| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
3 avril โลกธรรม 8ในขณะที่แม่กำลังเล่าเรื่องบางอย่างให้เราฟัง เราก็โพล่งขึ้นมาว่า "คำชมคำสรรเสริญนี้ร้ายกาจพอๆ กับคำนินทาเลยนะ" พอพูดออกไปเสร็จก็นึกถึงโลกธรรม 8 ขึ้นมาทันที หาก คำสรรเสริญ ร้ายกาจเทียบเท่าหรือมากกว่า คำนินทา ดังนั้น ความสุข ก็ย่อมร้ายกาจ ไม่ต่างอะไรกับความทุกข์สินะ มีสุข มีทุกข์ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ ย่อมมีนินทา ตัวอย่างมีให้เห็นได้ทั่วไป ความอยากมีสุข มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ ได้นำพาอะไรมาสู่บ้านเมือง พิจารณาไว้ ว่ามันน่ากลัวเพียงไหน มีพุทธพจน์ประโยคหนึ่ง กล่าวว่า "สุขนั้นชั่วคราว แต่ทุกข์นั้นถาวร" นั้นคือความจริงโดยแท้ แต่คนที่แสวงหาความสุข หรือคนที่กำลังมีความสุขอยู่ ย่อมโดนบังความจริงออกไป บอกเล่าความจริง หรือบอกเล่าธรรม แก่คนที่กำลังสุขให้เขาเข้าใจได้นั้นยากที่สุด ดีไม่ดีจะโดนหาว่าผิดปกติด้วยซ้ำไป ความสุขจึงน่ากลัวอย่างยิ่ง มีช่วงหนึ่งของชีวิต ได้มีโอกาสถาม หลวงพี่ที่วัด ว่าทำไมคนเราก็รู้แล้วว่า ทุกอย่างในโลกล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ทำไมคนเราจึงยังอยากเกิดใหม่ มีโอกาส มีคนรัก และ ได้ใช้ชีวิตอีกครั้ง จำไม่ได้ว่าหลวงพี่ท่านตอบว่าอะไร รู้เพียงแต่ว่าตัวเราตอนนั้น โดนความไม่รู้ ปิดบังไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด ถึงได้กล้าถามเช่นนั้นไป เป็นการแสดงความไม่รู้ และไม่เข้าใจในไตรลักษณ์ออกมาอย่างชัดเจน อาจจะเนื่องจากช่วงนั้น ชีวิตไม่มีความทุกข์อะไรหนักหนา มีความสุขเป็นส่วนมาก ตอนไหนมีความทุกข์ ค่อยนึกถึง ไตรลักษณ์ เหมือนเห็นเรื่อง ไตรลักษณ์ เป็นเพียงสิ่งปลอบใจ ไม่ได้มองเลยว่า นี้ต่างหากคือความจริง จนกระทั่งวันหนึ่ง ความสุขหลักๆ หายไปหมดในเวลาไม่ถึงวัน และความสุขเล็กๆน้อยๆหลายอย่าง ก็ทยอยหายตามกันไปเรื่อยๆ จนแทบจะไม่มีเหลือ เมื่อไม่มี ไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนมันก็ทุกข์ ทุกข์ต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ทุกข์จนเข้าใจกรรม เพราะเห็นสิ่งที่ตนเองเคยทำ ย้อนกลับมาหาตนเองหลายอย่าง หลายเรื่อง ทุกข์จนเริ่มชิน เข้าใจ และยอมรับ เข้าใจว่าเราทำสิ่งใด ย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบแทน เข้าใจว่าเมื่อมีพบ ย่อมมีจาก เมื่อมีพราก ย่อมมีเจอ เข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดยั่งยืนได้ตลอดไป เข้าใจว่าไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเรา และ เข้าใจว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย ช่วงนั้น(ช่วงนี้ในปีที่แล้ว)จำได้ว่า เริ่มหันมาศึกษาธรรมะ เพิ่มขึ้น เข้าใจบ้าง งงบ้าง แต่ถึงจะไม่เข้าใจทั้งหมด เพราะความไม่รู้มันเกาะกินใจมานาน ก็ยังอ่านและเริ่มนั่งสมาธิควบคู่กันไป ตอนนั้นคิดว่าอย่างน้อย พุทธศาสนาก็ตอบโจทย์เราได้ และถึงยังไม่เข้าใจเหตุที่ต้องนั่งสมาธิทั้งหมด แต่นั่งแล้วมันก็สงบ ก็ขอเพียงนั่งไป ไม่ให้ทุกข์ก็พอ ทำแบบนี้ติดต่อกันไปเรื่อยๆ เมื่อทำเหตุให้ครบ ผลมันก็เริ่มออกมาเอง ความเชื่อ และศรัทธา ในพุทธศาสนาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอ่านหนังสือธรรมะ ไม่ใช้เพื่อปลอบใจ แต่อ่านเพราะต้องการเข้าใจชีวิต อ่านเพราะเข้าใจแล้วว่า ไม่มีความจริงใด ที่จริงแท้แน่นอน ได้เสมอความจริงนี้ เนื่องจากเวลาในตอนนั่งสมาธิไหลไปช้ากว่า เวลาในขณะที่ลืมตาใช้ชีวิตตามปกติ การเรียนรู้กลไกของความคิด จึงพัฒนาภูมิธรรมขึ้นเรื่อยๆ หรือเข้าใจในธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรกบางครั้งคันแทบตาย อยากจะเกาเสียให้ได้ พอทนไม่ไว้ก็ต้องเกาไป แล้วก็เปลี่ยนวิธีการคิดไปต่างๆนานา ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มเห็นว่าความคิด หรือความคันมันหายไปเอง จนรู้สึกขนลุก นี้ซินะ ไตรลักษณ์ เมื่อกี้ยังคันแทบตาย แถมคันมากขึ้นเรื่อยๆ คิดว่ายังไงมันก็ไม่หายคัน แต่พอผ่านจุดๆหนึ่งกลับหายไปเองดื้อๆ หลังจากนั้นความเข้าใจและเชื่อในไตรลักษณ์สูงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มปล่อยว่างหลายๆอย่าง ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของมัน พอภูมิธรรมสูงขึ้น หนังสือธรรมะเล่มเดิมข้อความเดิม กลับมาอ่านอีกครั้ง กลับเข้าใจและเข้าถึงมากขึ้น บางอย่างที่เคยอ่านไม่เข้าใจ กลับเข้าใจได้โดยง่าย เหมือนตามันสว่างขึ้นชัดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งเริ่มเห็นความคิดชัด เริ่มเข้าใจว่ามันเกิดของมันเอง มันก็ดับของมันเอง ควบคุมอะไรไม่ได้ จนนำไปสู่การไม่เชื่อและไม่เอา ความคิดนั้นๆมาเป็นของเรา และเห็นชัดว่าอะไรมีเกิดย่อมมีดับเป็นของมันเอง เริ่มเห็นตนเองมี 2 คน คือ คนดู กับ คนทำ(คิด) จนในที่สุดกรรมก็นำพาให้มาได้อ่านงานเขียน ของหลวงปู่ดู่ และ อ.ศุภวรรณ เหมือนกับได้มาเจอผู้รู้และครูมาบอกเราว่า มาถูกทางแล้ว พยายามต่อไป โดยเฉพาะของ อ.ศุภวรรณ ที่แจ้งสภาวะที่เราพบ ออกมาให้ละเอียดมากขึ้น และดีใจอย่างยิ่งที่เจอในช่วงนี้ ไม่ใช้ก่อนหน้า เพราะถ้าเป็นก่อนหน้าเราคงอ่านไม่เข้าใจ และคง มีแต่ความคิดปฏิเสธผุดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆเป็นแน่ การที่เรามีโอกาสได้เชื่อ ได้เห็นและเข้าใจในธรรม โดยไม่มีความนึกสงสัย หรือปฏิเสธ ทุกอย่างล้วนมีที่มาจาก "ความทุกข์" ทั้งสิ้น เป็นเส้นทางตายตัว ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ "ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค" หากเมื่อก่อนเราไม่ทุกข์ มีทั้งสุข ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ เราก็คงห่างไกลจากธรรมออกไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อสุข เราคงก็จะหยุดหรือพอใจ ไม่ก็โลภอยากสุขมากกว่านั้น เพราะเมื่อมีลาภ เราก็คงอยากพัฒนา ให้มันมีมากขึ้น มีเศษกระดาษมากขึ้น เพราะเมื่อมียศ เราก็คงพยายามรักษามันไว้ ไม่ว่าต้องแลกกับอะไร และเพราะเมื่อมีเสียงสรรเสริญ เราก็คงทำได้ทุกอย่าง เพื่อเก็บมันไว้ตลอดไป แต่หารู้ไม่ทั้ง 4 อย่างนี้ ก็หนีไตรลักษณ์ไม่พ้นเช่นกัน ไม่เพราะสุขหรือ ที่ทำให้เรายังติดและตาบอดอยู่ ไม่เพราะลาภ ยศ สรรเสริญหรือ ที่ทำให้เราสายตาสั้นลงเรื่อยๆ เศรษฐีในสมัยพุทธกาล ต่างสร้างโรงทานเผื่อแผ่ให้เพื่อนมนุษย์ เพราะเขามองไกลออกไป หลังจากเขาตายต้องไปเกิดในภพดีๆ เศรษฐีปัจจุบัน ต่างโกงกินชาติบ้านเมือง ขูดรีดขูดเนื้อจากเพื่อนมนุษย์ เพราะเขามองสั้นหวังเอาตอนนี้รวยมีความสุขกับกามคุณได้มากทีสุดเป็นพอ ยิ่งนานวัน สุข ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ทำให้คนเรา สายตาสั้นลงเรื่อยๆ มืดบอดลงเรื่อยๆ สมควรแล้วหรือที่จะเอาสิ่งเลวทรามเหล่านี้เป็นมิตร ก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ มารทั้งหลายที่มาขัดขวาง หามีรูปโฉมน่าเกลียด น่ากลัวไม่ ่แต่กลับเต็มไปด้วยความสวยงาม น่าลุ่มหลง ชวนลิ้มลอง ลองคิดดูเถิด หากโลกนี้คือเกมส์ สิ่งใดที่พยายามรั้งคุณไว้ ไม่ให้คุณจบเกมส์ สิ่งนั้นคือศัตรู หรือ มิตรแท้ หากเราตอบได้ เมื่อถึงเวลาที่ทั้ง สุข ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้หายไป เราจะไม่เลือกทางที่จะรักษา 4 อย่างนี้ไว้ เพื่อหนีสิ่งที่เราคิดรังเกียจอย่าง ทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา แต่เราจะเลือกนำ ทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา เพื่อก้าวเดินต่อไป ไปยังการจบการเดินทางอันยาวไกลนี้ในที่สุด Commentaires (2)Pour ajouter un commentaire, connectez-vous avec votre identifiant Windows Live ID (si vous utilisez Messenger ou Xbox LIVE, vous avez un identifiant Windows Live ID). Connectez-vous Vous n'avez pas d'identifiant Windows Live ID ? Inscrivez-vous
RétroliensL'URL de rétrolien de ce billet est : http://handsomebass.spaces.live.com/blog/cns!32E8B80E6EEF1304!369.trak Blogs Web qui font référence à ce billet
|
|
|