Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes Outils Aide

Blog


22 avril

จะรู้ได้ยังไงว่าตายแล้วจะไปยังสุคติภูมิ

 
(เพิ่มเติม ๗ วิธีตายอย่างสบายใจ จาก ดังตฤณ)
 
คำถามที่มักพบบ่อยคือ
ตายแล้วเราจะได้ไปนรกหรือสวรรค์?
หลายคนอาจคาดเดาคำตอบไปต่างๆนาๆ
เช่น คนนี้ทำบุญมากต้องได้ไปสวรรค์
ทำชั่วมากต้องได้ไปนรก หรืออาจจะ ไปที่ชอบที่ชอบ เป็นต้น
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว
เราสามารถทดสอบตนเองได้ตลอดเวลา
ว่าเราตายแล้วจะไปไหน โดยไม่ต้องคาดเดา
โดยใช้ตอนกำลังจะหลับนี้ละเป็นการฝึกตาย
 
ภพมนุษย์ถือว่าเป็นภพทางเลือก
เป็นภพของเหตุ ต่างกับภพอื่นๆซึ่งเป็นภพของผล
ซึ่งทางเลือกนั้น เราจะได้เลือกเดินจริงๆ
เมื่อในขณะกำลังจะสิ้นใจ
ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ทางเลือก หรือ 4 ทางเดินคือ
1. ทางเดินไปยังทุคติภูมิ เช่น สัตว์ เปรต อสูรกาย สัตว์นรก
2. ทางเดินไปยังสุคติภูมิ หรือ สวรรค์ เช่น เทวดา นางฟ้า เทพ
3. ทางเดินไปยังภพมนุษย์
4. ทางเดินไปสู่การดับขันธ์ ปรินิพพาน หรือ จุดจบของเกมส์เวียนว่ายตายเกิดนี้
และการจะเลือกเดินทางไปสายไหนๆ
ก็เหมือนกับการเลือกเดินทางไปเที่ยวทั่วไปเมื่อถึงวันหยุดยาว
บางคนอาจจะวางแผนไว้แล้วว่าจะไปที่นี้ ที่นี้
บางคนอาจจะยังไม่วางแผน วันหยุดยาวมาถึงค่อยตัดสินใจ
ซึ่งการเลือกทางเดินไปเที่ยวนี้ต่างกับการเลือกทางเดินตอนกำลังจะตาย
ตรงที่ไปเที่ยวอาจจะรู้วันหยุดยาวแล้ว แต่ไปตอนกำลังจะตาย เราไม่รู้วันไหน
 
สำหรับคนที่วางแผนแล้ว เราจะยังไม่พูดถึงเพราะเป็นส่วนน้อย
มาพูดถึงคนที่ยังไม่วางแผน หรือคนส่วนมากกันก่อน
ตัวอย่างเช่น วันสงกรานต์ เมื่อมาถึง
ส่วนมากคนที่ยังไม่วางแผนก็จะเลือกทางเดินเดิมๆ
เหมือนที่เคยไปประจำ เช่น ชอบเข้าวัดก็ไปเข้าวัด
ชอบปะแป้งสาวๆก็ไปข้าวสาร เป็นต้น
 
ซึ่งทางเลือกตอนตายก็เช่นกัน
อะไรที่เคยทำไว้ มันก็นึกถึงแต่เรื่องนั้น
และก็จะได้ไปในที่นั้นๆ เหมือนกับการเลือกตัดสินใจ
ไปไหนในวันสงกรานต์เหมือนกัน
อะไรที่ชอบที่ชอบทำประจำ หรือ ฝังใจนึกถึงประจำ
ก็จะได้ไปที่ชอบที่ชอบตามนั้นจริงๆ
เช่น
 
ชอบกามคุณ อยากให้ตนเองมีสุขทางกามคุณ กามคุณไม่เคยพอ
ก็ไปเป็นเปรต โดยสมมติว่าขี้เป็นกามคุณ แล้วก็กินขี้แทนกามคุณไป
ในภพมนุษย์สมมติกันว่ากามคุณนั้นคือสุข ในภพเปรตกรรมสมมติให้ขี้นั้นคือสุข
 
ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่นึกถึงตนเอง
ก็ไปเกิดในภพที่ได้รับความสุขละเอียด
เหมือนกับการได้ช่วยเหลือผู้อื่น คือภพสวรรค์
 
เป็นต้น
 
ดังนั้นสำหรับผู้ไม่ได้วางแผนอะไรไว้
ก็จะได้ไปที่ชอบที่ชอบจริงๆ ตามคำโบราณว่าไว้
 
จะเห็นได้ว่าการไม่วางแผนน่ากลัวมาก
เพราะทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามกรรม
กรรมคือผู้กำหนดสิ่งแวดล้อม
หากกรรมในอดีตบันดาลให้เจอแต่สุข
โอกาสทำความชั่วเป็นกรรมปัจจุบัน เป็นประจำก็เยอะ
หากกรรมในอดีตบันดาลให้เจอแต่ทุกข์
โอกาสทำความดีเป็นกรรมปัจจุบันเพราะอยากหลุดพ้นก็มี
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากปล่อยไปตามกรรม
มันก็จะขึ้น มันก็จะลง แบบนี้ละ เปลี่ยนแปลงไม่ได้
(อ่านเพิ่มเติมได้ใน ฝืนชะตากรรมได้จริงหรือ?)
 
ดังนั้นเรามาเป็นนักวางแผนก่อนเดินทางกันดีกว่า
ซึ่งมี 2 แบบคือวางแผนแบบละเอียดกับแบบ
ไปที่ชอบที่ชอบแต่ขอเป็นที่ชอบที่ชอบดีๆนะ
และการทดสอบการวางแผนนั้นว่าดีหรือไม่ก็สามารถทดสอบ
ได้ตลอดเวลาในตอนนอนนั้นเอง
 
หากวางแผนเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งต้องรักษาศีล 5 เป็นประจำ
ตอนนี้เราเป็นมนุษย์กันอยู่แสดงว่าในอดีตชาติเราเคยรักษาศีล 5 กันไว้ได้
เพราะฉะนั้นตอนนี้ห้ามพูดว่ารักษาศีลนั้นยาก ถ้ายากแสดงว่าเราแพ้อดีตชาติตนเอง
ใครพูดว่ายากแสดงว่าในใจตัดสินใจไว้แล้วว่าอยากไปทุคติภูมิ
หากวางแผนไปสวรรค์ก็เพิ่ม "บุญกิริยาวัตถุ 10"
หากวางแผนไปสวรรค์ชั้นสูงก็เพิ่ม"พรหมวิหาร 4"
 
หากวางแผนปรินิพพาน ก็ต้องนิพพานให้ได้ก่อนคือ เป็นผู้ดู ไม่เป็นไม่เอาแล้วซึ่งการปรุงแต่งต่างๆ
จิตอยากปรุงอาหารก็ปรุงไปแต่ขอดูไม่ขอกิน แบบนี้ต้องวางแผนแบบละเอียด
 
มาถึงเรื่องการทดสอบการวางแผนกันบ้าง ว่าทำแล้วได้ผลดีหรือไม่ดี
ทดสอบง่ายๆตอนก่อนที่จะหลับ ตอนนั้นนึกถึงสิ่งใดอยู่จำได้ไหม
หากจำไม่ได้ก็เหมือนกับคนที่ยังไม่วางแผน หรือวางแผนแบบไม่ละเอียด
แบบนั้นก็จะไปที่ชอบๆ ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นนึกถึงเรื่องไหนอยู่
หากทำพรหมวิหาร 4 เป็นนิจ ก่อนหลับก็ย่อมนึกถึงแต่เรื่องดีๆที่ทำให้ผู้อื่น
ก็ย่อมชอบสิ่งดีๆ ไม่ได้นึกถึงตนเองเป็นหลัก เป็นใหญ่ อันนี้อย่างน้อยก็เกิดเป็นมนุษย์
หากชอบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชอบความสุขแบบหยาบๆ แบบสมมติหยาบๆเป็นนิจ
ก่อนหลับมันก็จะนึกถึงวัตถุที่ชอบ หรือการกระทำที่สนองตัวเองที่ชอบ
คือนึกถึงแต่ตนเอง เช่น ชอบร่ำสุรา แบบนี้ผลทดสอบคือได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกกินน้ำร้อนๆไป
น้ำร้อนๆ มีคุณค่าเท่ากับหรือมากกว่า สุรา ซะอีก ฉะนั้นให้กินน้ำร้อนก็ดีแล้ว
 
สำหรับคนวางแผนแบบละเอียดคือ คนที่เฝ้าดูความคิดตนเอง
ไม่หลงไปกับการปรุงแต่ง ดูอย่างเดียว แบบนี้ตอนหลับจะรู้ชัดเลยว่า
ตามปัจจุบันอะไรอยู่ เช่น หลับตอนรู้ว่าคิดหนอ คิดหนอ
คือไอ้คิดอะไรนี้ไม่รู้ จิตมันจะปรุงอะไรช่างจิต แต่รู้ว่าตอนนั้นจิตมันคิดอยู่
หรือ รู้ว่าหลับตอนลมหายใจเข้าหรือลมหายใจออก อันนี้มันรู้ได้จริงๆ
ในเมื่อเลือกทางเดินเป็นผู้ดู ก็ต้องปรินิพพานไป ไม่มีภพให้อยู่แล้ว
แต่การจะรู้ว่านึกถึงสิ่งใดอยู่ ตอนก่อนหลับนี้ต้องฝึก
ฝึกเป็นประจำไม่ต้องตอนนอนไอ้ตอนเดินไปเดินมาก็ฝึกได้
ว่าจิตมันพาคิดไปเรื่องไหนปรุงแต่งไปเรื่องไหนก็ดึงกับมาซะ
ไม่เอาไม่เป็นมัน สำหรับผู้เริ่มต้นควรเริ่มนั่งสมาธิก่อน
จึงจะเข้าใจว่าอะไร คือ คิดหนอ อะไรคือ หลงเข้าไปในความคิดที่โดนปรุงแล้ว
หลังจากแยกออกแล้ว คราวนี้จะฝึกตลอดเวลาก็ได้
เหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าให้ ระลึกถึงมรณสติตลอดเวลา
คือทดสอบตนเองอยู่ตลอดเวลา ว่าตายไปแล้วปรินิพพานไหม
 
มีหลายคนพอรู้ความจริงข้อนี้แล้ว
มั่นใจมากว่ายังไงตายไปก็ไม่ไปทุคติภูมิแน่นอน
แค่คิดดีๆ ใจจดใจจ่อท่อง พุทธโธๆ หรือนึกถึงสิ่งดีๆ นึกถึงความดีก็พอ
แล้วคนเหล่านี้ก็ไม่วางแผนแบบละเอียด และไม่ทดสอบตนเอง
ต่างมั่นใจว่ารู้แล้ว รู้แล้ว
 
เราอยากให้ได้ลองทดสอบกับการนอนหลับดู
ว่าท่องพุทโธๆ จนหลับโดยไม่คิดไม่หลงไปกับสิ่ง
ที่จิตมันปรุงแต่งขึ้นมาให้ ได้สำเร็จไหม
หากสำเร็จเราขออนุโมทนา ยินดีไปกับความสำเร็จ
แต่หากไม่สำเร็จ ก็ทิ้ง "กูรู้แล้ว กูรู้แล้ว"
ที่จิตมันปรุงออกมาหลอก ออกมาให้ชิม
แล้วมาเริ่มต้นฝึกอีกครั้ง
เราจักอนุโมทนา ยินดีด้วยไปยิ่งกว่า
 
แต่การท่องพุทโธไปจนหลับได้นั้น
เป็นเพียงขั้นแรกเพราะนั้นคือ สมถะ
อาจจะตอบได้ว่าตนเองท่องพุทโธก่อนหลับ
ก็แน่นอนละเพราะหนีไปอยู่กับพุทโธแล้ว
คงไม่เป็นอื่น
แต่ขั้นต่อมาจริงๆแล้วต้องบอกได้ว่า
ก่อนหลับนั้นจริงๆแล้วดูอยู่ที่ใด
โดยไม่ยึดติดว่าเป็นพุทโธเท่านั้น
เช่น เจ็บ คัน คิด ก็ได้ เป็นต้น
คือรู้สภาวะปัจจุบันจริงๆ เป็นผู้ดูผู้รู้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงจริงๆ
 
อาจมีคนเถียงว่าในสมัยพุทธกาล
ก่อนสิ้นใจมีคนสำเร็จนิพพานมากมาย
ไม่เห็นต้องฝึก
จริงๆที่เราพอจำได้จะเป็นสำเร็จโสดาบันคือ ละสังโยชน์ 3 ข้อแรกได้แล้ว
แต่คาดว่าสำเร็จนิพพาน หรือ สำเร็จอรหันตผล ก็น่าจะมี
ซึ่งต้องเข้าใจอย่างว่า การจะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้นั้นยากแล้ว
แต่การจะเกิดเป็นมนุษย์และได้ฟังธรรมจากพระสาวกพระพุทธเจ้ายังยากกว่า
และการจะเกิดเป็นมนุษย์และได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงไม่ยากถึงที่สุดหรือ
มนุษย์ผู้ซึ่งมีโอกาสเช่นนี้แสดงว่าเคยทำกรรมในอดีตที่เป็นไปในการฝึกเช่นนี้มาแล้ว
เมื่อมีผู้รู้ผู้ยิ่งใหญ่เสนอแนะจึงไปได้เร็วมาก หรือเป็นผู้มีพรสวรรค์มาก่อนนั้นเอง
แล้วเรามั่นใจได้อย่างไรว่าเราเป็นเช่นนั้น
ถึงประมาทและไม่ฝึก ทดสอบตนเอง
หากเราเกิดเมื่อ 2550 ปีที่แล้วอาจมั่นใจในระดับหนึ่ง
ว่าตนเองมีบุญบารมีสูงมาก
แต่เรากลับได้มาเกิดยังช่วง 2500 ปีต่อมา
ซึงสังคมหลายส่วนตกอยู่ในความหลงซึ่งกามคุณ และความไม่รู้แล้ว
อย่างน้อยๆก็ทำให้เราไม่ควรประมาทว่าเรามีบุญบารมีเช่นนั้น
แม้แต่พระอรหันต์ พระพุทธเจ้าท่านยังสอนให้ไม่ประมาท
แล้วเราทำไมถึงไม่ทำตามคำสอนสุดท้ายนี้
 
"ความไม่ประมาท"

Commentaires

Veuillez patienter...
Le commentaire entré est trop long. Raccourcissez-le.
Vous n'avez rien entré. Réessayez.
Il est actuellement impossible d'ajouter votre commentaire. Réessayez plus tard.
Pour ajouter un commentaire, tu dois avoir l'autorisation de tes parents. Demander l'autorisation
Tes parents ont désactivé les commentaires.
Il est actuellement impossible de supprimer votre commentaire. Réessayez plus tard.
Vous avez dépassé le nombre maximal de commentaires qu'il est possible d'envoyer le même jour. Réessayez dans 24 heures.
Votre compte a pu laisser les commentaires désactivés parce que nos systèmes indiquent que vous risquez d'arroser d'autres utilisateurs de messages. Si vous pensez que votre compte a été désactivé par erreur, contactez l'assistance en ligne de Windows Live.
Effectuez la vérification de sécurité ci-dessous pour finaliser l'envoi de votre commentaire.
Les caractères entrés pour la vérification de sécurité doivent correspondre à ceux de l'image ou du fichier audio.

Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous


Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous

Rétroliens

L'URL de rétrolien de ce billet est :
http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!398.trak
Blogs Web qui font référence à ce billet
  • Aucune