ใจคอยตามดู ทุกครั้งที่กายเกิดวิณญาณขึ้น
หรือกายเกิดการสัมผัสกับสิ่งภายนอก เช่น
ลมหายใจกระทบปลายจมูกเข้า-ออก
ท้องที่ยุบเข้า ยุบออก เป็นต้น
จุดประสงค์ของฐานนี้เพียงให้ขาของใจเริ่มเข้มแข้ง
พอที่จะตั้งไข่ได้
ฐานสองคือหัดให้ใจตามดู อารมณ์หรือเวทนา
ที่มันเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้เริ่มหัด
นั้นคือความคัน ความปวดเมื่อย ร้อน ขอให้ดูเฉยๆ
อย่าทำอะไรทั้งสิ้น ดูให้ลึกลงไปว่าไอ้ที่คันนะมันตรงไหน
รู้ขุมขนไหน มันรู้สึกยังไง ยังไงถึงเรียกว่าคัน ว่าปวด ว่าร้อน
ให้ดูไปเรื่อยๆ จนเริ่มสงสัยในสัญญาว่า
ทำไมความรู้สึกจี๊ดๆนี้มันถึงเรียกว่าคัน ทำไมต้องเกา
ทำไมความรู้สึกตุบๆ ร้อนๆ ทำไมนี้ถึงเรียกว่าปวด
ทำไมต้องขยับ ใครเป็นคนกำหนด แล้วทำไมเราต้องเชื่อต้องทำตาม
ขอให้ดูมันเฉยๆ จุดประสงค์ของฐานนี้คือให้ตามดูสัญญาหมวดเวทนาให้ทัน
หรือให้ขาของใจตั้งไข่ แล้วเริ่มเดินเตาะแตะได้
ฐานที่สาม ตามดูความคิดที่ปรุงแต่ง
อันนี้สำหรับผู้หัดจะไม่รู้ตัวว่าเริ่มคิดตอนไหน
เพราะมันไม่ชัดเหมือน 2 ฐานแรก
วิธีที่ช่วยให้ชัดคือยึด 2 ฐานแรกให้แน่น
เมื่อไรก็ตามที่มันหลุดออกจาก 2 ฐานแรก
นั้นละมันเริ่มคิดแล้ว ปกติผู้เริ่มหัด
เมื่อหลุดแล้วความง่วงจะถามหาทันที
และถ้าหลุดเมื่อไรหรือหลับนั้นแสดงว่าใจหายไปแล้ว
แต่ถ้ายังดึงกลับมาได้โดยรู้ว่าตนเองหลุดไปตรงไหน
แสดงว่าแค่ตั้งไข่แล้วล้มลงไป ยังกลับมาตั้งไข่ได้ ไม่ต้องท้อ ปรกติ
โดยปกติแล้วเมื่อเริ่มหลุดออกจาก 2 ฐานแรกไป
เราจะอาศัยความคิดนี้ละดับความคิด
เช่น บริกรรมว่า คิดหนอ คิดหนอ
หรืออาจจะบริกรรม พุทโธ ก็ได้
ขอนอกเรื่องนิด เรื่องเกี่ยวกับบริกรรม พุทโธ
เป็นการบริกรรมเพื่อระลึกถึง พระพุทธเจ้าไปในตัว
หากใครละรึกในขณะบริกรรมไปด้วย
ใจจะแข็งแรงขึ้นมาก และพร้อมจะยืนยันต่อไป
อุปมาเหมือนลูกศิษย์กำลังฝึกซ้อมแล้วอาจารย์ยืนให้กำลังใจ
และสอนสั่งอยู่ใกล้ๆ
จุดประสงค์ของฐานสามนี้คือ รู้ให้ทันว่าเริ่มคิด
เพื่อที่จะหยุดคิดหยุดปรุง หรือหากนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ตอนทำงานที่ยังไงก็ต้องคิด ก็เป็นการคิดที่รู้ว่ามีอะไรนอกเรื่องเข้ามาแทรก
แล้วยับยั้งมันได้ทัน เช่น อ่านหนังสือเรียนอยู่ คิดแก้ปัญหาโจทย์อยู่
แต่มันกลับคิดปรุงนอกเรื่องไปถึงเรื่องการ์ตูนบ้าง หนังบ้าง เรื่องถ้าเสร็จไม่ทันบ้าง
เรื่องถ้าทำไม่ได้บ้าง เป็นต้น ซึ่งหากใจไล่ทันก็จะหยุดคิดได้พอดี
และข้อดีอีกอย่างเป็นการช่วยดับสัญญาที่ไม่จำเป็นไปในตัวด้วยเพราะการคิดต้องใช้สัญญา
และส่วนมากก็เป็นสัญญาที่นำทุกข์มาทั้งสิ้น
ฐานสุดท้าย จะเกิดตามมาเองหลังจากตามดูฐานใดฐานหนึ่งได้นานพอ
เรียกฐานนี้ว่าฐานธรรม หรือฐานปัญญาก็ได้
ส่วนมากสำหรับผู้เริ่มหัดจะมาถึงฐานนี้ได้ก็เนื่องมาจากฐานสองเป็นอันดับแรก
เช่น คันจะตายอยู่แล้ว คัน คัน คัน ไม่สน...ดูต่อไป สักพัก
ไอ้จะตายอยู่แล้ว มันก็หายคันไปเองดื้อๆ
และเพราะไอ้จะตายอยู่แล้วนี้ละ ทำให้สัญญามันเริ่มยอมรับ
ว่าสุดท้ายแม้แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงชีวิต ก็หนีไม่พ้นอนิจจัง
และแม้แต้สัญญาเกี่ยวกับอารมณ์คันก็อนิจจัง
แล้วสุดท้ายก็จะเริ่มเกิดปัญญาว่า ไอ้ตัวสัญญานี้มันก็อนิจจัง
ล้วนไม่ควรถือ ไม่ควรยึด ...สักพักมันอาจจะเกิดคันที่เดิมขึ้นมาอีก
คราวนี้ก็จะเกิดปัญญาชัดขึ้น ว่าอะไรก็ตามมันเกิดของมันเอง
มันก็ดับของมันเอง เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมันเลย
มาถึงตรงนี้จะสว่างมาก ขาใจแข้งแรงเต็มที่เริ่มเดินอย่างมั่นคง
ไม่เตาแตะ ตาใจเริ่มเห็นชัด ไม่ขุ่นมัว
แล้วพอนำตาใจ (สำนวนตาใจได้มาจาก อ.ศุภวรรณ กรีน)
ที่สว่างไสวนี้ไปตามมองในฐานอื่น ก็จะนำมาสู่ฐานสุดท้ายทั้งสิ้น
ก็จะเริ่มละ กายได้ว่ามันไม่เกี่ยวกับเรา
เริ่มละวิณญาณได้ เริ่มละสัญญาได้ และเมื่อสัญญาหายสังขารก็หายตามไปด้วย
หากเป็นได้เช่นนี้ ตาใจนั้นเปิดกว้างแล้ว
ขาของใจก็ไม่ใช่เพียงเดินแล้วแต่ยังสามารถวิ่งได้ด้วย
หลังจากนั้นให้นำสติปัฏฐาน 4 มาฝึกต่อในชีวิตประจำวัน
ที่จะมีบททดสอบมากมาย มากกว่าตอนนั่งสมาธิจนเทียบไม่ได้
เปรียบการนั่งสมาธิเป็นสนามฝึก
และชีวิตประจำวันเป็นลู่วิ่ง เป็นสนามแข่ง
ให้ใจได้ทดสอบวิ่งดูเต็มที่ ว่าจะมันจะเหนือกว่าเร็วกว่า
สัญญาละเอียด เวทนาละเอียด และ สังขารละเอียด
ที่มันเล็ดลอดออกมาจากสนามฝึก ไม่มีในสนามฝึกอย่างตอนนั่งสมาธิได้หรือไม่
และสุดท้ายก็กลับมาฝึกแล้วก็แข่ง ฝึกแล้วก็แข่งสลับไปมาแบบนี้
จนตัดสักกายทิฐิ ได้ในที่สุด คือ ตัดความยึดถือซึ่งในตัวตน ในอัตตา
เพราะเข้าใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ ล้วนเปลี่ยแปลงตลอดเวลา
แม้แต่สิ่งที่ใกล้เราที่สุดอย่างขันธ์ 5 ก็แสดงกฏข้อนี้ตลอดเวลา
ทุกอย่างเกิดขึ้นดับไปล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราทั้งสิ้น มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
แม้แต่ ใจ ที่เราฝึกขึ้นมาจนมันวิ่งได้ แต่หากเลิกใช้มันนานๆ มันก็เสื่อมได้เหมือนกัน
ก็ไม่ต่างกับผู้ป่วยที่ต้องทำกายภาพบำบัดก่อนจึงเดินได้หลังจากนอนเตียงคนไข้มานาน
ใจ เองก็เหมือนกาย 5อย่างแรก คือ โดนใช้โดยสัญญาและสังขาร
ต่างกันที่ ใจ โดนใช้โดยสัญญาที่ดี และสังขารที่ดี
แต่ท้ายสุดสัญญาที่ดีก็จะมาละซึ่งสัญญา
สังขารที่ดีก็จะมาละซึ่งสังขาร
และกายที่ดี่ก็จะละซึ่งกาย
มีตัวตน เพื่อมาละ ซึ่งตัวตน
มีทุกข์ เพื่อมาละ ซึ่งสุข
มีกิเลสละเอียด เพื่อมาละซึ่ง กิเลสหยาบ
และมีสัญญาที่ดี เพื่อ มาละซึ่งสัญญาทั้งหมด.....
เมื่อไม่เอาขันธ์จะเอาภพเอาชาติที่ใดเหล่ามาให้อยู่
Commentaires (4)Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous
RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!418.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|