Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes Outils Aide

Blog


12 mai

ความเพียรสร้างขึ้นอย่างไร?

ในตอนแรกกะจะเขียนเกี่ยวกับ
Boss ของเกมส์ชีวิต (แอบเฉลยนิด Boss ตัวนี้ชื่อว่า "ความสุข")
แต่มีเรื่องอื่นวิ่งแซงมาให้เขียนก่อน
นั้นคือเรื่องของความเพียร
เนื่องจากขาประจำของ
space แห่งนี้คือ <(^(oo)^)> (ดีใจจัง \(ToT)/  )
ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ความเพียรมีอยู่น้อยนิดในเรื่องของการตามดู
จึงอยากจะเขียนถึงวิธีเพิ่มความเพียรขึ้นมา
เพื่อเตือนตัวเองและเพื่อประโยชน์ต่อผู้อ่าน(มีอยู่คนหนึ่ง แต่ดีใจมาก)
 
พูดถึงความเพียรก็ต้องยกคำสอนของ
พระพุทธเจ้า ในเรื่องของ อิทธิบาท 4 หรือ วิธีนำไปสู่ความสำเร็จ ขึ้นมา
คือ ความพอใจ ความพยายาม สมาธิ และ การคิดวิเคราะห์
พระพุทธเจ้าท่านได้เตรียมเส้นทางไว้ให้เป็นขั้นเป็นตอนที่สมบูรณ์ที่สุด
นั้นคือมีความเป็นเหตุเป็นผลกันในทุกขั้นตอน
ดังนั้นหากเรามองไปที่ผลคือ ความพยายาม เหตุย่อมต้องเป็นเพราะ ความพอใจ
และถ้ามองไปที่สมาธิ เหตุของสมาธิย่อมเกิดจากความพยายาม
และเมื่อมีสมาธิ หรือ การอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเป็นระยะเวลานานพอ
ย่อมนำไปสู่การพิจารณาหรือคิดวิเคราะห์หรือหาทางแก้ปัญหา ในอารมณ์นั้นๆ
และส่งผลให้ความพอใจมีมากยิ่งๆขึ้น
 
จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 อย่างล้วนเป็นเหตุและผลของกันและกัน
จะมีอย่างใดอย่างหนึ่งหรือขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
เช่นมีครบหมดแต่ขาดซึ่งความพอใจ ส่งผลให้
ความพยายาม ก็เป็นความพยายามที่ไม่สมบูรณ์
สมาธิ ก็เป็นสมาธิที่อ่อนพร้อมให้อารมณ์อื่นๆแทรกเข้าไปโดยง่าย
เมื่อมีอารมณ์อื่นแทรกเข้าได้ง่าย ก็ทำให้การคิดพิจารณาทำได้ไม่เต็มร้อย
นำไปสู่วิธีการแก้ไขหรือแก้ปัญหาที่มืดมัว
และส่งผลให้ความพอใจลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเกิดความท้อ และเหนื่อยหน่าย
 
ดังนั้นก่อนที่เราจะตั้งใจทำอะไรสักอย่าง
เราจึงต้องสร้างความพอใจให้ได้
และความพอใจที่ดีที่สุด
คือการคิดทำหรือคิดเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นไม่ใช่ของตนเอง
ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่อยากให้ลูกมีความสุข
จะเห็นได้ว่าหากพ่อแม่ไม่ได้คิดถึงลูก จะมีหลายอย่างมาก
ที่ท่านเองก็งงว่าท่านทำไปได้ยังไง เพราะเพื่อตนเองคงไม่อยากทำถึงขนาดนั้น
แต่หากเพราะเพื่อลูกต่อให้บุกป่าฝ่าดงท่านก็ทำให้ได้ เป็นต้น
 
และนี้คือวิธีสร้างความพอใจ สำหรับทางโลก
แล้วอีก 3 อย่างที่เหลือก็จักตามมาเองในที่สุด
 
มาพูดถึงทางธรรมกันบ้าง
จะสร้างความพอใจในการปฏิบัติทำได้ยังไง
สิ่งเดียวที่สร้างได้คือ สิ่งที่คนเราเกลียดและกลัวมันที่สุด "ความทุกข์"
ทุกข์ คือ การไม่สามารถดำรงอยูในสภาวะเดิมได้
และนั้นทำให้เห็นซึ่งความไม่เที่ยง
นำไปสู่ความกลัว ความเบื่อหน่าย
และอยากหา(เกิดความพอใจ)หนทางที่จะดับทุกข์ในที่สุด
ดังนั้นสังเกตดู เมื่อไรก็ตามที่ความเพียร เราลดลง
นั้นหมายความว่า เราเริ่มติดในโลก
ติดในความสุขที่โลกมันหลอกเราว่าจีรัง
แม้จริงๆโลกไม่ได้หลอก แต่เราต่างหากที่หลอกตัวเอง
หลอกว่า ใครหรือสิ่งนี้จะอยู่กับเราตลอดไป
หลอกว่า เมื่อความดับยังมาไม่ถึง จะรีบไปมองมันทำไม
หลอกว่า อายุยังน้อยอยู่ จะไปกลัวความแก่ทำไม
หลอกว่า สุขภาพยังดีอยู่ จะไปกลัวความเจ็บป่วยทำไม
หลอกว่า ยังไม่แก่เลย จะไปคิดถึงความตายทำไม
สุดท้าย หลอกไปหลอกมา จนเข้าสู่ ความประมาทในที่สุด
ดังนั้น ศัตรูของความเพียรทางธรรม คือ ความประมาท นั้นเอง
 
แล้วยังงี้เราไม่ต้องวิ่งหาความทุกข์หรือ ถ้าอยากเพิ่มความเพียรทางธรรม
จริงๆไม่ต้องวิ่งหาความทุกข์หรอก อยู่เฉยๆก็เห็นความทุกข์เอง
มีแต่เราที่วิ่งหนีมันจนไม่สังเกตเห็น
ลองนั่งเฉยๆโดยไม่ขยับเขยื้อนสัก 30 นาทีซิ
เห็นความคันไหม เห็นความปวดไหม เห็นความคิดที่มันเอาแต่วิ่งไปหาเรื่องราวทุกข์ๆไหม
พอเห็นแล้วก็ดูมันไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะกลัว และเบื่อหน่ายในทีสุดเอง
และนี้คืออีกเหตุผลว่าทำไม การปฏิบัติธรรม ถึงต้องเริ่มที่การนั่งสมาธิ
คือการเริ่มหัดไม่หนีซึ่งความทุกข์นั้นเอง
 
และตอนไหนที่จะหนีความทุกข์เพราะทนไม่ไว้แล้ว ให้นึกไว้เสมอว่า
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ถามว่าทำไม คนตอบไม่ใช่บทความนี้
แต่เมื่อได้ปฏิบัติจะตอบได้เอง.....
 
 
( ส่วนต่อไปเป็นส่วนเพิ่มเติม )

 
วันนี้เราพึ่งโดนเตือนจากหลวงพ่อดู่หลังจากหยิบหนังสือ
ที่กล่าวถึงท่าน มาอ่านอีกครั้ง ท่านกล่าวไว้ว่า
 
"รู้ก่อน แก้ก่อน"
"รู้หลัง แก้หลัง"
"ไม่รู้  ไม่แก้ "
"แต่รู้แล้ว ทำไมไม่แก้"
 
และอีกเรื่องเกี่ยวกับ ยา ท่านบอกว่า
ยาหาก กินหยุดกินหยุดไม่ต่อเนื่อง เชื้อโรคมันก็ดื้อยา ฉันใด
ธรรมหาก ปฏิบัตแล้วหยุด ปฏิบัติแล้วหยุด ไม่ต่อเนื่อง กิเลสมันก็ดื้อธรรม ฉันนั้น
 
อ่านแล้วเจ็บ จึงต้องเตือนตนเองให้ลึกให้จำให้เข้าใจ
ซึ่งทำให้นึกย้อนมาถึงความเพียรและมองย้อนกลับไปถึงความพอใจ
ย้อนกลับไปว่าเราก้าวมาถึงหนทางทางธรรมได้อย่างไร
 
เราก้าวมาได้เพราะ ช่วงหนึ่งของชีวิต ที่พึ่งทางกาย และที่พึ่งทางใจ หายไปพร้อมๆกัน
เห็นชัดถึงความไม่จีรัง เห็นชัดถึงความไม่เที่ยง
หลายคนอาจเสนอ ที่พึ่งทางกายไม่มีไม่เป็นไร ขอมีที่พึ่งทางใจเป็นพอ
เช่น เพื่อน พ่อแม่ คนรัก ญาติมิตร เป็นต้น
แต่เรากลับพบว่า ทั้งหมดนั้นก็ไม่จีรัง
ตอนได้คุยอาจไม่ทุกข์ หลังหยุดคุยความทุกข์ก็กลับมาอีก
และตัวเราก็แปลก เป็นโรคกลัวการโทรออก
กว่าจะโทรได้นี้ต้องรวมสมาธิรวมความกล้า
แม้แต่โทรไปเปลี่ยนโปรโมชั่นมือถือก็
ยอมจ่ายแพงดีกว่าต้องโทรไปเปลี่ยน
ขำตัวเองเหมือนกัน
 
สุดท้าย เหลือใคร ก็เหลือตนเอง
หลังจากนั้นจึงเริ่มเห็นถึงความไม่เที่ยงชัดขึ้นๆ
เห็นถึงกรรมของตนเองที่มันส่งผลออกมาเรื่อยๆ
และนั้นนำไปสู่การยึด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
โดยเน้นที่การปฏิบัติ คือปฏิบัติไปทั้งๆที่ไม่เข้าใจนั้นละ
รู้อย่างเดียวว่าขอยึด พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
หลังจากนั้นก็ผ่านไปหลายเดือนพอสมควร
จนผลของการปฏิบัติมันออกมาเอง
คือ เห็นแล้วถึงความไม่เที่ยง อยู่ในตัวเรานี้ละชัดที่สุด
เห็นแล้วว่าแม้แต่ความคิดก็ไม่เที่ยง
และเริ่มไม่เชื่อและไม่เอาความคิดหลายๆอย่าง เพราะรู้สึกสงสัยและแปลกๆ
เนื่องจากเริ่มเห็นนิสัยหรือความคิดตัวเองชัดขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มเห็นข้อเสียชัดขึ้นมา จนคิดว่าตัวเองนี้เลวเหลือเกิน
และต่อจากนั้น ก็เริ่มอ่านหนังสือทางธรรมเข้าใจโดยง่าย
เพราะอ่านแล้วจะนึกถึงช่วงเวลาในการปฏิบัติทันที
กลายเป็นว่าอ่านหนังสือธรรมเพื่ออธิบาย
ในผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติที่เราเองอธิบายไม่ถูก
ไม่ใช่เพียงเพื่อเข้าใจ แต่เพื่อตรวจดูว่ามาถูกทางหรือไม่
ต่อมาก็เปลี่ยนจากปฏิบัติตอนนั่งสมาธิ มาเป็นปฏิบัติตลอดเวลา คือ มีสติ
เพราะเห็นความคิดชัดเจนแล้ว แม้ไม่ต้องนั่งสมาธิ
แต่.......
 
พอรู้ว่ามาถูกทางแล้ว กลับเกิดความประมาท
เรียกว่าเกิดความพอใจในสภาวะนั้นๆ
หารู้ไม่ความพอใจก็เป็นอนัตตาเหมือนกันคือ
ยึดไม่ได้ ไม่ควรยึด ไม่มีตัวตนให้ยึด
แต่เรามองไม่ทัน ไม่เห็น เพราะมันเป็นความคิดที่ละเอียดขึ้นไปอีก
แต่ก็ยังหลงตัวเอง สุดท้ายความคิดหยาบๆ บางอย่างก็เริ่มมองตามไม่ทันเหมือนกัน
หลังจากนั้นก็เริ่มเขียน space แห่งนี้จริงๆจังๆ
เพื่อเตือนตนเอง ไม่ให้ตกต่ำลงไปอีก
หากต้องตก ก็ขอให้ space แห่งนี้ดึงกลับขึ้นมา
แล้วจึงพบว่า ครูที่เก่งที่สุด คือ ครูที่สอนตนเองได้สำเร็จ
 
เราจึงเปลี่ยนครูที่เป็นนามธรรม
ให้กลายมาเป็นรูปธรรม ณ space แห่งนี้นี่เอง (ทีวีแชมเปี้ยนป่าวเนี้ย >.<)
 

Commentaires (2)

Veuillez patienter...
Le commentaire entré est trop long. Raccourcissez-le.
Vous n'avez rien entré. Réessayez.
Il est actuellement impossible d'ajouter votre commentaire. Réessayez plus tard.
Pour ajouter un commentaire, tu dois avoir l'autorisation de tes parents. Demander l'autorisation
Tes parents ont désactivé les commentaires.
Il est actuellement impossible de supprimer votre commentaire. Réessayez plus tard.
Vous avez dépassé le nombre maximal de commentaires qu'il est possible d'envoyer le même jour. Réessayez dans 24 heures.
Votre compte a pu laisser les commentaires désactivés parce que nos systèmes indiquent que vous risquez d'arroser d'autres utilisateurs de messages. Si vous pensez que votre compte a été désactivé par erreur, contactez l'assistance en ligne de Windows Live.
Effectuez la vérification de sécurité ci-dessous pour finaliser l'envoi de votre commentaire.
Les caractères entrés pour la vérification de sécurité doivent correspondre à ceux de l'image ou du fichier audio.

Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous


Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous

ดีใจด้วยน้า :)
แล้วก็ขออนุโมทนา สาธุ
ขอให้สำเร็จสมดั่งหวังทุกประการจ้า :)
 
13 Mai
ขอบคุณมากน้า แล้วจะจำไปใช้จ้า
เรียนจบ เดือนมิถุนามีโอกาสจะได้ไปนั่งสมาธิล่ะ
สัญญากับตัวเองอย่างแน่วแน่ จะไม่ยอมแพ้ใจตัวเองเด็ดขาด
 
"รู้ก่อน แก้ก่อน"
"รู้หลัง แก้หลัง"
"ไม่รู้  ไม่แก้ "
"แต่รู้แล้ว ทำไมไม่แก้"
 
อ่านแล้วสะอึกเลยอ่ะ o_O
 
13 Mai

Rétroliens

L'URL de rétrolien de ce billet est :
http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!406.trak
Blogs Web qui font référence à ce billet
  • Aucune