| Profil de Thiti"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogListes | Aide |
|
15 novembre การ์ตูน "ความลับของรอยยิ้ม" วาดโดยเด็กนักเรียน ม.5http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&catid=47%3Alite-comic&id=205%3A2009-11-02-16-45-15&Itemid=1
ดีจังๆ พึ่งรู้ว่าจะมีหนังสือ "ข้างในนั้น 2"
อ่านแล้วดีจริงๆ อนุโมทนากับ ครู sup'k และน้อง ก่อกิต วิรัชนาพร ครับ
ขอบคุณมากๆ ครับ 13 novembre นายอโศก กับ น.ส.เพลินจิต -> ชอบจังๆเคยดูเมื่อหลายๆปีที่แล้ว
จำได้ว่าชอบมากๆ
ไม่น่าเชื่อ บังเอิญ ได้กลับมาดูอีกครั้ง
ก็ยังคงชอบไม่เสื่อมคลาย :)
http://music.siamza.com/music.php?k=64K&id=4906 เพราะดีจัง >.< 2 novembre 32 ธันวาคม .... มีหนังดูอีกแล้วซิเรา หุหุเราชอบงานกำกับของ ยอร์ช ฤกษ์ชัย มากกกกก
ซึ่งเป็นผู้กำกับ หนัง ตระกูลส่ายหน้า ที่ผ่านมา
คงจะได้ ฮา กระจายกันอีกครั้ง
และที่สำคัญ มีน้องยิปโซ แสดงด้วยละ >.<
30 octobre ความประมาท...หากยังคิดว่า เข้าใจว่า สามารถบังคับจิต บังคับใจ บังคับผลได้
บุคคลผู้นั้น ย่อมได้ชื่อว่า ประมาท
ประมาท กับ มิจฉาทิฐิ จึงเป็นของคู่กัน จนแยกไม่ออก
ไม่มีหรอกว่ารู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังทำ ก็ยังพลาด
มีแต่ไม่รู้ว่าผลนั้นเกิดจากเหตุ และ
เมื่อเหตุสะสมครบแล้ว การจะแก้ผล บังคับผลย่อมเป็นไปไม่ได้
แต่เพราะเชื่อว่าทำได้ แก้ผลได้ ฝืนผลได้ จึงยังกล้าตามใจสะสมเหตุ
สุดท้ายก็ต้องจมปักกับผลของการตามใจ ไม่มีวันเลยที่จะฝืนแล้วไม่เป็นไปตามผลของเหตุที่สะสมมา
ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุ สะสมอะไรมา ก็ได้อย่างนั้น
จะไปขอแก้ตัวเอาตอนผล แก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ สายไปแล้ว
เหมือนคนชั่วทำเลวมาตลอดชีวิต ก่อนตายจะบังคับจิตให้นึกแต่สิ่งดีๆ ทำอย่างไรก็ทำไม่ได้
แต่เพราะอวิชชายังอยู่ อวิชชาบอกว่าทำได้ อวิชชาบอกว่าบังคับจิตได้
ประกอบด้วยการไม่กระจ่างในกฏแห่งกรรม อำนาจบุญและบาป
คนเราจึงยังประมาท พร้อมจะทำเหตุแย่ๆ แล้วหวังจะไปเอาผลดีๆ ต่อไป
พอได้ผลออกมาไม่ดี ก็เสียใจ บอกจะลุกขึ้นมาใหม่ จะทำเหตุดีๆ เพื่อผลที่ดีๆ
แต่เอาเข้าจริงก็แพ้ต่อความประมาท ก็ยังเชื่อโง่ๆ ว่าถึงเวลาก็คงบังคับผลได้ร่ำไป
หารู้ไม่ที่บ้างครั้ง เหมือนบังคับจิตได้ บังคับผลได้ ก็ด้วยเหตุเก่าๆ บุญเก่าๆ ทั้งนั้น
ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่มีวันหรอกที่ผลจะเป็นได้ดั่งใจ
เพราะไม่พิจารณาเหตุอย่างแหยบคาย จึงโดนบุญนั้นหรอกให้ประมาทอยู่ร่ำไป
กว่าจะคิดได้ก็ตอนบุญหมด เหตุหมด จึงได้เห็นชัดว่าผลย่อมมาจากเหตุ
คิดได้ก่อนตาย คิดได้เร็วก็ดีไป ยังสะสมเหตุใหม่ ยังลุกขึ้นมาใหม่ได้
คิดได้ช้า คิดได้สายไปแล้ว ก็ต้องหลุดไปภพอื่น ชาติอื่นก่อน
กว่าจะกลับมา ภพมนุษย์ ภพสะสมเหตุ ก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร
ระลึกไว้ "ไม่มีใครหรอกจะบังคับผลได้ นอกจากเหตุ"
ผู้ที่บอกว่าบังคับผลได้ เดียวก็ได้เอง เดียวเป็นไปเอง ผู้นั้นชื่อว่า "ประมาท"
ผู้นั้นย่อมไม่ต่างอะไรกับ คนที่ตายไปแล้ว ไปอยู่ภพอื่นแล้ว
14 octobre เราขาดมันได้ เป็นอิสระต่อมันได้ และเป็นมานานแล้ว3-4 เดือนที่ผ่านมา ได้เห็นเรื่องราวหลากหลายผ่านเข้ามา
ทั้งของตนเอง เพื่อน ทั้งคนที่รู้จัก และคนที่ไม่รุ้จัก ทั้งใกล้ตัว และไกลตัว
วนและเวียนไปกลับ ระหว่าง งาน ความรัก เพื่อน และครอบครัว
ล้วนแล้วแต่มีปัญหา ล้วนแล้วแต่ทุกข์ทั้งสิ้น พอได้อีกอย่างก็รู้สึกขาดอีกอย่าง
ก็วิ่งตามหาไอ้สิ่งที่ขาดไป จนสิ่งทีมีอยู่ก็ขาดหายไปบ้าง จนทุกข์แล้วก็หาทางดึงกลับมา
บ้างจากเป็น บ้างจากตาย จากตายก็ดีหน่อยใจยอมรับได้เร็ว เพราะหมดหนทางจริงๆ
จากเป็นก็แย่หน่อย ยอมรับได้ยาก เพราะยังเห็นลู่ทาง เห็นทางให้วิ่ง ก็คงยังวิ่งต่อไป เหนื่อยต่อไป
สิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นเรื่องตลก ตลกตรงที่มันเกิดกับเรามาจนครบหมดแล้ว
ตลกตรงที่ ปัญหาของทุกคนล้วนเหมือนกัน เหมือนกันตรงเหตุ ให้ผลก็ไม่ต่างกันนัก
กลับกลายเป็นว่า ขอเพียงเข้าใจตนเองได้ ก็สามารถเข้าใจคนอื่นได้
ปัญหาก็คือ ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าเป็นแบบนั้น ทุกคนล้วนเห็นว่าปัญหาของตนหนักที่สุด
มองแต่รูปธรรมเป็นหลัก จนละเลยว่าไอ้นามธรรมที่เป็นตัวก่อรูปธรรมนั้นมันจริงหรือ
มันใช่แน่หรือ มันเป็นเรื่องจริง หรือมันเป็นแค่ความเชื่อที่เชื่อตามๆ กันมา
ถูกแล้วที่รูปธรรมออกมาจะแตกต่างกันมากบ้าง น้อยบ้าง
แต่ความจริงแล้วตัวนามธรรมนั้นต่างหาก ที่แทบจะไม่ต่างกันเลย
ไม่ต่างตรงที่ต่างเชื่อผิดๆ มาเหมือนๆกัน จนสุดท้ายก็ทำผิดๆเหมือนๆกัน
ปัญหาทั้ง 4 ที่กล่าวมา ล้วนมาจากปัญหาอยากมีตัวมีตน อยากมีคุณค่าทั้งสิ้น (self-esteem)
เพราะเชื่อมาตลอดว่ามันดี มันวิเศษ เชื่อมาตลอดว่าเจอแบบนี้แล้วดี
เชื่อมาตลอดว่า ทั้ง 4 อย่างนี้ จะเติมเต็มตัวตนนั้นได้
แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย ไอ้ตัวไอ้ตนที่ต้องไปอ้างอิงอาศัยสิ่งอื่น
มันไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไรเลย มันสมมติขึ้นมาเอง หลงกันไปเอง ทุกข์กันไปเอง
อย่างเช่น มีเงิน 1000 บอกว่ารวยกว่า มีเงิน 100 คำว่า รวย ก็สมมติขึ้นมา
แล้วก็สมมติต่อไปอีกว่า รวยนั้นดี ไม่รวยนั้นไม่ดี ต่างสมมติแบบนี้มานมนาน
ใครเป็นคนเริ่มก็ไม่รู้แต่ก็เชื่อตามๆ กันมา จะถูกจะผิด จะจริงจะใช่ก็ไม่รู้
เหมือนคนบ้า คนโง่ ก็ไม่ปาน เชื่อตามๆกันมา
ยังดีที่มีคนกล้าพิสูจน์ และไม่หลงไปตามกระแสสมมติ กระแสคำว่ารวยนั้น
จนกระทั่งได้เจอความจริง ว่ารวยนำมาซึ่งภาระอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นพันธะ
มัดตัวมัดตนให้หนาให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นจริงว่ามันก็ไอ้ทุกข์ดีๆ นี้เอง
เออ.. ไอ้ตอนนั้นมันถึงเห็นจริงว่า รวยที่สมมติว่าดี ที่เชื่อตามๆกันมา มันเป็นเรื่องโกหก
เป็นแค่ความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องจริง ใครดื้อน้อยก็วางลงทันที อิสระทันที
ใครดื้อมากก็ทุกข์กันต่อไป ทุกข์แรกและฝังลึกที่สุดคือ การไม่ยอมรับว่าตนเชื่อผิดมาตลอด
มันห่วงมันแหนไอ้ตัวไอ้ตนโง่ๆนั้น ไม่กล้ายอมรับว่าตนนั้นโง่ ตนนั้นไม่รู้
ก็เลยดื้อ ปิดบังความจริง หนีความจริง และเลือกเชื่อในสิ่งที่อยากจะเชื่อ
แม้ว่ามันจะนำพันธะ นำความเป็นทาส นำความทุกข์มาขนาดไหน ก็ช่าง
ขอฉันไม่ผิด ขอฉันไม่โง่ ขอฉันถูกเสมอเป็นพอ (โดยเฉพาะเรื่องความรัก)
อาการห่วงและรักไอ้ตัวไอ้ตนนี้ละ ที่เป็นปกติของปุถุชน
ปุถุชนอยากได้ไอ้ 4 อย่างนั้นมาก็เพียงเพราะ เพื่อไอ้ตัวไอ้ตนของตน
ไม่ได้เพื่อใครเลย ลึกๆล้วนเพื่อตนทั้งนั้น
สังเกตง่ายๆ ถ้าไม่เพื่อตนเองย่อมไม่ห่วงตนเอง
ขอเพียงทั้ง 4 อย่างนั้นดี ดีกับใครก็ช่าง และฉันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
ใครช่างได้อย่างนี้ ก็สบาย ไม่หนักไม่ต้องแบกอะไร
ทุกอย่างล้วนทำตามหน้าที่(กรรมเก่า) ไม่ได้ทำเพื่อตัวเพื่อตนของใคร(กรรมใหม่)
คนลักษณะนี้หายาก เพราะคนส่วนมากโดนความเชื่อที่ว่าขาดตัวตนไม่ได้ปิดบังอยู่
พอขาดตัวตนไม่ได้ ก็ขาดไอ้ 4 อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าขาดแล้วทุกข์
ฉันต้องวิ่งตามหา วิ่งกู้มันกลับคืนมา ทั้งๆที่รู้ว่า มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
แต่ก็ยังหลอกตัวเองก็มี คือมันดื้อ มันไม่กล้าพิสูจน์ความจริง มันขี้ขลาด
กล้าหาญที่จะให้ตัวเองต้องทุกข์ทรมาน แต่ขี้ขลาดที่จะยอมรับว่าตนเองเชื่อผิด
ไม่กล้าสู้กับความเชื่อของตน กลัวความตาย กลัวไอ้ตัวไอ้ตนนั้นตายตามที่เชื่อๆกันมา
ถ้าขาดแล้วต้องตาย ขาดแล้วฉันอยู่ไม่ได้ ขาดแล้วฉันทุกข์ ทุกข์หนักมากๆ
นี้ละ เขาจึงบอกว่านิพพานอยู่ฝั่งตาย หรือ ความจริงของจริงอยู่ฝั่งตาย
มีเพียงคนกล้าพิสูจน์กล้าแลกด้วยชีวิต แลกด้วยความเชื่อที่เชื่อมานาน
แลกด้วยการทิ้งความฉลาดโง่ๆ แลกด้วยการทิ้งทิฐิมานะ มันจึงจะได้ของจริง
นั้นละความเชื่อ มันเปลี่ยนมันแก้กันยากถึงระดับนั้น
มันดื้อ มันขี้ขลาด มันกลัว เหมือนทาสที่มีเป็นร้อยคน แต่กลัวเจ้านายแค่คนเดียว
เพราะเชื่อตามๆกันมา ว่าตนเป็นทาสขัดขืนไม่ได้
เชื่อแบบนั้นตามๆกันมา ก็ทุกข์กันต่อไป เป็นทาสต่อไป เหนื่อยต่อไปตามๆกันมา
และสำหรับคนที่กล้าพิสูจน์กล้าแลกมาด้วยชีวิต
เขาก็จะรับรู้ด้วยตนเอง เขาจะเจอความจริงเฉพาะตนเอง
ความเชื่อได้เปลี่ยนไป เป็นเห็นจริงไม่ใช่เชื่อตามๆกัน
เห็นจริงด้วยประสบการณ์จริงๆ เห็นของจริงๆ
ปัญหาก็คือ คนที่ผ่านมาได้ เขาจะรู้ว่ายากมาก
แต่...แต่มันผ่านได้ ไอ้ด่านเป็นตายนี้มันผ่านได้ และผ่านได้แล้วมันโล่งเลย
มันรู้เลยว่าไอ้แค่นั้น คือ คิดไปเอง เชื่อไปเองทั้งนั้น
แต่เพราะมันยากนี้ละ จึงไม่ค่อยมีใครกล้าเชื่อเขาและกล้าพิสูจน์ตามที่เขาบอก
ใครกล้าหน่อย รักตัวรักตนน้อยหน่อยก็ดื้อน้อยหน่อย โอกาสก็เปิดกว้าง
ใครกล้าน้อย รักตัวรักตนมากก็ดื้อมาก โอกาสก็แคบ
ถามว่าดื้อมาก ดื้อน้อยมาจากไหน ก็มาจากกรรมที่ทำที่สะสมมาทั้งนั้น
มีเพียงเจ้าตัว ที่จะฝืนความดื้อตนเอง ฝืนชะตากรรมตนเองได้ ฝืนใจตนเองได้
และต้องกล้าพอที่จะให้เวลาพิสูจน์ที่นานพอ
ไม่ใช่ให้เวลาเพียงนิดเดียวแล้วรีบด่วนสรูป รีบท้อรีบถอย
แต่ที่ไอ้ความเชื่อเก่าๆ กับให้เวลากับมันตลอดทั้งชีวิต ตลอดทุกๆชาติ
ศรัทธาจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากในช่วงแรก
และเราขอย้ำอีกครั้ง ไอ้ 4 อย่างที่กล่าวมา
ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดได้ และเราเองล้วนเคยขาดทั้ง 4 อย่างนี้พร้อมๆกันมาแล้ว
ไม่เหลืออะไรยืนยันตัวตนได้เลย ซึ่งเคยเขียนบันทึกไว้ใน space แห่งนี้ไว้แล้ว
มันทุกข์เจียนตาย มันไร้ตัวตน มันไร้คุณค่า ชีวิตไม่มีอะไรอีกแล้ว
มันได้เดินมาถึงทางแยก แยกที่หนึ่งตายตามความเชื่อเดิม
แยกที่สองก็อยู่กันไป ขอพิสูจน์หน่อยมันแย่จริงไหม
ไม่ขอเอาความเชื่อ และความตายเป็นที่พึ่ง
แต่ขอเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ท่านสอนว่าไง
ท่านให้ทำอะไร ทำเลย ทำเป็นประจำ เห็นผลไม่เห็นผลก็ทำ ไม่หวังผลอะไร
จะได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ไอ้ตัวไอ้ตนที่เราเชื่อมาตลอดมันได้หายไปแล้ว
มันไม่เหลืออะไรให้พึ่งอีกแล้ว มันทุกข์เหลือเกิน มันเชื่ออย่างนั้น
เหลือเพียงพระรัตนตรัยที่อยู่ที่เดิมมาตลอด
ทุกข์ที่ก็มาให้ปลอบที สุขทีก็หนีไป
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว จะเอาจริงแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว
เลิกดื้อแล้ว ท่านว่ายังไง สอนยังไง ลงมือทำแล้ว ลุยแล้ว
สงสัยให้รู้ไป สงสัยให้รู้ มาเองได้ ไปเองได้ รู้ รู้ลูกเดียว
ก็ทำอยู่อย่างนี้มานานหลายเดือน ทำทั้งไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง
จนสุดท้าย......และท้ายสุด
จึงได้พบว่า เราขาด 4 อย่างนี้ได้
เราเป็นอิสระต่อความเชื่อนี้ได้
และมันสุขเหลือเกิน สุขเพราะเห็นความจริง
ไม่ใช่สุขเพราะเชื่อตามๆกันมา
ไม่ใช่สุข เพราะคนหมู่มากเขาสุขกัน
แต่มันสุขจริงๆ มันเป็นของจริง
คนทั่วไปพอมีปัญหาจาก 4 อย่างนี้จะแบกไว้ 99 ส่วน แก้ไข 1 ส่วน
แต่คนที่เป็นอิสระต่อ 4 อย่างนี้ จะไม่แบกมันไว้ รู้สึกว่าแบกปั๊ปก็วางทันที
และลงมือแก้ไขอย่างเต็มที่ที่สุด ให้สมหน้าที่ที่ต้องทำอย่างดีที่สุด
ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่ล้วนเป็นเพื่อผู้อื่น เพราะเห็นจริงแล้วว่า
ตนเองนั้นละตัวปัญหา
สิ่งที่เขียนมาในวันนี้ เพียงอยากเป็นกำลังใจให้คนที่ดื้อมากเหมือนกัน
เราเคยดื้อมาก่อน เคยเห็นว่าข้าเก่งที่สุดมาก่อน เคยเห็นว่าฉันถูกที่สุดมาก่อน
แต่ขอบอกไว้เลยว่า ไอ้ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่เคยมอบความสุขจริงๆ ให้เลยสักครั้ง
มีแต่สุขจอมปลอมมาให้ เว้นก็เสียแต่ความทุกข์ ที่เป็นของจริงๆ
.
.
..
จนกระทั่งเลิกเก่ง เลิกฉลาด เลิกถูก ให้โอกาสตนเองได้ลองเดินในอีกเส้นทาง
ทางแห่งอิสรภาพนี้ :)
12 octobre รถไฟฟ้า มาหานะเธอ (อีกครั้ง :D )เป็นหนังอีกเรื่องเลย ที่ดู Trailer ซ้ำไปก็ซ้ำมาตั้งไม่รู้กี่รอบต่อจากหนังเรื่อง โคตรรักเอ็งเลย
เท่านั้นยังไม่พอ ยังชักชวนชาวบ้านให้เขามาดูด้วยอีก จนพี่ที่ทำงานต้องพูดขึ้นมาว่า ดูอีกแหละ
ชอบพี่เคนก็ว่ามา 555+
ดังนั้นจัดไปกับ MV ตัวใหม่ หุหุ http://www.youtube.com/watch?v=51WlAWsokVY
ปล. การ์ตูนก็มีออกมาด้วยละ อ่านก็หนุกดี หนุกดี หุหุ :) 4 octobre รถไฟฟ้า...มาหานะเธอเขา hit trailer นี้กันมานานแล้ว
เอาเราพึ่งมาได้ดู ดูแล้วก็ชอบเลย ยิ้มเลย เออ..ขำดีนะ :D
จริงๆ ต้องเขียนบทความขึ้นมาหนึ่งบทความในวันออกพรรษานี้
แต่ขอกั๊กไว้ก่อน ขอเวลาอีก 4-5 วัน
ช่วงนี้ มีแต่งานเข๊า งานเข้า >.<
spoil ล่วงหน้า จะเขียนเกี่ยวกับ "เราขาดมันได้"
ขาดอะไรหนอ? ก็เช่นขาดไอ้ความรู้สึกประมาณนี้ได้ไง
Colbie Caillat : Fallin' For You
I don't know but
I think I maybe Fallin' for you Dropping so quickly Maybe I should Keep this to myself Waiting 'til I Know you better I am trying Not to tell you But I want to I'm scared of what you'll say So I'm hiding what I'm feeling But I'm tired of Holding this inside my head I've been spending all my time Just thinking about ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I've been waiting all my life And now I found ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I'm fallin' for you As I'm standing here And you hold my hand Pull me towards you And we start to dance All around us I see nobody Here in silence It's just you and me I'm trying Not to tell you But I want to I'm scared of what you'll say So I'm hiding what I'm feeling But I'm tired of Holding this inside my head I've been spending all my time Just thinking about ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I've been waiting all my life and now I found ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I'm fallin' for you Oh I just can't take it My heart is racing The emotions keep spinning out I've been spending all my time Just thinking about ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I've been waiting all my life and now I found ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I'm fallin' for you I think I'm fallin' for you I can't stop thinking about it I want you all around me And now I just can't hide it I think I'm fallin' for you (x2) I'm fallin' for you Ooohhh Oh no no Oooooohhh Oh I'm fallin' for you 24 août ฝัน โคตร โคตร เราชอบหนังของ พิง ลำพระเพลิงจริงๆ
ดู Trailer นี้แล้ว โด้น โดน
คือ ประมาณว่า โคตรจะฝัน ฝัน โคตรๆ
22 août ทำบุญกับกายและจิต และใช้อุปทานให้เป็นประโยชน์ห่างหายจากการเขียนไปนานเกินเดือน
สิ่งหนึ่งที่ได้พบคือ ข้อดีของการได้เขียนเป็นประจำ
ข้อดีของการทำในรูปแบบ
ข้อดีของการจัดลำดับความสำคัญสิ่งที่ต้องทำอย่างถูกต้อง
ข้อดีของการรอ ข้อดีของการทำหน้าที่ให้นานพอ ข้อดีของสมาธิ
และที่สำคัญที่สุด ข้อดีของ space แห่งนี้ที่ได้ลืมไป
ต้องเรียกว่าตลอดเวลาที่ไม่ได้เขียน space
ชีวิตมีขึ้นมีลงอย่างเห็นได้ชัด เจริญในธรรมเท่าไร ก็เสื่อมในธรรมเท่านั้น
ความประมาทเล่นงานตลอดเวลา
ความอ่อนแอ การตามใจที่ทำร้ายทั้งกายและจิต
ไม่กล้าหาญพอจะปกป้องกายกับจิต
หูตาพล่ามัว ปล่อยให้กายและจิต โดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเหล่า
สนองพ่อค้าหน้าเลือดที่ชื่อว่า กิเลส
ล้มลุกคลุกคลาน บางช่วงเวลาเหมือนใกล้แค่เอื้อม
บางช่วงเวลาคำว่าใกล้ก็ชักนำพาคำว่าไกลเข้ามาแทน
วนซ้ำไปซ้ำมา ทุกข์ทีก็ใกล้ที สุขทีก็ไกลที
ความสุขนี้ช่างน่ากลัว
หากขาดใจที่เข้มแข็งพอกล้าสละความสุขยิ่งน่ากลัว
การจะได้ใจที่กล้าสละนี้มาล้วนแล้วต้องฝึก
ล้วนต้องทำเป็นประจำ ล้วนแล้วต้องฝืนใจ ขัดใจไม่ตามใจ
เมื่อเห็นได้ดังนี้จึงเริ่มเห็นประโยชน์
ในสิ่งที่ได้เคยทำไปเป็นประจำ แต่ได้ละเลยไป ย่อหย่อนไป
ในตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าทำไปทำไม รู้เพียงว่าต้องทำ ยังไงก็ต้องทำ
มาตอนนี้ถึงได้เข้าใจทุกสิ่งที่ทำไปทั้งหมด
คือ การฝึกความเข้มแข็งให้แก่จิต ฝึกการไม่ตามใจกิเลส
สะสมซึ่งความเข้มแข็งเพื่อจะมาแตกหัก
การทำในรูปแบบทุกวัน การฟังหลวงพ่อปราโมทย์ทุกวัน
การฝึกการรู้ตัวและทิ้งสิ่งที่กำลังอินตรงหน้าไป
รู้สึกตัวเมื่อเคี้ยวเสียงจุบจับ รู้สึกตัวเมื่อดูกระจก
รู้สึกตัวว่าหลงเข้าไปในหนัง ในหนังสือ
รู้สึกตัวเมื่อจะแตะหน้าตนเอง รู้สึกตัวเมื่อพอใจในความสวย
รู้สึกตัวเมื่อความอยากกินเข้าครอบงำ
รู้สึกตัวเมื่อหลังงอ รู้สึกตัวว่าความง่วงเข้าเล่นงาน
รู้สึกตัวถึงความปวด รู้สึกตัวถึงความคัน
รู้สึกตัวถึงความร้อน
รู้สึกตัวเมื่อเริ่มคิดว่าร้ายผู้อื่น
รู้สึกตัวเมื่อเริ่มคิดทำร้ายตนเอง
รู้สึกตัวเมื่อไม่พอใจ
รู้สึกตัวเหล่านี้ล้วนต้องฝืนใจ ขัดใจทั้งสิ้น
ทั้งหมดที่กล่าวมาหากสรุปแล้ว นั้นคือนิวรณ์ทั้ง 5 นั้นเอง
ช่วงไหนที่มีวินัย ความเข้มแข็งและสมาธิก็ก่อตัว
ส่งผลให้เห็นความจริงหลายอย่าง ว่าพอกล้าสละสิ่งเหล่านี้ไป
นั้นมีความสุข และอิสระแค่ไหน
แต่...แต่ ผลแห่งบุญ ผลแห่งวินัยนั้น ล้วนทำให้การงาน
และสิ่งแวดล้อมภายนอกบันดาลความสุขเพื่อมาล่อลวง
และทำร้าย ทำลายวินัยลงไป จนกระทั่งเริ่มกลับมาทุกข์อีกครั้ง
ถึงได้เริ่มเห็นความจริง ความจริงที่ว่าวินัยนั้นสร้างยาก
ต้องฝืน ต้องฝึก ต้องสะสม ต้องเป็นประจำ
แต่การทำร้ายวินับนั้นง่าย เพียงมีรอยรั่ว รอยร้าวเพียงนิด
เขื่อนที่ขื่อว่าวินัยนี้ ก็พร้อมจะแตกสลายและพังลงไปในทันที
และสิ่งที่ใช้โจมตีเขื่อนนั้นก็เป็นน้ำ เป็นผลแห่งวินัยนั้นเอง
หากรู้ตัวไม่ทัน ไม่ยอมรู้ลงไป ย่อมไม่เห็นความจริงของผลนั้น
ย่อมเชื่อว่าผลนั้นดี ผลนั้นเยี่ยมและลุ่มหลงในมัน
ใช้กายและจิตทำงาน และกอบโกยมันอย่างถึงที่สุด
จนกระทั่งผลนั้นเริ่มแสดงความจริงออกมาว่ามันร้ายกาจแค่ไหน
ในตอนนั้นเอง กายและจิตก็เหนื่อยและบอบช้ำถึงที่สุด
วินัยที่เคยมีเหลือเพียงซากปรักหักพัง
ความกล้าหาญ แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนแอ
เหลือเพียงการตามใจ ไม่กล้าขัดใจ
สุดท้าย ก็เริ่มกลับมานึกย้อนถึงสิ่งเก่า สิ่งที่เคยทำ
สิ่งที่ก่อร่างสร้างเขื่อนแห่งวินัยขึ้นมา และเริ่มกลับมาหาสาเหตุ
เริ่มกลับมาอ่านในสิ่งทีลืมไป ที่เคยเดินผ่านมาแล้ว จาก space นี้
ในตอนนั้นเองถึงได้เข้าใจว่า จุดประสงค์ของ space นี้ได้ทำงานแล้ว
เขาได้เตือนบุคคลผู้อ่อนแอคนนี้ ให้กลับมายืนอีกครั้ง ลุยใหม่อีกครั้ง
วิธีการทุกอย่างที่จะผ่านทานี้ไปได้ ล้วนโดนบันทึกไว้
เป็นเครื่องมือกระตุ้น รื้อฟืนความทรงจำ
และเริ่มกลับมาทำบุญกับกายและจิตอีกครั้ง
การทำบุญนั้นคือการฝืนใจ ยามใดฝืนใจกล้าสละนิสัย
ที่นำพานิวรณ์ทั้ง 5 เข้ามา ยามนั้นกายและจิตย่อมได้พักผ่อน
ไม่ต้องวิ่งไม่ต้องดิ้นรนกระวนกระวาย
เหลือเพียงความเชื่อที่ว่าการขัดใจกิเลสนั้นไม่ดี ที่วยังวิปลาส
และสร้างความไม่พอใจขึ้นมา ที่ต้องรู้ต่อไป รอ และรอ
รู้เรื่อยๆจน ผลแห่งความจริงปรากฏ ยามนั้นความเชื่อที่วิปลาสนี้
ย่อมหม่เหตุ และหายลงไปเอง
การอดทนรอและรู้ไม่ทำจึงเป็นเครื่องมือเดียวที่จะล้มล้างความเชื่อที่วิปลาสนี้
เพราะความจริงมักจะมาหลังความลวงเสมอ
ตลอดเวลาที่อยู่มานั้น ได้ใช้กายและจิตทำงานมานานและมากแค่ไหน
ใช้เขาเพื่อให้ตามใจนิสัย สัญญาและกิเลส มานานแค่ไหน
ถึงเวลาหรือยังที่จะหันกลับมาทำบุญกับกายและจิต
ให้จิตและกายเข้าได้พักสักที และ...สิ่งที่ต้องจำไว้ในจิตใจเสมอ
การทำบุญนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ ควรฝืนใจตนเอง
แต่การใช้บุญนั้น ไม่ควรใช้เพื่อตนเอง ไม่ควรตามใจตนเอง
เพราะนั้นคือสิ่งที่จะทำให้ย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ วนซ้ำไปซ้ำมา
เป็นด่านแต่ละ ด่านที่ออกมายั่วยวน ให้เลือกว่าจะเอาหรือจะสละไป
ไม่มีที่เลือกว่าเอานิดหน่อยแล้วพอ มีเพียงไม่เอากับไม่พอ
"เอาแล้วพอไม่เคยมี"
เริ่มง่ายๆแค่การตะลุยทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดห้องน้ำ
ทำความสะอาดสิ่งที่สกปรกมากๆ การตัดผม การบริจาคเลือด
ด้วยพลังแห่งการอุปทานจะทำให้รู้สึกว่าได้ทิ้งความอ่อนแอไป
ได้ขจัดสิ่งสกปรก โสโครกที่อยู่ในจิตใจออกไป
แต่..แต่ พลังอุปทานนี้มีอายุ เมื่อไรที่ได้ความกล้ามาแล้ว
ต้องรีบรักษาและก่อร่างสร้างตัวเขื่อนขึ้นมาทันที
อย่างเป็นประจำและสม่ำเสมอ ไม่ประมาท
เพราะพลังแห่งการอุปทานในด้านดีนั้นอายุสั้นมาก
ดังนั้นควรฝึกช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่เอาสิ่งตอบแทน
ฝึกทำงานทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
ฝึกทำในรูปแบบอย่างเป็นประจำ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
ฝึกทุกอย่างที่เคยฝึกกลับมาอีกครั้งและเป็นประจำ
ไม่ประมาท ไม่ใช้บุญ ไม่หวังสิ่งตอบแทน
และที่สำคัญควรฝึกเมื่อทำอะไรแล้วให้ทำอย่างเดียวเป็นเวลานานๆ
เช่น จะใช้เน็ท ก็มีจุดประสงค์ตายตัว เขียนเสร็จก่อนเปิดเครื่อง
ทำอะไรในเว็ปหนึ่งให้เสร็จไปทีละเว็ป ไม่แทรกกันสลับไปสลับมา
ต้องกล้าที่จะฝึกการรอ ทำอะไรให้ทำทีละอย่าง ทำให้นานพอ
จะดูทีวี ดูหนัง ก็กล้าที่จะดูช่องเดียว เรื่องเดียว
ดูอย่างเดียว อย่างรู้สึกตัว ไม่ทำอะไรหลายๆอย่างปะปนมั่วกันไป
สลับช่อง สลับเรื่องกันไปมา
นั้นเป็นหนทางหนึ่งในการฝึกสมาธิ ในชีวิตประจำวัน
และจิตจะได้สะสมความกล้าหาญที่จะสู้และฝืนใจต่อความฟุ้งซ่าน
ไปเรื่อยๆ ไปในตัว
เมื่อถึงคราวทำในรูปแบบก็จะได้เห็นผลในตอนนั้น
จิตจะได้รับการพักผ่อนบ่อยๆ เมื่อจิตได้รับการพัผ่อน
กายก็จะได้รับการพักผ่อนไปในตัว เมื่อหัวหน้าพักลูกน้องก็ได้พัก
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ฝากไว้ ต่อผู้ที่เดินบนทางสิ่งนี้
หลายครั้งต้องออกนอกทาง หลายครั้งต้องล้มลุกคลุกคลาน
และนี้คือหนึ่งในวิธีการที่จะกลับมาเดินบนหนทางแห่งอิสระภาพนี้
การทำบุญเป้นสิ่งที่ควร แต่การใช้บุญเพื่อตนเองนั้นล้วนต้องสละ
หากไม่ทิ้งอะไรไปเลย ก็ไม่มีวันที่จะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังสิ่งนั้น :) 13 juillet โดน โดน อย่างแรงนิช่วงนี้งานท่วมหัว หวัดกิน งานไม่เดิน
งานไม่ทำ และแล้วนิสัยเดิมก็กลับมาอีก
คือ พอจะทำงานก็...ขออ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนนะ
ขออ่านอีกครั้ง ตรงนี้ยังไม่ได้อ่านเลย
และแล้ว หนังสือ โครงการบูรพาจารย์อีสานใต้เล่ม 1 (หลวงปู่ดูลย์)
ก็จบลงไป ได้อะไรกลับมาเยอะมาก เป็นการกลับมาอ่านอีกครั้ง
ครั้งแรกที่ได้อ่านนี้ก็อารมณ์ประมาณนี้เลย ขี้เกียจทำงาน อยากหาอย่างอื่นทำ
แต่ตอนนั้นจะเป็นการอ่านผ่าน pdf file แต่ตอนนี้เป็นการอ่านผ่านหนังสือแทน
และก็อึ้งไปเลย เพราะพึ่งเขียนเรื่อง สัญญาวิปลาสไป
พอมาอ่านคำสอนของหลวงปู่ที่ว่า "ทิ้งทั้งหมดรู้หมด ไม่ทิ้งเลยไม่รู้เลย"
กระแทกเข้ามาอย่างแรงเลยว่า ก็เออนะ เห็นๆอยู่ว่ามันวิปลาส
ยังไปเชื่อมัน ไปตามมัน ไปเอามัน ยังห่วงมัน ไม่ทิ้งสักอย่างเลย
สมควรแล้วที่ไมเห็นความจริง เห็นแต่ความลวงต่อไป ทุกข์ต่อไป
ไม่พอๆ ยังหาเรื่องไปอ่านบทความอีกจนกระทั่งเจอบทความนี้
ถาม – มีเเฟนมากี่คนก็อยู่ไกลกันหมด เรียกว่าคนอยู่ใกล้ๆก็ไม่ยักถูกใจ พอจะพึงใจชอบใครขึ้นมาก็เป็นอันว่าเขาต้องอยู่ไกลจากเราเสมอ ไม่เคยได้อยู่ใกล้ๆกันเเบบคู่อื่นๆน่ะค่ะ ต้องเสียเวลา เสียเงิน เสียอารมณ์ หลายอย่างมากเลย ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้คะ และถ้านี่เป็นกรรมเก่าควรจะทำอย่างไรให้ชะตาด้านนี้ดีขึ้น?
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จัดเป็นการแสดงตัวที่ชัดเจนของวิบากกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งคนจะเชื่อเรื่องวิบากกรรมก็เพราะประสบอะไรบ่อยๆเข้ากับตัวเองอย่างไม่มีทางหือนี่แหละครับ วิบากที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น มองเป็นนิมิตโดยรวมได้ภาพใหญ่ๆอย่างนี้ ๑) ตัวคุณและคนรักอยู่ห่าง มีช่องว่างคือระยะทางไกลมาแบ่งแยกร่างกายออกห่างกัน ๒) ความรู้สึกของคุณที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นประจำคือความคิดถึง ความทรมานใจที่ไม่ได้พบ ความกระวนกระวายกับการรอคอย และความดีใจกับการพบกันที่เกิดขึ้นแบบนานทีปีหน ๓) สัมพันธภาพนั้นง่อนแง่น พร้อมจะขาดผึงได้ตลอดเวลา สมคำร่ำลือเช่นรักแท้แพ้ใกล้ชิด เขาจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ตัดสินใจอย่างไร แปรปรวนไปทางใครก็ได้ทั้งสิ้น คุณจึงเป็นทุกข์เพราะความระแวงได้มากกว่าคู่รักธรรมดาที่เจอหน้ากันบ่อยๆ เมื่อสำรวจทั้งทางรูปธรรมและนามธรรมเช่นนี้ ก็พอบอกได้ครับว่าคุณต้องเคยทำกรรมพรรค์นี้มาก่อน โดยมากจะเป็นการกลั่นแกล้งให้คนที่เขารักกันต้องอยู่ห่างกันเป็นประจำนั่นเอง อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้คือคุณมีคู่หมายที่ผูกไว้แน่นหนาด้วยกรรมสัมพันธ์เก่าอยู่คนหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงเวลาได้พบ ดังนั้นคนที่ผ่านมาเข้าทางจึงไม่ค่อยมีโอกาสเข้าถึงตัว กรรมสัมพันธ์เก่าที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นจากการครองคู่ตลอดชีวิต และอธิษฐานด้วยใจหนักแน่นว่าชาติหน้าขอให้ได้พบและอยู่คู่กันอีก หากแม้ต้องพบใครก่อนก็ขอให้แคล้วคลาด ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกัน แต่ถ้าคุณยังเรียน ยังอยู่ในวัยเยาว์ เหตุผลธรรมดาๆอาจเป็นว่าคุณยังไม่ถึงจังหวะเหมาะที่จะคบใครใกล้ชิดสนิทถึงเนื้อถึงตัวก็เท่านั้นเอง ถ้ากรรมเก่าของคุณต้องการให้คุณสะอาดหรือมีมลทินน้อยที่สุด เขาก็มีวิธีการสารพัดให้เราเอาชนะเขายากครับ และอีกกรณีที่มีโอกาสได้น้อยกว่านั้น แต่ก็เป็นไปได้เช่นกัน นั่นคือคุณเคยบวชและใคร่ในทางธรรมมากกว่าทางโลก ก็อธิษฐานไม่ขอมีคู่ พลังอธิษฐานนั้นจะบีบให้คุณเลือกพึงใจเพศตรงข้ามได้ต่อเมื่อเขาอยู่ในระยะห่าง และค่อยๆทำให้แหนงหน่ายกับการรอคอยคนที่จะมาเป็นตัวจริงใต้ชายคาเดียวกัน ในที่สุดก็หันมาพอใจการครองโสด อยู่ปฏิบัติธรรมภาวนา ข้อนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นกับใครง่ายๆนะครับ สำหรับทางแก้ตรงๆคงไม่มี มีแต่ตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่เป็นผู้พรากของรักของหวงของใคร เราจะไม่เป็นผู้ทำให้ใครต้องอยู่ห่างจากคนรัก ส่วนถ้าคบใครแล้วถูกใจจริงๆ ก็หาทางให้ได้มาอยู่ด้วยกันตามวิถีโลก ความเพียรพยายามที่สมเหตุสมผลนั่นแหละราคาที่เราต้องซื้อเพื่อเอาชนะแรงเสียดทานจากกรรมเก่า โดย ดังตฤณ ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare084.htm อะไรจะโดนเช่นนี้ แล้วก็กลับไปอ่าน blog ตอนปีใหม่ของปีนี้ >.< สรุป >> งานไม่เดินครับพี่น้อง T-T 11 juillet Just Smile :)ช่วงชีวิตหนึ่ง ชอบที่จะทำให้คนหัวเราะ
ชอบที่จะทำให้คนยิ้ม มีความสุขที่ได้เห็น
ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติ การเล่าเรื่อง จังหวะในการเล่นมุข
สอดประสานกัน และได้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะกลับมามากมาย
จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง ที่เรื่องทุกข์ใจอย่างหนักผ่านเข้ามาในชีวิต
เราไม่สามารถที่จะเล่าเรื่องตลกได้อีก พยายามอย่างไร
ก็เป็นแค่การพยายาม จังหวะในการเล่าเรื่อง หายไปโดยสิ้นเชิง
และสุดท้ายเริ่มยอมรับว่า เราคงไม่สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับใครได้อีก
จนกระทั่งมองย้อนกลับมา บางทีเราน่าจะเริ่มลองยิ้มกับตนเองดูนะ
เริ่มยิ้มกับเรื่อง่ายๆ เริ่มหัวเราะกับเรื่องที่ไม่ควรหัวเราะ
เส้นที่เคยลึกก็ทำให้ตื้นลง จากหัวเราะเบาๆ ก็กลายเป็นหัวเราะดังๆไม่เก็บไว้
หากต้องพิมพ์เป็นข้อความก็มักจะฝากรอยยิ้มไว้เสมอ :)
.
.
.
สุดท้ายจึงได้ค้นพบ มีคนๆหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด
แต่เราไม่เคยทำให้เขาหัวเราะออกมาจริงๆเลย ... ตัวเรานั้นเอง
เราอยากเห็นรอยยิ้มของคนอื่น ในขณะเดียวกัน คนอื่นก็อยากเห็นรอยยิ้มของเรา
ยิ้มไปเถอะนะ หัวเราะไปเถอะนะ นั้นละวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้อื่น
โดยไม่ต้องเล่าเรื่อง และพูดอะไรเลย :)
http://nuttyknot.com/post/136254188/validation << แรงบันดาลใจอยากให้คนที่ผ่านมาอ่านได้ดูกันครับ :)
ปล. ช่วงนี้หวัดระบาดหนัก เป็นโอกาสดีของการเจริญสติเลยนะ อย่างของเราก็ดูความคันคอ
จะได้ไม่ไอรุนแรงอันตรายและทำให้เป็นหนักขึ้น ตอนน้องเป็นหวัด เราก็บอกว่านั้นละโอกาสทอง
ครั้งนี้โอกาสทองมาเยือนบ้าง ก็ขอใช้โอกาสบ้างละครับผม
รักษาสุขภาพกันนะครับ :) 7 juillet วันอาสาฬหบูชาหวนมาบรรจบอีกครา วันเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
สิ่งๆ หนึ่งที่อยากจะเขียนถึงในวันนี้ เกี่ยวกับเรื่องเจ้ากรรมนายเวร
ผู้ที่ฝึกเจริญสติมาถึงจุดหนึ่ง จะตื่นขึ้นมาเห็นความจริงของกระแสความคิด
กระแสกรรม ที่นำพาเราไปชดใช้กรรม และก่อกรรมใหม่โดยไม่รู้ตัว
เราเองก็ได้เห็นและเห็นชัดว่าเราเองเป็นเจ้าหนี้ใครและเป็นลูกหนี้ใคร
และสิ่งที่เราเจอมาก็คือ หากเมื่อไรเราปล่อยจิตปล่อยใจทำตัวเป็นเจ้าหนี้เอาเงินคืน
ในขณะเดียวกันเราก็จะกลายเป็นลูกหนี้ ที่จะโดนเจ้าหนี้อีกคนมาตามทวงคืนเช่นกัน
มันวนกลับไปกลับมาจนเห็นได้ชัดว่า หนทางแห่งการหยุดกระแสกรรมนี้
ไม่ใช่การทวงหนี้ การใช้หนี้ แต่เป็นการเห็นจริงว่าหนี้นั้นไม่ใช่ของเรา ไม่มีเรา
แต่หากยังมีเราอยู่ เรานี้ก็สมควรรับในทุกสิ่งที่ปลูกไป ปลูกสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น
ไม่จำเป็นที่เจ้ากรรมนายเวรใดต้องมายัดผลไม้เน่าเข้าปากเรา
เราก็ต้องกินด้วยตัวเราเอง ไม่มีวันหนีพ้น เพียงแต่จะกินช้ากินเร็ว กินใหญ่กินเล็กเท่านั้น
แต่เอาเขาจริงนั้นยากนะ เวลาใดที่เราๆเจอลูกหนี้ ให้สังเกตให้ดีนะ
ความเกรงใจที่มีต่อลูกหนี้จะน้อย ความคิดถึงตนเองจะเป็นใหญ่และลูกหนี้จะเล็กๆ
และต่อให้ลูกหนี้ทำดีกับเราอย่างไร เราจะรู้สึกเฉยๆ เหมือนกับว่าทำก็ดี ยังไงก็ได้
แต่ถ้ากลับกันเราเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้คนไหนนะ ต่อให้เจ้าหนี้คนนั้นจะทำร้ายเราอย่างไร
เราก็พร้อมจะทำดีตอบเขานะ ส่วนตัวเองมานั่งทุกข์นั่งเศร้าก็มี แต่ก็ยังทำไปเรื่อยๆนะ
จนกระทั่งการใช้บาปการใช้หนี้เริ่มเท่าเทียมกัน กระแสของกรรมจึงค่อยทำให้รู้สึกตัว
เริ่มเห็นถึงความดีและข้อดีต่างๆ เริ่มเห็นถึงความร้ายและข้อเสียต่างๆ
อย่างชัดเจนเหมือนถอดผ้าปิดตาออกมา
แต่ส่วนมากแล้ว พอใช้หมดก็จะสิ้นบุญกันทันที บางก็เสียชีวิต บางก็จากกัน
ซึ่งนั้นสำหรับคนที่ไม่เคยเจริญสติ ก็จะวนกลับไปกลับมาในกระแสกรรมนั้น
แต่หากเป็นเจ้าหนี้ที่เจริญสติ ย่อมจะรู้สึกตัวว่าใครคือลูกหนี้
หากอำนาจสติยังไม่มากพอ บางครั้งก็เลือกที่จะห่างไกลลูกหนี้ออกไป
บางครั้งก็เลือกที่จะเจริญสติ เห็นทันกิเลส ที่พร้อมจะบันดาลออกมา
และเลือกที่จะทำดีกับลูกหนี้แทน ซึ่งยากนะ มันขัดใจมากๆ
แต่ถ้าทำได้นะ นี้โล่งเลย ไอ้ตัวไอ้ตนที่ชื่อว่าเจ้าหนี้ที่แบกมาตลอด
ที่หนักก็หนัก มันก็วางได้ตรงนั้น มันสบายเดียวนั้น
ความสุขจากการไร้อัตตาก็เกิดขึ้นเดียวนั้น
สำหรับคนที่เป็นลูกหนี้ หากเจริญสติได้มากพอ
ก็จะฉลาดพอไม่หลงไปตามกระแสกรรมความโกรธความอยากความหลง
ที่พยายามหาเรื่องเข้าใกล้เจ้าหนี้ ให้เจ้าหนี้เขาได้ทวงหนี้ ได้ทำบาปใหม่
ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้ก็พยายามจะห่างออกมา และใช้ความนิ่งเขาสยบทุกอย่าง
อันนี้สำหรับเจ้าหนี้ที่มีบุญมีปัญญา เขาก็จะปล่อยลูกหนี้ไป
แต่ถ้าหากเป็นเจ้าหนี้ที่เราไปติดหนี้เขาไว้หนักมากๆ อย่างหนี้ชีวิต
อันนี้ห่างไม่พ้นนะ เขาจะตามจองล้างจองผลาญจริงๆ
ก็ได้แต่ยอมรับและแผ่เมตตาไป หวังว่าสักวันเจ้าหนี้จะตาสว่าง
ว่าต่อให้เจ้าหนี้ไม่เอาคืน ไม่ยัดผลไม้เน่าเข้าปากลูกหนี้
ลูกหนี้ก็ต้องกินผลเน่าที่ตนเองปลูกนั้น โดยไม่มีวันหนีได้อยู่ดี
เพียงแต่จะกินแบบปกติ หรือจะกินโดยที่เจ้าหนี้ต้องก่อกรรมใหม่เท่านั้น
และสำหรับลูกหนี้ที่รู้ตัวว่าเป็นลูกหนี้ หากยามใดเห็นเจ้าหนี้ลำบาก
จากที่ห่างไป ก็กลับมาช่วย มันก็ได้ทิ้งอัตตาความเป็นลูกหนี้ตอนนั้น
มันสบายตอนนั้น และยังได้ก่อบุญมหันต์ เพราะเจ้าหนี้ควรเป็นคนที่เรากลัว
ควรเป็นคนที่เราต้องใช้หนี้เขาด้วยความยำเกรง ด้วยความหลง
ซึ่งหากอยู่เหนือกระแสกรรมได้ ก็ควรหลีกเจ้าหนี้ให้ห่าง
แต่ลูกหนี้ที่กลับเข้าไปช่วยเหลือเจ้าหนี้ที่ลำบาก และยังใช้หนี้ให้อย่างเต็มใจ เต็มไปด้วยสติ
จนกระทั่งเจ้าหนี้กลับมาเป็นปกติ และเริ่มทำหน้าที่ทวงหนี้ก่อบาปอีกครั้ง จึงค่อยถอยห่างออกมา
จึงถือว่าเป็นลูกหนี้ที่ฉลาดมีปัญญามีเมตตา
ลูกหนี้และเจ้าหนี้แบบฉลาด ที่อยู่เหนือกระแสกรรมที่ยกตัวอย่างมานี้
สิ่งตอบแทนหนึ่งของพวกเขาคือจะได้เห็นอัตตาชัด ที่ชัดก็เพราะตอนได้วางมันลงไป
เพราะวางมันลงไปถึงได้รู้ว่าแบกไว้อยู่ ถึงได้รู้ว่าที่ผิดไม่ใช่ใคร
แต่เป็นตนเองที่ปรุงความเป็นเราขึ้นมาแบกไว้ทั้งนั้น
ทั้งที่ความเป็นจริงก็หาได้มีเราไปข้องเกี่ยวกับสิ่งใด เพราะต่อให้มีหรือไม่มี
สิ่งใดๆนั้น ก็ล้วนทำงานได้ด้วยตัวเขาเอง กายเขาก็ขยับได้ด้วยตัวเขาเอง
ความนึกคิด ความทรงจำ ก็ล้วนทำหน้าที่ได้ด้วยตัวเขาเอง
แต่เพราะ มีความทรงจำหนึ่งจำได้ว่า หากปรุงเราขึ้นมาจะมีความสุข
แล้วมันก็เชื่อแบบนั้นมาจนฝังจิตฝังใจเป็นอนันตชาติ
ก็เพราะไอ้สิ่งนี้ละ ที่ทำให้ต้องทุกข์ต้องทรมานกันอยู่อย่างนี้
ก็เพราะมีเราเป็นเจ้าหนี้ไม่ใช่รึ ถึงต้องทำให้ก่อบาปใหม่สุดท้ายก็ต้องกลับกลายมาเป็นลูกหนี้
ก็เพราะมีเราเป็นลูกหนี้ไม่ใช่รึ ถึงต้องทุกข์ทรมานใจ ได้แต่พูดว่าทำไม ทำไม ถึงต้องเจอแบบนี้
ไหนละ ที่บอกว่ามีเราแล้วจะมีความสุข ไหนละที่บอกว่ามีเราแล้วจะรับความสบายตลอดกาล
เห็นก็แต่ มีเราแล้วก็มีแต่ทุกข์ถาวร สุขชั่วคราวแบบเหยื่อล่อปลาให้ติดกับ
ไหนละ มีเราแล้วดี ไหนละ มีเราแล้วเยี่ยม ของจริงก็เห็นอยู่ว่าจริงๆแล้วไม่มี
ของจริงก็เห็นอยู่ว่ามีแล้วมีแต่ทุกข์ แล้วยังจะกำไอ้ความเป็นเรานี้ไว้อีกนานแค่ไหน
ปล่อบเมื่อไรก็สบายเมื่อนั้น กล้าๆขัดใจ ขัดความเชื่อเดิมหน่อย
กระแสกรรม ก็เหมือนกระแสน้ำตก หากไม่ฝืนไม่ขัดใจ ไหนเลยจะรอด ไหนเลยจะพ้น
กระแสน้ำตกเองก็ไม่เคยเกรงใจคนประมาท ฝืน 1 วัน ตามใจ 6 วัน
ตามใจก็คือวิ่งตามกระแส ขัดใจก็คือทวนกระแส
กว่าจะทวนได้มาแต่ละก้าวนั้นยากเย็นนัก ต้องทวนเป็นประจำ ไม่ว่าทุกข์ไม่ว่าสุขก็ต้องทวน
จะขี้เกียจ จะขยัน ก็ต้องทวน จะเบื่อ จะอยาก ก็ต้องทวน จะอึดอัด จะสบายก็ต้องทวน
แต่ไอ้การตามใจเพราะคิดว่าทวนมาตั้งนาน ขอประมาทตามใจพักหนึ่ง
ขอโทษนะ กระแสน้ำก็พัด ขาก็ตามน้ำ ไอ้ที่ฝืนทวนมาตั้งนานก็โดนแซง
ก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นจากจุดที่ทวนมาแสนไกลก็มี
ก็เพราะไอ้ความประมาทโง่ๆนี้ละ
วินัยก็เหมือนปราสาททรายเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยความยากลำบาก
แต่พอประมาทเมื่อใด คลื่นแห่งความประมาทนั้นก็จะพัดปราสาททรายหายได้ในพริบตา
ประมาทไปกับความสวยงาม ประมาทไปกับความเอร็ดอร่อย
ประมาทไปกับความสะดวกสบาย ประมาทไปกับสิ่งสนุกสนานไพเราะ
ประมาทไปกับกลิ่นอันเย้ายวน ประมาทไปกับความคิดที่น่าหลงไหล
จะก่อปราสาททรายแห่งอิสระนี้อีกกี่ชาติ ก็ย่อมไม่มีวันก่อสำเร็จ
ระลึกไว้แก่ใจเถอะนะ ไอ้คุณบาส !!
ลงท้ายขอกัด ไอ้บาส ให้เจ็บๆ ให้สะดุ้ง ให้ได้สติ ซะบ้าง 28 juin ความจำสั้นแต่รักฉันยาวเราชอบหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ได้ฟังเพลงพี่เบิร์ดแล้ว
และยิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้จบลง ก็ยิ่งทำให้ชอบเพลงนี้มากยิ่งๆขึ้น
หนังเรื่องนี้มีคำคมอยู่หลายอย่าง
อย่าง "ฉันจะไม่ลืมเธอเลย"
"ไม่ลืมไม่มีหรอกนะ มีแต่ลืมช้าหรือลืมเร็ว"
"เรามันพวกลืมช้านี้เนอะ" มองไปที่คนที่ชอบเมื่อสมัยเด็ก
"แต่ถึงเราจะลืมช้าแต่ก็มีรักใหม่ได้นะ.....แต่เป็นรักใหม่กับคนเดิม"
"ลุงขับรถไปกลับชุมพรแบบนี้ไม่เหนื่อยเหรอ"
"ถามแบบนี้ แสดงว่าไม่เคยรักใครสักคนนะ"
"จากกันตอนที่ยังจำกันได้ดีกว่านะ" ลุงที่ป่วยพูด
"ไม่ เรื่องแบบนี้ผู้ชายควรเป็นคนพูด"
.
.
.
อื่นๆอีกมากมาย ค่อยข้างชอบนะ
คือ เราเองตั้งแต่เกิดมาเรื่องความรักลักษณะนี้
ก็ไม่เคยจะได้รับรักตอบ
ด้วยวิบากอันใดเราเองก็ทราบดี
และด้วยวิบากอันนี้ ทั้งชาตินี้ก็คงจะไม่มีโอกาส
หรือแม้แต่หมดวิบากไปแล้ว
ด้วยความกลัวที่ฝังใจอยู่ก็จะสร้างภพแบบนั้นขึ้นมาอีกในชาตินี้
วนไปซ้ำไปซ้ำมาซ้ำซาก เหมือนโดนกำหนดมาไว้แล้วว่า
ต้องมารับวิบากกรรมในเรื่องนี้ อินเมื่อไร คิดจะมีเมื่อไร
ก็ทุกข์หนัก แบกหนักเดียวนั้น ปัญหาคือทุกข์มีนั้นใช่
แต่เจ้าของนั้นไม่มี แต่เพราะว่าอินอยู่จึงไปตู่เอามาอย่างไม่รู้ตัว
พอไม่รู้ตัวก็รับไปเต็มๆ ไม่มีลดไม่มีหย่อน ล้วนทำร้ายตนด้วยตนทั้งนั้น
หลังๆมาจึงหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้อิน
แต่ก็นั้นละ มันก็คือการหนีทุกข์ดีๆนี้เอง
หนีไม่ได้ตลอดหรอก เพราะปัญหาไม่ใช่ที่เหตุการณ์
แต่มันอยู่ภายในจิต ภายในใจนั้นละ เพราะมันไม่รู้จริง มันถึงยังกลัว
และเพราะกลัว สิ่งนี้จึงไปปรุงเพิ่มในวิบากให้หนักเพิ่มขึ้นไปอีก
ช่วงแรกไม่ยอมรับหรอกนะ ฟูมฟายซะเยอะ
หลายครั้งก็มักจะพูดว่า ขอโอกาสสักครั้งได้ไหม ไม่ซิแค่หนึ่งวันก็ได้ หรือไม่กี่ชั่วโมงก็ได้
ให้ได้รู้จักความรักที่รักตอบนั้นเป็นยังไง ขอไม่นานแล้วจะไม่ขออีกเลย พร้อมที่จะพอ
แต่พอคิดได้ว่ามันเป็นผลที่ต้องรับ ต้องยอมรับ มันก็ไม่อยากจะขอแบบนี้
เพราะตอนเราทำกรรมนี้ขึ้นมา เราก็คงไม่เคยให้โอกาสนี้กับใครเหมือนกัน
ไปๆมาๆ เลยกลายเป็นว่าชอบดูคนอื่นเขารักกันไปแทน เหมือนกลายเป็นผู้ดูความรัก
ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข ได้เห็นความเอื้อเฟื้อผ่านความรักนั้นๆ
โดยไม่คำนึงถึงตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความรักของหนุ่มสาว วัยกลางคนและวัยชร่า
ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้นำเสนอออกมาค่อนข้างดีมาก
ที่เราชอบเป็นพิเศษคือความรักของวัยชรา ความรักในวัยนี้
ไม่ค่อยขึ้นอยู่กับรูปแล้ว และผ่านมรสุมมาเยอะ แต่ก็ยังตั้งยืนอยู่ได้
จึงประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา เต็มเปี่ยม ยิ่งเห็นความรักแบบนี้
จิตจะยินดีได้ง่าย ดีใจไปด้วย เห็นแล้วก็มีความสุข
สุขที่เห็นว่าต่างคนต่างคำนึงถึงอีกฝ่ายมากกว่าตนเอง ทิ้งตนเองไปเพื่ออีกคนได้
จึงน่ายินดีน่าโมทนาร่วมยิ่งนัก ของหนุ่มสาวที่เคยเห็นมาก็มีนะ มีเป็นพักๆ
แต่จริงๆแล้วที่เห็นมาทั้งหมดรักระหว่างชายและหญิงนั้น
จะไม่ทิ้งตนเองไปจริงๆ เพียงแต่จะมีตนเองที่ละเอียดโผล่ขึ้นมาแทน
เรียก รัก แบบนี้ว่า รักที่ขาด อุเบกขา คือยังคงหวังและฝันที่จะฝืนธรรมชาติอยู่
เพื่อตนเองที่ละเอียดนั้นๆ และนั้นละยิ่งรักแบบนี้กันมาก ตัวตนนี้ยิ่งเหนียวยิ่งละเอียด
อุปทานจึงหนัก ทุกข์จึงหนักมหาศาลเมื่อถึงเวลาที่องค์ประกอบของตัวตนนั้นต้องหายไป
ดังนั้น หลายๆครั้ง การดูความรัก ไม่ว่าจะเป็นจากเรื่องจริง หรือจากหนัง
ล้วนทำให้เกิดความสับสนขึ้นในใจเสมอ ในช่วงแรกจะยินดี แต่พอช่วงหลังในความยินดีนั้น
ก็แฝงด้วยความเป็นห่วง เพราะทุกข์มหาศาลก็รอให้จับไปทรมานตนที่เป็นเจ้าของนั้นๆ
แต่อย่างน้อย อย่างน้อย .... ก็ได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า
"การจะรักใครสักคนอย่างมีความสุขอย่างแท้จริงได้นั้น
ต้องเป็นการรักที่ปราศจากตนเองรับความสุข รับผลตอบแทนใดๆ
และนั้นจึงเรียกได้ว่า รักเป็น " :)
ปล. เรารักหนังเรื่องนี้จริงๆนะ >.< ทำเอารับ update space เลยอะ 27 juin ไกลแสนไกลไม่หวั่น... สุดฟ้าก็คงต้องไป... ฉันจะบินไม่ว่าจะร้องเพลงนี้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
กำลังใจก็ยังคงกลับมาและพร้อมจะลุกแล้วลุกอีกซ้ำแล้วซ้ำเหล่า
จะไกลแสนไกลไม่หวั่น จุดหมายจุดนั้นฉันมั่นใจ :)
หวนคิดถึงวันนั้น ฉันจ้องมองท้องฟ้าแสนไกล ขอบฟ้าสิ้นลงตรงไหน มีใครจะตอบคำถาม ก็เหมือนดังกับความฝัน ฉันเฝ้าเพียรทำพยายาม ไม่ท้อแม้ถูกเหยียดหยาม ว่าเป็นเพียงความเพ้อเจ้อ นานานานา... แต่หัวใจก็ยังฝัน จุดหมายจุดนั้นฉันมั่นใจ อย่างน้อยยามไม่มีใคร หัวใจก็ยังมีเธอ ที่ก้าวไปกับใจฉัน สักวันสองเราต้องพบเจอ ไม่ฝันมัวแต่พร่ำเพ้อ ไม่กลัวเป็นไปไม่ได้ นานานานานา... ฉันจะบิน...บินไป ไกลแสนไกลไม่หวั่น ภูเขาจะสูง หรือทางจะชัน ไม่กลัวไม่หวั่นไม่ไหว ฉันจะบินไปหา สุดฟ้าก็คงต้องไป เก็บร้อยความฝันที่มันเรียงราย ให้กลายมาเป็นความจริง... ฉันจะบิน เนื้อเพลงจากบล๊อคคุณ frau 23 juin สัญญาวิปลาส กับ รักอย่างสิ้นหวังจริงๆต้องเตรียมสอนนะบาส
แต่ก็อยากจะมาเขียน มาระบายไว้กับเจ้า space แห่งนี้
คือแบบแหมมันอดใจไม่ไว้จริงๆ
มันเป็นอาการที่เรียกว่าสัญญามันขัดแย้งในตัวเองสูงมากๆ
ใจหนึ่งก็เห็นแล้วว่า ไปแล้วได้วางสิ่งหนักนี้ลงได้แล้ว
แต่อีกใจก็คิดชั้นแบกมันไว้ตั้งนาน แต่ชั้นไม่เคยได้ในสิ่งที่คนอื่นเขาได้กันเลย
แต่ตอนนี้แกจะไปจากฉันแล้วเหรอ มันเลยทั้งทุกข์ทั้งสุขปนเปกันไป
สติก็เกิดขึ้นมาถี่หยิบพอสักพักก็ดำดิ่งลึกลงไป แล้วก็เกิดมาเห็นอีก ไปๆกลับๆ
ถ้าเป็นแต่ก่อนคงร้องไห้ไปแล้ว คือมันจะไปท่าเดียว เพราะสัญญาเก่ามันเชื่อมาตลอดว่า
หากเจอสิ่งประมาณนี้ต้องตอบโต้ไปประมาณนี้
แต่เนื่องจากผลของตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มันเริ่มออกดอกออกผล
สัญญาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันเห็นแล้วว่า ก็แบกมาตลอด
ของตอบแทนได้มามีแต่ทุกข์ทม มาตอนนี้ได้วางแล้วจะเสียใจอะไรอีก
พอเห็นดังนี้ก็โล่ง แต่สักพักก็มีอีกเสียงดังขึ้นมา คนอื่นเขาได้ของตอบแทน
การแบกไว้ทั้งนั้น ทั้งหินที่หอมหวล หินที่สวยงาม หินที่สว่างไสว
แต่แกสิ กำลังจะทิ้งหินนี้ไป โดยที่หินนี้ยังไม่ได้ให้ผลตอบแทนอะไรกะแกเลย
อีกเสียงก็ดังขึ้นมา แล้วจะไม่ให้กูทิ้งได้ยังไง ในเมื่อหินเขาจะไปแล้ว ถึงเวลาแล้ว
เออ กูก็เสียดายเสียใจที่ไม่เหมือนชาวบ้าน ชาวช่องเขา กูก็มีหวัง กูก็มีฝัน
แต่ทำไงได้ หินเขาต้องไป และก็ไม่ใช่วิสัยของกูเลย ที่จะไปยื้อแย่งหินจากใคร
เนี่ย...ไอ้สามเสียงนี้ก็วนกันไปวนกันมาสนุกสนาน
เราชอบไอ้เสียงที่สาม ชอบยังไง ชอบตรงการที่มันมีวิสัยไม่ยื้อแย่ง
มันมีวิสัยรักศีลข้อ 3 ยิ่งนัก คือต่อให้รักใครมากเท่าไร แต่หากรู้ว่าเขามีเจ้าของแล้ว
มันวางลงเลย มันไม่เอาเลย ซึ่งไอ้เสียงนี้ก็ฉลาดนะ มันสัมผัสได้ด้วยว่าใครมีใครไม่มี
ถึงแม้มันจะไม่ทราบความจริงด้วยตาด้วยหู แต่มันสัมผัสได้ด้วยใจ และมันก็จะเริ่มวางของมันเอง
โดยแม้แต่เราเองก็ไม่ทันสังเกตเห็น นึกว่าเป็นด้วยเหตุอื่น
แต่มาวันนี้จึงได้เข้าใจ เกลียดอินเตอร์เน็ทก็ตรงนี้ โทษของความสงสัยที่ขาดสติก็หนักขนาดนี้
เอาจริงๆ นะ ตลอดชีวิตนี้ เรายังไม่เคยเห็นความสงสัยที่ขาดสติ ความสงสัยที่ไร้สาระใดๆ
จะมีประโยชน์ขึ้นมาเลย เว้นแต่จะรู้ทันมัน ก็จะมีประโยชน์ตอนนั้นเพราะจะได้เห็นไตรลักษณ์
แต่ก็ดีนะได้ทราบด้วยตาแล้ว มันจะได้ยอมรับอย่างไร้เหตุผลโต้แย้งซะที
ก็ดีนะจะได้ดูความเศร้าไป ก็ดีนะจะได้ดูต่อไปว่าที่เศร้านะไม่ใช่ใคร ก็เพราะเพื่อตนเองโดยแท้
สักพักก็ดีนะ เออ มันเบาแล้ว มันหมดหวัง มันสิ้นหวังแล้ว ไม่มีตน ไม่มีเราใดๆ จะไปฝันจะไปหวังอีกแล้ว
คงเริ่มเห็นความบ้าของสัญญาที่โต้แย้งกันไปมา
ก็จะขอโยงกับเรื่องที่แล้ว คือ การ "ยอมรับว่าไม่รู้อะไร"
ในที่นี้จุดประสงค์หนึ่ง คือ อยากจะให้ยอมรับไปตรงเลยๆ ว่าสัญญาเก่านั้นวิปลาส เป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด
ที่มันคิดว่ารู้อารมณ์ รู้สภาวะนี้มาก่อนแล้ว เอาเขาจริงนั้นมันวิปลาส ไม่ได้ๆต้องมาเริ่มรู้ใหม่ทั้งหมดเลย เริ่มใหม่ทุกวัน เป็นเด็กทารกทุกวัน
บทความนั้นจึงไม่ได้หมายถึง ว่าที่รู้ๆมา นั้นเห็นผิดเพราะกิเลสหลอก เห็นเพราะความอยาก จึงได้รู้อย่างผิดๆ ให้ยอมรับ
แต่จะสื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เคยรู้นั้นยังไม่รู้จริงๆ เพราะความดื้อคิดว่ารู้แล้วๆไปเอง ซึ่งไอ้รู้แล้วๆนั้นมันวิปลาส เชื่อไม่ได้
และนั้นละ จึงทำให้ติดอยู่ในเรื่องเดิมๆ เสื่อมในเรื่องเดิมๆ
ส่วนเรื่องอยากดี อยากเห็น อยากรู้ นั้น ถ้าได้เห็นว่าการรู้คือหน้าที่ มันจะหายอยากของมันเอง
ถ้าได้เห็นความน่ากลัวของบุญมันก็จะหายอยากของมันเอง
แต่กว่าจะเห็นได้นี้ก็ฝึกตนซะเยอะ
ซึ่งจริงๆตอนเริ่มฝึกความคิดหนึ่งเลยนะที่อยู่ในหัวคือ
คู่ของเราบางทีจะต้องเป็นคนดีมากๆ ภูมิธรรมสูงมากๆ
ฉันต้องทำของฉันไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเมื่อภูมิธรรมเราเท่ากัน
เราได้มาอยู่ในภูมิเดียวกับเธอ เราคงจะได้เจอเธอ
เออ..คือมันเริ่มเพราะอยากนั้นละ
แต่สุดท้ายนะ ทำก็มาตั้งเยอะขนาดนี้
ทำดีก็เน้นทำไปเรื่อยๆ สิ่งตอบแทนไม่ต้องไปหวัง
แถมได้รับแต่ทุกข์กลับมาทั้งนั้น แต่มันก็ยังเชื่อว่ายังไงก็ต้องทำ
เหมือนคนบ้าก็ไม่ปาน เขาทำลายตนซะขนาดนั้น
ก็ยังไปช่วยแล้วก็โดนทำลายกลับมาอีกก็มี
ช่วยเสร็จไม่เห็นหัวก็มี โดนมาหลากหลายรูปแบบ
แต่มันก็ยังตรอกย้ำว่า ยังไงๆ ก็ต้องทำ
ไอ้ความอยากดีมันก็ลดลงไป เพราะก็ทำแล้วไม่เห็นมันจะได้ดีเหมือนตอนอยากให้ทำ
ความอยากก็เลยต้องหายไป สุดท้าย มันเหลือแต่คำว่า "หน้าที"
การดูกายดูจิตก็เหมือนกัน ดูไปๆ เจอแต่ทุกข์อึดอัดแทบตายก็มี
ลำบากลำบน เห็นแต่การเสื่อมก็มี ทำแล้วโดนดูถูกก็มี
ทำแล้วแปลกแยกออกมา ทำให้โดดเดียวก็มี เห็นแต่ทุกข์ก็คุยได้แต่เรื่องทุกข์
เรื่องสุขๆ ก็สุขที่ไม่ใช่ทางโลก สุดท้ายก็คุยกับใครไม่ได้อีก หรือไม่ก็
คุยได้เฉพาะตอนเขาอ่อนแอหนักๆ ทุกข์หนัก ถึงคุยได้
เออ...ไปๆมาๆ หากเป็นเรื่องไร้สาระ และไม่จำเป็นต้องทำให้บรรยากาศมาคุหายไป
ก็นั่งเงียบๆ อยู่คนเดียวสบายๆ เหงาๆก็มี ทั้งๆที่แต่ก่อนคุยแต่เรื่องไร้สาระ
ไปๆมาๆ ไม่เห็นว่ามันจะดี มันจะสุข มันจะรวย มันจะมีลาภ มีคู่
อะไรเกิดขึ้นมาอย่างที่อยากไว้ในตอนแรกเลย ไปๆมาๆ ทำให้ไร้คู่อีก
ไอ้บ้านี้คุยแต่เรื่องทุกข์ เจอมันนี้ฉันต้องทุกข์ ตอนสุขอย่าไปหามัน
มันเอาแต่ทำให้เห็นว่า ก็ เออ...ไอ้สุขนั้นละทุกข์ บ้าไปแล้ว
สุดท้าย ความอยากก็หายไปอีก แต่กลับยังคงทำต่อไปเรื่อยๆ
ไม่รู้เพราะอะไร แต่เห็นชัดแล้วว่านั้นคือ "หน้าที่"
คือ สุดท้ายมันเห็นแล้วว่า ตอนนี้ได้เริ่มพัฒนาจากปุถุชนเป็นชักโครกแล้ว
คือ สามารถระบายทุกข์ได้ด้วยตนเอง ทั้งทุกข์หนัก ทุกข์เบา
และยังระบายทุกข์ให้คนอื่นได้ด้วย
คนอื่นจะมาหาชักโครกนี้ก็ต่อเมื่ออยากเบาอยากสบาย
เพราะกำลังทุกข์ กำลังหนักอยู่ แต่พอปลดปล่อยได้แล้ว
หรือตอนที่มีความสุข คงไม่มีใครอยากจะไปยุ่งกับไอ้ชักโครกนี้
แถมบางทีไอ้ชักโครกนี้ก็สกปรกอีก บางครั้งส้วมตันก็มี
กลายเป็นที่รังเกียจยิ่งนัก
เจ้าชักโครกก็ต้องพัฒนาและปรับปรุงไปเรื่อยๆ
เพื่อให้เป็นชักโครกที่ดี และแน่นอนปกติแล้วในหนึ่งห้องน้ำ
คงไม่จำเป็นต้องมีชักโครกคู่กัน มีแค่อันเดียวก็พอ
โอ้ ชีวิต ของคุณชักโครก
แต่ถึงกระนั้น ชักโครกเองก็ยังทำดีเป็นที่ระบายความทุกข์ต่อไป
ทั้งของตนเองและผู้อื่น ปรับปรุงตนให้มีระบบที่ดี สะอาดสะอ้าน
ให้น่าใช้ เพื่อมารองรับขี้ แล้วก็โดนจากไป ซ้ำแล้วซ้ำเรา
ถ้ามองในมุมมองของคนอื่น ก็คงสงสัยชักโครกทำไปทำไม
แต่ถ้ามองในมุมมองของคุณชักโครก
ก็เพราะผมเป็นชักโครก นั้นคือหน้าที่ของผม
หน้าที่ของผมไม่ได้มารองรับเพชรนิลจินดา
คำพูดหวานๆ ความสุขมากมาย
หน้าที่ของผมคือ ช่วยคนที่มีความทุกข์
เพราะผมเองก็ทุกข์มาก่อน เคยเจอมาก่อน
ผมรู้ว่ามันทรมานขนาดไหน ที่ปวดหนักแล้ว
มองซ้ายแลขวา ก็ไม่มีชักโครกอยู่แถวนั้นเลย
ผมรู้ดีว่าการขี้แตก และนอนถามกลางกองขี้นั้น ทุกระทมขนาดไหน
ผมเห็นทุกคนที่ผมได้ช่วยไป ไม่ต่างอะไรกับการได้เห็นอดีตตนเอง
มันไม่จำเป็นหรอกว่าผมจะได้อะไรตอบแทน มันไม่จำเป็นหรอกว่าจะมีใครมาดูแลทำความสะอาดผม
แต่มันจำเป็นที่ว่าผมได้ช่วยคนๆหนึ่ง ที่ไม่ต่างกับตัวผมในอดีตให้ได้หลุดพ้นออกมา
ได้ทำหน้าที่อันสมควรทำ ผมรู้แค่นั้น ถึงแม้ว่าผมจะหนีได้
ผมเลือกที่จะเป็นห้องน้ำสำหรับคนไม่กี่คนได้
แต่ผมก็เลือกที่จะเป็นห้องน้ำโรงเรียน ห้องน้ำในห้างที่สกปรก เพื่อช่วยคนให้ได้มากที่สุด
และตัวผมเองก็ต้องพัฒนาให้เป็นชักโครกที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ใช่เพื่อตัวผม แต่เพื่อคนอื่นๆ ที่จะเข้ามาใช้ชักโครกนี้
ผมเพียงต้องการจะบอกพวกเขาว่า พวกคุณรู้ไหม แต่ก่อนผมไม่ใช่ชักโครกหรอกนะ
ผมเป็นคนๆ เหมือนพวกคุณนี้ละ นั้นก็หมายความว่าพวกคุณก็เป็นอยางผมได้นะ
พวกคุณพึ่งตัวเองได้นะ และไม่เพียงแต่พึ่งตนเองได้พวกคุณยังเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้
แต่สิ่งตอบแทนไม่มีหรอกนะ ที่คุณจะได้ก็มีแต่ขี้ทั้งนั้น คุณจะไม่ได้อะไรนอกจากนี้
ให้คุณสิ้นหวังกับสิ่งตอบแทนสำหรับตัวคุณได้เลย
แต่สิ่งที่คนอื่นจะได้นะ คือความสุขที่พวกเขาได้ปลดปล่อยทุกข์ออกมา
สีหน้าและท่าทางแห่งความสุขของพวกเขา
และพวกเขาบางคนยังสามารถจะเจริญรอยตามคุณ
เป็นที่พึ่งให้กับคนอื่นๆได้อีกด้วย
นั้นละคือสิ่งที่คุณจะได้เห็นจากการทำหน้าที่เป็นชักโครกนี้
จะไม่มีความหวังอะไรมาทำร้ายคุณได้อีก
เพราะคุณสิ้นหวังแล้ว สิ้นภาระที่ไร้สาระแล้ว
ไม่ต้องชะเงอฝ้าคอยอะไรนอกจากขี้ ไม่มีภาระต้องรอ ต้องผิดหวังอีกแล้ว
เหลือเพียงหน้าที่อันพึงกระทำ
ไม่ใช่เพื่อตนเองอีกต่อไป แต่เพื่อคนอื่นอย่างแท้จริง
.
.
.
อ่านมาถึงตรงนี้ หากคุณเริ่มเข้าใจคุณชักโครก เห็นถึงความสุข ความอิสระของเขา
และคุณเริ่มรู้แล้วว่าคุณเองก็เป็นชักโครกได้ เมื่อนั้น
คุณจะเข้าใจว่า คำว่า รักอย่างสิ้นหวัง นั้นมีค่าแค่ไหน
และเมื่อได้ยินคำว่า สิ้นหวัง แล้วคุณรู้สึกแย่ ตอนนั้นละ คุณก็จะเข้าใจว่าตำว่า สัญญาวปลาส นั้นคืออะไร :)
.
.
.... (แต่ก่อนร้อวไห้ เดียวนี้ไม่ร้องทำตัวมีประโยชน์ ชักโครกที่ดี ชักโครกปรับปรุง ^^ )
20 juin ฝันดี น้าน นาน มาสักทีเมื่อวานดีใจ๋ ดีใจ ได้มีโอกาสคุยกับสาวสวย แบบไม่ทันรู้ตัว เพราะเรื่องงานของเขา
ปกติแล้ว กรรมมักจะดลบันดาลลิขิตให้มาเจอ มาอยู่แต่กับกลุ่มผู้ชาย
ตั้งแต่มัธยมยันจนโต แม้สถานที่ สิ่งแวดล้อมนั้นผู้หญิงจะเยอะอย่างไรก็ตาม
และ แม้จะเจอสาวน่ารักที่แอบปลื้มเป็นพิเศษมาก็หลาย
แต่อย่าหวังว่าจะมีความกล้าเข้าไปคุย ก็แอบปลื้มอยู่อย่างนั้นละ
แล้วเป็นคนโชคดีอย่าง หากไม่วิ่งเข้าหาเรื่องแนวนี้ เรื่องแนวนี้ก็ไม่เคยเข้าหาเอง
แต่....แต่ เมื่อวานได้คุย ได้คุย หุหุ
ก็ดีใจไปนะน้าน นานที ส่วนเรื่องไปจีบเหรอ
ระหว่างคุยกัน จิตเขาก็ตื่นมารู้ทันความสวย การคุยอย่างน่ารักเป็นระยะ
สักพักก็ฟุ้งไปถึงความน่ากลัวของความรัก ความกลัวที่จะไม่โดนรัก
ก็เห็นก็รู้นะ และเพราะรู้ตามความสวยนี้ละ มันจึงไม่ปรุงต่อไปถึงอะไรมากกว่านั้น
และเพราะด้วยความกลัวที่จะไม่โดนรักนี้ละ ที่เป็นวิบากติดตัวมา
หากรู้ทันก็คงมีความรักได้อย่างปกติคนในโลก
แต่จากที่สังเกตแล้ว มันจะทันช่วงแรกๆ พอช่วงหลังๆ
จิตเริ่มปรุงอุปทานหนักขึ้น และปล่อยปะละเลยที่จะรู้ลงปัจจุบัน
ก็จะโดนไอ้ความกลัวที่จะไม่โดนรักนี้ละ เล่นงานซะจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
และที่สำคัญด้วยกฏของภพชาติ จิตคิดยังไง มันก็จะเจอแบบนั้น ซ้ำซาก ซ้ำซาก
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ทำไม คุยกับสาวสวยวันนี้ จึงมีความคิดตัวนี้ฟุ้งขึ้นมาอีก
ประมาณว่า จะเอาเหรอ จะเอาเหรอไม่เข็ดใช่มั้ย ตบกลิ้งเลย 55+
แต่เรื่องราวยังไม่จบเท่านั้นสำหรับฝันดี๊ดี
เพราะวันนี้ตื่นมาตี 4 พร้อมโทรศัพท์ที่แบตไม่มี
เนื่องจากใช้เปิดดูทีวีและหลับก่อนรายการที่ดูอยู่อีกแล้ว
ก็เลยมาเขียน space ที่ร่างไว้ให้เสร็จ แล้วก็ไปนอนตอนตี 5 ครึ่ง
และ....และ ในช่วงเวลาที่หลับฝันก่อนตื่นมา 7 โมงครึ่ง นั้นเอง
เราฝันว่ามีแฟน 55+ ฝันว่ามีแฟน ยังจำหน้าคาตาของแฟนได้ดี
ประมาณว่า โอ้ คุณไตรภพ ฝันที่เป็นจริง (คนละคนกะสาวสวยนะ)
ในฝันก็ดีใจนะ จำได้ว่าทั้งคู่จับมือกันและกันไม่ปล่อยเลย
และก็มีหยอกล้อเล่นกันเป็นระยะๆ เหมือนแฟนกันทั่วไป มีความสุ๊ข มีความสุข
และสุดท้ายของฝันนี้เธอก็ปั้นจักรยานจากไป
พร้อมกับที่เราตะโกนเรียกชื่อเธอตามหลัง ที่น่าตกใจก็คือ
น้องสาวเธอกระโดดลงมาจากจักรยาน ซึ่งตอนนั้นเองเริ่มได้สติ
เธอไม่มีน้องสาวนี้หน่า แล้วน้องสาวเธอก็เดินมาหาเราแล้วก็บอกว่า
จบสายศิลป์นิ ไม่ใช่สายวิทย์ ?????? งง งง
แล้วความฝันก็ชักจูงไปให้เดินไปนั่งกินจิ้มจุ่มกับพี่ๆเพื่อนๆ อาจารย์
ซึ่งพอเหงยหน้ามาเจออาจารย์ทั้งหลายเท่านั้นละ สติเกิดเลย
เพราะปกติในที่ทำงานจะฝึกเจริญสติ เลยได้หน้าอาจารย์เป็นคนปลุก
ว่านี้ "ความฝัน" แล้วก็ลืมตาตื่นตอนนั้นเอง
แต่ตื่นมายังอมยิ้มอยู่เลย เพราะภาพนั้นชัดมาก ดีใจ๋ดีใจ ฝันดีจะมาสักที บาสมีแฟน บาสมีแฟน
แต่ความจริงของฝันดีก็โผล่ตามมาเสมอ ว่าฝันดีนั้นนานนานมาที
และจะไป ก็ไปรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้แต่ความทุกข์ในความไม่พอในฝันดีนั้นๆ
และความจริงที่ตรงข้ามกับฝันดี
แต่....แต่ หากรู้ทันนะ ก็จะนั่งอมยิ้มได้ และบอกในใจว่าได้แค่นี้ก็พอแล้วก็ดีถมแล้ว
ใช่ว่าเขาจะยอมฝันแบบนี้บ่อยๆ หุหุ >.<
ฝากเพลงไว้ฟังประกอบ กัน หุหุ
เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์
ยอมรับเถอะว่า ไม่รู้อะไรเลยในที่สุด ในที่สุด ความดิ้ออีกอย่างก็ได้เห็นหน้าคาตากัน
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักโกรธ
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักอยาก
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักหลง
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักการแพ้ตนเอง แพ้กิเลส
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักการชนะตนเอง ชนะกิเลส
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักโทษของเหล่ากิเลส
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักความอึดอัด
คิดมาตลอดว่าตนเองนั้นรู้จักความเบาสบาย
คิดมาตลอดว่าตนเองรู้จักความไม่รู้
แต่จริงๆ แล้วไม่เลย ไม่เคยรู้อะไรจริงๆเลย
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่คิด คิด และคิด
แล้วก็เชื่อเอาเอง เชื่อเอาเอง
เชื่อถูกก็ดีไป เชื่อผิดก็แย่นาน
เพราะไม่ยอมรับว่า ไม่รู้อะไรเลย
มันจึงไม่ยอมที่จะรู้ ที่จะรู้จัก เพราะคิดว่ารู้แล้ว รู้จักแล้ว
รู้จริงหรือ แน่ใจหรือ ว่ารู้ ตอบได้อย่างชัดๆหรือไม่ ว่าโกรธคืออะไร
อาการที่กำลังอิน กำลังหลงนั้นๆ อยู่คืออะไร
ถ้ามันรู้จริงๆ มันยังจะเอาหรือ มันยังจะเป็นหรือ
เพราะรู้จักไฟว่าร้อน จึงไม่มีใครไปจับ
เพราะรู้ว่าหินนั้นหนัก จึงไม่แบก
ถ้ารู้จักอาการหลง อาการอินจริงๆ แล้วทำไมยังไปจับ
ยอมรับเถอะว่าไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรเลย
มันจะได้มารู้ มาเห็นตามจริง เห็นลงปัจจุบัน
ปัจจุบันจริงๆ ปัจจุบันที่เร็วกว่าเศษเสี้ยววินาที
ปัจจุบันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ยอมรับเถอะว่า แม้แต่รู้ลงปัจจุบัน ก็ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
อะไรคือความไม่รู้ ก็ไม่รู้ ก็ไม่รู้
"มันจะได้มารู้กันซะที มันจะได้มาเห็นกันซะทั"
ไม่ใช่เพราะกำลังทุกข์สุดๆอยู่ แล้วก็เชื่อว่านี้ไงฉันทุกข์ทุกข์จะแย่แล้ว ฉันรู้ ฉันรู้
ไม่ใช่เพราะกำลังสุขสุดๆอยู่ แล้วก็เชื่อว่านี้ไงฉันสุขจะแย่แล้ว ฉันรู้ ฉันรู้
ก็เพราะเอาแต่คิดไปเองว่าฉันรู้ ฉันรู้ มันจึงยังมีฉันไปเอา ไปถือ ไปแบก อยู่นั้นละ
ไม่ใช่เพราะกำลังหลง กำลังอิน อย่างสุดๆอยู่ แล้วก็เชื่อไปเองว่า ฉันรู้ไม่ได้ ฉันรู้ไม่ได้
แล้วก็เลือกที่จะอิน จะหลงแบบสุดๆ โดยไม่เคยจะให้โอกาสได้รู้จักอาการเหล่านี้เลย
ไม่เคยได้รู้จักไฟที่ร้อนแรงเหล่านี้เลย ก็เลยไปจับไปให้มันเผาซ้ำ เผาซาก
จะหลง จะอิน จะบ้า จะบอ ก็ให้โอกาสได้รู้หน่อย ให้มันขาดเป็นช่วงๆบ้าง
ให้มันได้เห็น ได้รู้จักบ้าง อยากจะบ้าก็บ้าไป แต่ระหว่างที่บ้าขอเวลาไม่มากมารู้สักนิดหนึ่งได้หรือไม่
แค่นิดหนึ่ง อยากน้อยให้ได้รู้จัก อยากน้อยให้ได้เห็นว่า ไม่รู้จักอะไรเลย
เหมือนทาสโดนสั่งให้ไปทำร้ายตนเองก็ไปทำ ไม่รู้ว่าคำสั่งนั้นดีไม่ดี รู้อย่างเดียวสั่งปั๊ปทำปุ๊ป
นี้ละคน ทาสผู้ซื่อสัตย์ต่อคำสั่ง เพราะแม้แต่คำสั่งคืออะไรก็ไม่รู้ แต่ทำได้ทันที แล้วก็ยังคิดว่ารู้
"ยอมรับเถอนะว่าไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้แม้แต่ความไม่รู้ มันจะได้มารู้ มารู้สักที รู้ถึงทุกอย่าง รู้ถึงแม้ความไม่รู้" 6 juin จิตวิทยาแห่งการอยู่คนเดียวได้มาจากเมล์ของพิก ขอบคุณมากๆอีกครั้งคับผม :)
เห็นว่ามีประโยชน์มาก และตัวเราเองก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยอ่านบทความนี้
มาก่อนจากที่ไหน และนานแค่ไหน แต่รู้ว่าเป็นกำลังใจมากๆ
และรู้เพียงว่าบทความนี้ ได้บอกความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ให้โอกาสตนเองพิสูจน์
เพราะเป็นสิ่งที่ขัดกับความเชื่อเดิมอย่างรุนแรง อย่างตรงกันข้าม
ดังนั้นการที่จะให้โอกาสตนเองได้พิสูจน์ความจริงนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง
แต่ก็เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง ผลตอบแทนจึงล้ำค่ามหาศาล
อย่างน้อยๆ คนที่เลือกที่จะให้โอกาสพิสูจน์ความจริงนี้
จะเข้าใจว่า คำว่า "รัก" นั้นหมายถึงอะไร ทั้งยังแจ่มแจงมากกว่า
คนที่ไม่เคยให้โอกาสพิสูจน์ยิ่งนัก ยังไม่นับรวมกับความเข็มแข็ง
ความอดทน และความเด็ดเดี่ยวมหาศาล ที่เป็นวิบากซึ่งจะได้รับมา
ในระหว่างการเดินเส้นทางนี้
เส้นทางนี้จึงคุ้มค่ายิ่งนักสมกับความยากหากจะเลือกเดิน :)
จิตวิทยาแห่งการอยู่คนเดียว ไชย ณ พล เรื่องการคบคนอื่นนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างเฉียบขาดมาก พระพุทธองค์ตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากเธอหาคนที่ดีกว่าเธอ หรือดีเสมอเธอคบไม่ได้แล้วไซร้ เธอพึงท่องเที่ยวไปแต่เพียงลำพังผู้เดียว เสมือนนอแรด ยังประเสริฐกว่าการคบคนพาล เพราะการคบคนพาลย่อมนำไปสู่วิบัติโดยแท้" เอกบุรุษและเอกสตรีทั้งหลายย่อมเคยมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวและชื่นชมกับการอยู่คนเดียวทั้งสิ้น ถ้าไหน ๆ จะต้องอยู่คนเดียวแล้ว ตอนต่อไปเราลองมาดูกันว่า จะอยู่คนเดียวอย่างไรให้เป็นสุข ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ความรักนั้นเป็นอย่างหนึ่ง การมีคู่เป็นอย่างหนึ่ง มิได้หมายความว่าเมื่อไม่มีคู่แล้วจะไม่มีความรัก หามิได้เลย คนอยู่คนเดียวนั้น ก็อาจมีความรักได้ และความรักอาจยิ่งใหญ่กว่าคนมีคู่ด้วยซ้ำ ในขณะที่คนมีคู่นั้น ความรักจะต้องกระทบกับความต้องการที่แตกต่าง ผสมกับอารมณ์ข้างเคียงอันเกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่ลงตัวนานาประการ หรือมีข้อจำกัดด้วยอุปสรรคและปัญหาในการดำรงชีวิตนานา ความรักที่เคย เต็มร้อยของคู่ในขณะที่เป็นแฟนกัน พอมาใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากัน รักเต็มร้อยก็อาจจะเหลือน้อยลง บางคู่เหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์ก็มี บางคู่ก็หมดหดหายไปเลย ต้องหย่าร้าง แยกทางกัน บางคู่ต้องติดลบ กลายเป็นศัตรูกันไปก็มี ดังนั้น เกมแห่งชีวิตคู่นั้นใช่จะสวยหรูเสมอไป มีแพ้ มีชนะ มีเสมอตัว เหมือนเกมแห่งชีวิตทั่วไป แต่ร้ายกว่าเกมอื่น ๆ ตรงที่เกมชีวิตคู่เป็นเกมแห่งหัวใจ เมื่อขาดทุนก็เสียที่ใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของชีวิต ถ้าชนะก็ได้ใจและอาจจะประมาท อันอาจเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ได้ในอนาคต แต่การอยู่คนเดียวไม่ต้องมีอัตราเสี่ยงเหล่านี้ คนอยู่คนเดียว จึงได้เปรียบคนที่มีคู่สามกรณี คือ ๑. ความรักของเขาย่อมไม่เจาะจงบุคคล จึงเป็นความรักที่กว้างขวางยิ่งใหญ่กว่า ๒. ความรักของเขาย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยความต้องการอารมณ์หรืออุปสรรคมากมายเหมือนคนคู่ จึงหมดจด สะอาดกว่า ๓. ความรักของเขาย่อมไม่อยู่ในเงื่อนไขหรือพันธะผูกพัน จึงมีอิสรภาพแห่งหัวใจและเป็นสุขกว่า ในที่สุดคนที่อยู่คนเดียว ถ้าเห็นคุณค่าและโอกาสของตน และฉลาดในการใช้โอกาสนั้นสร้างคุณค่าแล้ว ย่อมได้ประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ชีวิต จิตใจ ดังนั้น จึงควรเรียนรู้จิตวิทยาการอยู่คนเดียว ดังนี้ หลักการอยู่คนเดียวให้เป็นสุข ก่อน อื่นควรเข้าใจก่อนว่า การเลือกอยู่คนเดียว มิได้หมายความว่าอยู่อย่างเดียวดาย ไม่ข้องเกี่ยวกับใคร แต่การอยู่คนเดียวหมายความว่าเลือกชีวิตที่เป็นไทแก่ตน ไม่ต้องการคู่ใด ๆ มาครอบครองตน และตนก็ไม่ต้องการครองใคร ขอเป็นอิสรชนที่รับผิดชอบตัวเอง ท่ามกลางชีวิตอันหลากหลายในโลกกว้าง การกระทำเช่นนี้ เหมาะกับบุคคลที่เป็นหรือประสงค์จะเป็นเอกบุคคล หรืออิสรชนผู้เป็นใหญ่ในตนอย่างแท้จริง ซึ่งบุคคลที่จะกระทำเช่นนี้ได้สำเร็จ ต้องมีกุศลโลบายอันเหมาะสมสามประการ คือ ๑. ตัดใจจากสัญชาตญาณดั้งเดิม ๒. เติมใจด้วยความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า ๓. ตั้งใจชำระจิตให้หมดจด มั่นคง ซึ่งแต่ละกุศลโลบายมีรายละเอียดที่ควรเข้าใจและปฏิบัติดังนี้ การตัดใจจากสัญชาตญาณดั้งเดิม สัญชาตญาณดั้งเดิมที่ทำให้มนุษย์ต้องการคู่ คือสัญชาตญาณด้านกามารมณ์ และสัญชาตญาณแห่งการพึ่งพิง ซึ่งเอกบุคคลต้องละให้ขาดไปจากใจ การตัดสัญชาตญาณด้านกามารมณ์ สามารถกระทำให้ขาดไปได้ ด้วยการพิจารณาถึงภาวะบีบเค้น ความเสื่อมเสีย และภัยต่อเนื่องจากกามารมณ์นานาประการ อาทิเช่น กามารมณ์เป็นภาระ แค่คิดก็เริ่มหนักใจแล้วทั้งในด้านการแสวงหา ความสอดคล้องกับความต้องการ บางครั้งต้องยอมสูญเสียสิ่งมีค่ามากมาย เช่น ศักดิ์ศรี เงินทอง เวลา สติปัญญา เพื่อให้ได้มาซึ่งกามารมณ์นิดเดียว กามารมณ์ เป็นของเผ็ดร้อน เมื่อรู้สึกก็เริ่มร้อน เมื่อแสวงหาอยู่ก็รุ่มร้อน เมื่อเสพอยู่ก็เร่าร้อน ครั้นเสพแล้วเสมือนว่าความร้อนจะดับ แต่เดี๋ยวก็ร้อนอีกและกลับร้อนมากกว่าเดิมด้วย กามารมณ์เป็นความบีบเค้น เมื่อต้องการก็บีบใจให้รวนเร เปราะบาง กลวงใน ขาดความจริงใจ รู้สึกแปลแยกกับผู้ที่เราต้องการเสพกามด้วย ไม่สนิทใจเหมือนความรักปกติ ครั้นเสพกามอยู่ประสาทก็ถูกบีบ สมองก็ถูกบีบ กล้ามเนื้อก็ถูกบีบ จิตใจก็ถูกบีบ จึงทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เกร็ง กระด้าง ปรวนแปร แม้รังสีทิพย์ก็หดหายไป สติปัญญาเลอะเลือน กามจึงนำความเสื่อมเสียมาให้ชีวิตจิตใจมากทีเดียว กามารมณ์ทำให้ สังคมยุ่งเหยิง ความสำส่อนสับสน เศร้าโศกเจ็บแค้น ความปวดร้าวในความสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตคู่ ก็มักมาจากความมักมากในกามารมณ์เป็นเหตุสำคัญ กามารมณ์เป็นภัยต่อเนื่อง คือยิ่งเสพก็ยิ่งมีมาก ไม่อาจหายได้เพราะการเสพ แต่หายได้ด้วยการตัดใจ ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีอยู่สองสิ่งในโลกนี้ ที่ไม่อาจระงับได้ด้วยการเสพ สองสิ่งเป็นไฉน คือ กามหนึ่ง การหลับหนึ่ง" ทั้ง กามและการหลับยิ่งเสพจะยิ่งมีมาก กล่าวคือ ยิ่งเสพกาม ก็ยิ่งกระหายกาม และยิ่งนอนก็ยิ่งง่วง ซึ่งเกือบทุกคนเคยมีประสบการณ์เหล่านี้มาบ้างแล้ว จริงอยู่ว่า กามารมณ์เป็นสัญชาตญาณดิบของสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์และเทวดา แต่ผู้ที่ประสงค์ความเป็นไท มุ่งสู่ความประเสริฐ ย่อมตัดใจการกามเสีย เมื่อตัดกามารมณ์เสียได้ จึงหลุดพ้นจากอำนาจดึงดูดของเพศตรงข้าม เป็นอิสระในตนโดยสมบูรณ์ เมื่อนั้นก็จะอยู่เหนือเพศทั้งปวง พระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์จึงไม่มีเพศ รองลงมาคือพรหมก็ไม่มีเพศ เพศจะมีเฉพาะในเทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต และสัตว์นรกเท่านั้น โดยเฉพาะในสัตว์ ยิ่งต่ำมากก็มีเพศมาก สัตว์เซลเดียวบางชนิดมีเพศ ๒ เพศในตัวเองเลย คือมีทั้งเพศผู้ เพศเมีย จะเสพเมื่อไหร่ก็ผสมได้ทันที แต่เมื่อพัฒนาอยู่ในระดับวิวัฒนาการที่สูง กามารมณ์ก็ยิ่งน้อยลง จนสูงที่สุดย่อมไร้กามารมณ์ ก็เพราะละกามารมณ์ ได้นั้นแหละ จึงพัฒนาตนให้สูงส่งได้ เนื่องจากกามเป็นเหตุแห่งความพัวพัน ความอ่อนแอ และความเสื่อม ประสิทธิภาพของระบบประสาท จิตใจ และสภาวะทิพย์นานาประการ ดังนั้น ถ้าจะอยู่คนเดียว เพื่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องตัดใจละกามเสียให้เด็ดขาด ในช่วงที่ยังเด็ดไม่ขาด ก็อยู่ให้ห่าง ๆ เพศตรงข้ามไว้ จะปลอดภัยดี การตัดสัญชาตญาณด้านการพึ่งพิง สัญชาตญาณการพึ่งพิง เป็นสัญชาตญาณแห่งความอ่อนแอของบุคคลที่ยังไม่สมบูรณ์ในตน การตัดสัญชาตญาณในเรื่องนี้ได้ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ถึงความเป็นจริง และความเหมาะควร ๓ ประการ คือ ๑. ก็หากต่างคนต่างก็ต้องการพึ่งพิงกันอยู่ ต่างหวังพึ่งพิงกันไป หวังพึ่งพิงกันมาแล้ว ใครจะเป็นที่พึ่งให้แก่ใครได้อย่างแท้จริง ก็ใครจะเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้อื่นอย่างแท้จริงได้เล่าในเมื่อเขาก็ยังต้องการ พึ่งพิงผู้อื่น หากจำเป็น ก็เป็นที่พึ่งที่ดีสมบูรณ์ไม่ได้ ในที่สุด บุคคลที่เป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราก็คือตัวเราเอง ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ตนนั่นแหละคือที่พึ่งแห่งตน" ดังนั้น...พอที ไททั้งหลายอย่าหมายแขวนตน ไว้กับคนอื่นหากเขาก็ยังทุกข์ ย่อมนำเราสะอื้นจงตั้งมั่นหยัดยืน ด้วยลำแข็งแห่งตน ๒. การหวังพึ่งพิงผู้อื่นทำให้เราตกเป็นทาสเขา ต้องคอยเอาอกเอาใจ กลัวความรู้สึกเขา ระแวงว่าเขาจะไม่ชอบเราด้วยเหตุนั้น ด้วยเหตุนี้ เป็นทุกข์อยู่ทุกขณะ เหมือนพระจันทร์ที่ต้องคอยแสงพระอาทิตย์อยู่เสมอ และกลัวว่าพระอาทิตย์จะจากหายไป ไม่ส่องแสงมาให้ตน ๓. การพึ่งพิงผู้อื่นทำให้เราไม่สมบูรณ์สักที เพราะมีปัญหาอะไรก็คอยพึ่งผู้อื่นอยู่เรื่อย เสมือนเด็กไม่รู้จักโต แต่ถ้าเราหันมาพึ่งตนเองก็จะต้องเริ่มพัฒนาตนให้สมบูรณ์พร้อม ชีวิตเราก็จะได้ความก้าวหน้าได้ระยะแห่งวิวัฒนาการด้วย ๔. เมื่อเราสมบูรณ์ในตนแล้ว แม้จะคบกับใครก็คบอย่างเท่าเทียมหรือสูงกว่าและมีพลังที่จะเกื้อกูลแก่ผู้อื่นได้ เสมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสงเลี้ยงดูสรรพสิ่งในโลกได้ดังนั้นจงเลิกเป็นพระจันทร์เถิด แล้วเชิดดวงใจตนให้ผงาดค่อย ๆ สร้างองค์ประกอบแห่งความเป็นเอกให้สมบูรณ์ ก็จะสามารถหยัดยืนด้วยลำแข้งแห่งตน และเกื้อกูลแก่คนอื่นได้ดุจพระอาทิตย์ผู้มีพลังอย่างไม่มีประมาณ เมื่อเราตัดสัญชาตญาณแห่งกามารมณ์และสัญชาตญาณแห่งการพึ่งพิงได้แล้ว จิตใจจะเป็นอิสระระดับหนึ่ง ซึ่งจะเริ่มยินดีต่อการเป็นโสด การอยู่เป็นโสดอย่างเป็นสุขนั้น ต้องเป็นเพราะความตั้งใจของเราจริง ๆ มิใช่เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับหรือหาใครมาเป็นคู่ไม่ได้ หาไม่แล้ว จะเป็นโสดแบบแห้ง ๆ โสดแบบแห้ง ๆ คืออยู่เป็นโสดไป แต่ใจก็คอยให้ใครบางคนมาชอบอยู่ ถ้าอยู่อย่างนี้จะไม่เป็นสุข จะขาดความพึงพอใจในตนจะขาดความเชื่อมั่นในตน และเกิดความขัดแย้งระหว่างความต้องการในใจกับภาวะที่เป็น ทำให้เป็นทุกข์เปล่า ๆ ไหน ๆ ก็ยังไม่มีคนมาชอบ หรือยังไม่ชอบใคร ก็ตั้งใจอยู่เป็นโสดแบบสด ๆ ดีกว่า โสดสด ๆ คือโสดบริสุทธิ์ด้วยความตั้งใจ เต็มใจ ไม่ผ่านกามารมณ์ใด ๆ มาก่อน ถ้าเคยผ่านความสัมพันธ์ทางกามมาก่อนแล้วเลิกร้างกันภายหลัง ก็อาจเป็นโสดได้บ้าง แต่เป็นโสดหารสอง โสดหารสี่ โสดหาร...ตามลำดับ โสด หารสอง คือ เคยผ่านความสัมพันธ์มีคู่มาแล้ว แล้วเลิกร้างกันไป จึงกลับมาเป็นโสดอีก แต่เป็นโสดหารสอง เพราะไม่สดจิตใจและร่างกายไม่ผ่องใสแล้ว โสดหารสี่ คือ ผ่านมาแล้ว และล้มเหลวมาแล้ว ๒ ครั้ง ๒ ครา ความโสดที่มีอยู่จึงเหลือความสดน้อยเต็มที เหลือเพียงโสดหารสี่ ถ้ายิ่งผ่านความสัมพันธ์มามาก ความสดใสก็ยิ่งน้อยลง เป็นปฏิภาคผกผันกันในอัตราส่วน เศษหนึ่งหารด้วยสองคูณจำนวนครั้งความสัมพันธ์ (๑/ (๒ x จำนวนครั้ง) ไม่ว่าจะเป็นโสดแบบใดก็ตาม ขอให้เต็มใจที่จะครองโสดอย่างแท้จริง ก็จะสามารถตั้งใจที่ล้มไปแล้วให้ลุกขึ้นมาผงาดและมีกำลังขึ้นมาได้บ้าง แต่ในขั้นนี้ แม้ใจจะเป็นอิสระอยู่บ้าง จะยังขาดความสุข ดังนั้นต้องเติมใจให้เต็มด้วยความสุขที่ยิ่งใหญ่ต่อไป การเติมใจด้วยความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า เมื่อใจตัดกามและไม่หวังพึ่งพิงแล้วระดับหนึ่ง ต้องทำให้เป็นสุข หาไม่แล้ว ดวงใจจะรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่มีหลัก เหมือนขาดฐานที่มั่น ความ สุขที่จะมีมาแทนความสัมพันธ์ระหว่างเพศได้นั้น ต้องเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักระหว่างเพศ ซึ่งมีอยู่สองประการ คือ ความสุขจากความรักความเมตตาต่อมหาชน และความสุขในการอยู่ในสัมพันธภาพอันประณีตกับธรรมชาติ ซึ่งมีวิธีฝึกฝนดังนี้ การเติมความสุขด้วยความรักความเมตตาต่อมหาชน เมื่อใจเราปราศจากความต้องการทางเพศ และไม่ต้องการการพึ่งพิงแล้ว นั่นทำให้ใจเราสะอาดระดับหนึ่ง ปลอดจากเงื่อนไขแห่งความทุกข์แล้ว จากนั้นก็แผ่ความรักความเมตตาอันบริสุทธิ์ให้ตนเองจนเต็มเปี่ยม แล้วแผ่ออกไปโดยรอบให้ไพศาลก็จะบังเกิดความสุขอันยิ่งใหญ่ในทันที ฝึกทำอย่างนี้เป็นประจำ จนชำนาญ แผ่เมตตาเมื่อใด ก็เปี่ยมสุขเมื่อนั้น แต่ การแผ่เมตตาอย่างเดียวนั้น อาจทำให้ใจอ่อน ติดดี และเกรงใจคนอื่นจนเกินพอดี ดังนั้น ควรแผ่ให้ครบธรรมสูตรต่อเนื่องจากเมตตาด้วย คือแผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขาด้วย ก็จะทำให้ใจทรงตัวเปี่ยมสุขเอิบอิ่ม และมั่นคงยิ่ง เพื่อให้ได้รสชาติอันแท้จริง ลองฝึกดูเลยเดี๋ยวนี้ ก่อนอื่นนั่งในท่าที่สบาย ๆ ผ่อนคลายความตึงตัวทางกล้ามเนื้อระบบประสาท และอวัยวะทุกส่วนให้หมด ปล่อยวางความคิด ความต้องการและเงื่อนไขทางใจให้สิ้น จากนั้นระลึกว่า เมตตา "...ใจทั้งปวงจงสงบเย็นเป็นสุขเถิด..." การที่เราระลึกถึงใจทั้งปวงนี้ รังสีจากใจของเราจะขยายออกไปสัมผัสสัมพันธ์กับใจทั้งหลาย ซึ่งหาที่สิ้นสุดมิได้ มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งที่เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นสิ่งต่าง ๆ ในภพภูมิต่าง ๆ ใจของเราจะขยายไป เราไม่ต้องคิดถึงบุคคลว่าขอให้พ่อ แม่ ของเรา หรือขอให้เพื่อนของเรา เราไม่ต้องคิดถึงบุคคล เพราะถ้าคิดถึงบุคคลจิตจะแคบ จิตจะเห็นเป็นบุคคล เป็นสมมติ ให้คิดถึงใจอันเป็นปรมัตถ์ ฉะนั้น เราเอาที่ปรมัตถ์ เพราะเราต้องการฝึกจิตให้ไร้ขอบเขต "ใจทั้งปวง จงสงบเย็นเป็นสุขเถิด" เมื่อจิตเราระลึกถึงใจทั้งปวง จิตเราขยายไปแล้ว เมื่อเรากำหนดว่า "....ใจทั้งปวงจงสงบเย็นเป็นสุขเถิด..."นั้นเป็นการแผ่สิ่งที่ดีออกไป การขยายสิ่งที่ดีให้เติบโตในใจของเรานั้น จะทำให้คุณสมบัติของใจเราอุดมด้วยสำนึกที่ดียิ่งขึ้นต่อไป เวลาเราเห็นสัตว์ เห็นชีวิต เห็นมนุษย์ หรือแม้แต่เห็นผี เราจะไม่กลัว เราจะมีความรู้สึกเมตตา มีความรู้สึกปรารถนาดีต่อเขาให้เขาสงบเย็น ถ้าเมตตาโดยไม่มี กรุณา ก็ไม่ดี ใจจะอ่อน ให้มีกรุณามารองรับอีกทีก็ดี กรุณาที่มารองรับ คือทำให้เห็นผลจริงจัง น้อมรำลึกว่า "...การกระทำทั้งปวงของเรา จงยังใจทั้งหลายให้สงบเย็นเป็นสุขเถิด.." ทั้งอานุภาพจิตของเรา บุญกุศลทั้งหมดที่เกิดขึ้น และการกระทำทั้งปวงของเราด้วย จงอาบชโลมใจทั้งหลายให้สงบเย็นเป็นสุขเถิด ถ้า กรุณาอย่างเดียวโดยไม่มีมุทิตามาต่อเนื่อง ใจจะมีห่วงหาอาลัยมาก มีแต่กรุณาอยากจะช่วยคน อยากจะเกื้อกูลเขา อาจจะอุ้มเขา มีความห่วงใยอาลัยอาวรณ์สูง เราต้องมีมุทิตามากำกับ มุทิตา คือ น้อมรำลึกว่า "...ใจที่สงบเย็นเป็นสุขแล้ว ประเสริฐจริงหนอ..." การ กระทำเช่นนี้ จะทำให้เราเคารพซึ่งกันและกัน และใจเราจะมุ่งไปสู่สภาวะที่สูงขึ้น การที่เราบอกว่า "...ใจที่สงบเย็นเป็นสุขแล้ว ที่ท่านสัมฤทธิ์ผลแล้ว ใจของเราจะอยู่ในระดับนั้น หรือสูงกว่า ในชีวิตประจำวัน เราควรยินดีด้วยกับสภาวะของเขา จิตของเราจะอยู่ในระดับเดียวกับเขา หรือสูงกว่าเขาทันที ไม่ต่ำกว่าเขา แต่ถ้าอิจฉาริษยาเขา จิตของเราจะต่ำกว่าเขา และจะอึดอัดในภาวะนั้น ดังนั้นพึงยินดีกับสิ่งที่ดีทั้งปวง การที่เรายินดีหรือมุทิตา กับผู้ที่สงบเย็นเป็นสุข ใจเราจะมีกำลังมากขึ้น แต่ใจตรงนี้ บางทีมันฟู มันจะรู้สึกพอง จึงต้องทรงด้วยอุเบกขาอีกที อุเบกขานี้มาจากคำว่า อุปปะ กับ อิกขะ อุปปะ แปลว่า เข้าไปอิกขะ แปลว่า เห็น ดังนั้น อุเบกขาแปลว่า เข้าไปเห็น เข้าไปรู้ เข้าไปกระจ่าง เมื่อเข้าไปเห็นกระจ่างจริงแล้ว จึงเฉย จึงสงบ ที่ท่านแปล อุเบกขาว่า คือ ความเฉย ความเฉยนั้นเป็นผลของอุเบกขา ตัวอาการ ของอุเบกขานั้น คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความกระจ่าง เรารำลึกในสำนึกว่า "...อุเบกขา ใจทั้งปวง จงมีดวงตาเห็นธรรมเถิด..." ใจทั้งปวงก็หมายถึงทั้งใจเราด้วย ใจคนอื่นด้วย ถ้าจิตทุกดวง มีดวงตาเห็นธรรมคือเห็นความจริง ความเข้าใจก็จะเกิดขึ้น เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ใจก็สงบมั่นคง ขณะที่ขยายใจออกไปเรื่อย ๆ นั้น ก็ไม่เสียการทรงตัวเพราะมีอุเบกขาเป็นหลักอยู่ เห็นความเป็นจริงอยู่ ถ้าเมื่อใดที่เราไม่เห็นความเป็นจริง จิตจะหวั่น จะเสียการทรงตัว เพราะจะกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้ ถ้าจิตรู้สิ่งใด จิตจะไม่กลัวสิ่งนั้น จิตกลัวความมืด เพราะจิตไม่รู้ว่าในความมืดมีอะไร จิตกลัวอนาคต เพราะจิตไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร จิตกลัวบุคคล เพราะจิตไม่รู้ว่าบุคคลนั้นเขาคิดอะไร รู้สึกอย่างไร นั่นเพราะไม่รู้จึงกลัว แต่ถ้าเรารู้เราจะไม่กลัว ความรู้นี้คือตัวอุเบกขา พอรู้แล้วไม่กลัว จึงเฉย จึงสงบ จึงมั่นคง ดังนั้น เมตตา กรุณา มุทิตา ที่ดีต้องมีอุเบกขากำกับ และอุเบกขาที่บริบูรณ์ต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตาประกอบ การเจริญพรหมธรรมนั้นต้องเจริญให้ครบถึงอุเบกขาเสมอ แม้แค่แผ่เมตตาก็เป็นสุขแล้ว แต่ก็ไม่ควรหยุดอยู่เพียงนั้น เพราะเมตตาจะทำให้ติดดี หลงดี คือเห็นอะไรดีไปหมดจนประมาท แต่เมื่อเจริญกรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่อุเบกขาเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติว่ามีทั้งดี ทั้งชั่วทั้งเป็นกลางอยู่ จึงแจ่มแจ้งสัจจะ กระนั้นอุเบกขาจะสมบูรณ์ได้ต้องเจริญมาทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา มาตลอดจนถึงอุเบกขา การเติมความสุขด้วยสัมพันธภาพอันประณีตกับธรรมชาติ คือการดื่มด่ำล้ำลึกในธรรมชาติอันประณีต สงบ ว่าง อันเป็นบ่อเกิดแห่งสรรพสิ่ง และแผ่จิตโอบอุ้มสรรพสิ่งทั่วทั้งจักรวาล การกระทำเช่นนี้ จะทำให้จิตใจของเราขยายขอบเขตไปอย่างไร้ความจำกัด ดวงใจที่เป็นสุขอยู่แล้ว ก็จะสุขมหาศาล อย่างประมาณมิได้ เพื่อให้ได้รับรสชาตินั้น ลองทำกันดูเลยตามขั้นตอนนี้ ๑. ตัดการรับรู้จากสิ่งแวดล้อม ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ๒. กำหนดรู้ที่จิตให้แน่วแน่เป็นหนึ่งบริบูรณ์ ๓. เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งดีแล้ว ก็แผ่จิตครอบคลุมธรรมชาติแห่งความมีอยู่ทั้งหมด ๔. น้อมใจรำลึกว่า เราคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือเรา สิ่งทั้งปวงเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเราเติมใจด้วยความสุขจากเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และขยายใจแห่งความสุขสัมผัสสัมพันธภาพกับธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว จะเริ่มเห็นได้ชัดว่าการอยู่คนเดียวนี้มีค่า ทำให้เราเป็นอิสระเพียงพอที่จะได้ฝึกฝนและลิ้มรสความสุขอันยิ่งใหญ่นี้ได้ เมื่อได้รับความสุขแล้ว ก็ฝึกมาก ๆ บ่อย ๆ เนือง ๆ เสมอ ๆ ทุกขณะที่นึกได้ ฝึกเป็นประจำจนเป็นนิสัย จะบังเกิดผลดีอันเป็นอัศจรรย์ตามมามากมาย ช่วงนี้จะเต็มไปด้วยความสุขอันไม่มีประมาณ รู้สึกกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ จิตใจกว้างขวาง ยิ่งใหญ่ เข้าใจธรรมชาติ และมนุษย์ชาติอย่างลึกซึ้ง ร่างกายจะโปร่งเบา หน้าตาอิ่มเอิบ ผิวพรรณผ่องใส กริยาท่าทางจะนุ่มนวล การพูดการจามีจังหวะจะโคน มีโทนเสียงอันเหมาะสม ชวนประทับใจ ระยะนี้จะมีเสน่ห์อย่างเอกอุ น่าเคารพ น่ารัก น่านับถือ น่าศรัทธา น่าเลื่อมใสยิ่งนัก จนต้องระวัง ธรรมชาติมีปกติธรรมดาประการหนึ่งว่า ยามที่มนุษย์อยากได้อะไรมาก ๆ มักไม่ได้สิ่งนั้น ครั้นละวางสิ่งเหล่านั้น ว่างจากความอยาก และพัฒนาใจอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นแล้ว จะได้สิ่งนั้นโดยง่าย เหมือนที่โบราณกล่าวไว้ว่า -----------คนอยากมักไม่ได้ เมื่อหมดอยากแล้วจึงได้---------------- ในทำนองเดียวกัน สมัยที่อยากมีคู่มักหาคู่ไม่ค่อยเจอ พอไม่อยากได้คู่แล้ว พัฒนาใจจนมีความสุขยิ่งใหญ่ คู่ทั้งหลายทุกประเภท จะประดังกันเข้ามาล้อมรอบ ซึ่งมีทั้งมาดี และมาไม่ดี มาดี คือมาตามอำนาจบุญ เมื่อเราพัฒนาใจอย่างนี้ ย่อมเกิดบุญบารมีเพิ่มขึ้น อำนาจบุญย่อมเหนี่ยวนำให้ผู้ที่เคยทำบุญกับเราเข้ามาหา มารู้จัก มา ไม่ดี คือ เมื่อเรามีบุญใหญ่แล้ว เจ้าหนี้กรรมชั่วทั้งหลายก็จะเข้ามาทวง เพราะตอนนี้มีบุญพอที่จะใช้หนี้ได้แล้ว เจ้าหนี้จะรุมกันทวงวิบากกรรมชั่วคืน มาร้ายอีกประการหนึ่ง คือ พวกกามเทพ ได้แก่เทพที่มีมิจฉาทิฐิเห็นว่า กามเป็นของดี มักชักชวนยั่วยวนผู้คนทั้งหลายให้เสพกามกัน พอใครจะละกามก็จะดลใจเพศตรงข้ามมาชวน มายวนยั่วให้เลิกล้มความตั้งใจที่จะละกามเสีย และชวนกลับไป เสพกามใหม่ดังเดิม ใครต้องการฝึกจิตให้ยิ่งใหญ่จริง ก็เตรียมพร้อมได้เลยว่าจะเจอสิ่งเหล่านี้แน่ คราวนี้จะต้องตัดสินใจแล้วว่า จะเดินหน้าหรือจะถอยหลัง ถ้าจะถอยกลับ ก็ต้องไปเรียนรู้ทุกข์อีกครั้ง แล้วเริ่มพัฒนาตนขึ้นมาใหม่ แต่ถ้าจะเดินหน้า ก็ปฏิบัติตามดังต่อไปนี้ ก่อนอื่นเราต้องแยกให้ได้ก่อนว่า ใครคือคู่แท้ ใครคือคู่เทียม และในบรรดาคู่แท้นั้น ใครเป็นคู่ประเภทไหน คู่กัด คู่กาม คู่กรรม คู่ธรรม หรือคู่บารมี ถ้าเป็นคู่เทียม หรือบุคคลที่เป็นมาร กามเทพส่งมาก็ส่งกลับไปได้เลย ด้วยการวางเฉย หรือปฏิเสธไปอย่างเหมาะสม ถ้าเป็นคู่แท้ แต่ละประเภทก็ต้องตั้งตนที่ความสำรวม แล้ววินิจฉัยด้วยโยนิโสมนสิการที่จะจัดสรรเขาไว้ตามฐานะอันสมควร แล้วตั้งมั่นที่จะพัฒนาจิตใจต่อไป ในระยะนี้หากหยุดอยู่กับที่ จะถูกอำนาจความผูกพันกระชากลากพาใจให้กำเริบเตลิดไปในคู่ได้ ต้องก้มหน้าก้มตาก้าวไปในพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง บางคนอาจจะอยากถามว่า ถ้าเป็นคู่กันแล้ว สำเร็จไปพร้อมกันไม่ได้หรือ ตอบว่า อาจได้อยู่ แต่ทั้งคู่ต้องฝึกจิต ปฏิบัติธรรมด้วยกัน และที่สำคัญต้องแยกกันปฏิบัติ เพราะหากปฏิบัติอยู่ใกล้กันเกินไป ใจจะพะวงห่วงใย ทำให้ไม่ได้เอกภาพเต็มที่ จึงไม่อาจบรรลุความบริสุทธิ์สูงสุดได้ ด้วยเหตุนี้ แม้พระมหาโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องแยกกันปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่ใกล้สำเร็จสภาวะสูงสุด ด้วยเหตุนี้เจ้า ชายสิทธัตถะจึงออกมหาภิเนษกรม โดยทิ้งพระชายาไว้ในพระราชวังก่อน จนกระทั่งสำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จึงเสด็จกลับมาโปรดให้พระชายาสำเร็จด้วย หรือพระมหากัสสปะกับคู่ของ ท่าน แต่งงานกันแล้วตามประเพณี แต่เป็นผู้มีคุณธรรมสูงทั้งคู่ จึงมิได้เสพกามกันเลย ครั้นพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก จึงชวนกันออกบวชโดยแยกกันไปปฏิบัติ พระมหากัสสปะไปปฏิบัติในสำนักพระพุทธเจ้า ส่วนคู่ท่านไปปฏิบัติในสำนักภิกษุณี จนกระทั่งสำเร็จอรหันต์ทั้งคู่จึงมาพบกันอีก ดังนั้น ในช่วงสำคัญก่อนสำเร็จต้องแยกกันปฏิบัติ จิตใจจึงจะเป็นเอกภาพสมบูรณ์ พร้อมที่จะบรรลุสภาวะสูงสุด สำหรับ บุคคลทั่วไปที่ต้องการความสุขสูงสุดก็เช่นกัน อย่างไรเสียจะมีคู่หรือไม่มี ก็ต้องยินดีที่จะเรียนรู้และดูดซับคุณค่าของการอยู่คนเดียว จึงจะได้ประโยชน์ต่อชีวิตอย่างแท้จริง นี่คือการเติมใจด้วยความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า เมื่อเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และแผ่จิตผสานสัมพันธ์กับธรรมชาติจนยิ่งใหญ่แล้ว ให้รักษาความสุขที่เกิดขึ้นในระดับนี้ให้ได้ และทำให้ยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง นี่คือระหว่างการเดินเข้าสู่ความบริสุทธิ์ ที่สุดของความรักนั้นคือเมตตา แต่เมตตานั้นคือจุดเริ่มต้นบนหนทางแห่งการพัฒนาจิตใจสู่ความบริสุทธิ์เท่านั้น ยังมีหนทางให้เดินอีกมากด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนศีลธรรมเบื้องต้นว่า ๑. อย่าฆ่าสัตว์หรือทำร้ายชีวิตอื่นให้มีเมตตาต่อกัน ๒. อย่าลักทรัพย์ ให้มีกรุณาเกื้อกูลกัน ๓. อย่าผิดผัว ผิดเมีย หรือลูกใคร ให้มีมุทิตาต่อกัน ๔. อย่าพูดปด พูดเพ้อเจ้อ พูดหยาบคาย หรือพูดส่อเสียด ให้มีอุเบกขากัน ๕. อย่าดื่มสุราหรือของมึนเมาต่าง ๆ ให้ดำรงอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์ ดัง นั้น เมตตานั้นคือธรรมะเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เมื่อเจริญเมตตาเต็มที่แล้วก็จะได้เมตตาเจโตวิมุติ คือสามารถเพิกขอบเขตของจิตได้ และมีความสุขยิ่งใหญ่มาก แต่ความสุขนี้ยังไม่ถาวร และถ้าติดอยู่ในเมตตา ปัญญาจะไม่สมบูรณ์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลเจริญแล้วได้อย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเมตตาเจโตวิมุตติว่า มีสุภวิโมกข์ (เห็นอะไรดีงาม สวยงามไปหมด) เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยิ่งยวดในธรรมวินัย ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์" ดังนั้น จึงควรพักเมตตาด้วยกรุณา กรองด้วยมุทิตา กลั่นด้วยอุเบกขา แล้วแผ่จิตผสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ จึงจะเข้าใจธรรมชาติและมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง ครอบคลุม แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ที่สุดแห่งอมตภาพ ยังต้องชำระจิตให้บริสุทธิ์จึงจะมั่นคงนิรันดร การชำระจิตให้หมดจดมั่นคง ความบริสุทธิ์นั้นคือ ที่สุดแห่งวิวัฒนาการของทุกสิ่ง จิตใจของทุกคนเมื่อพัฒนาถึงที่สุดก็ย่อมเข้าสู่ความบริสุทธิ์ สิ่งใดก็ตามเมื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์แล้วย่อมสิ้นสุดพัฒนาการเพราะไม่มีอะไรให้ พัฒนาต่อไปอีกแล้ว จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ อีก เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะอมตะนิรันดร ความสุขอันบริสุทธิ์จึงเป็นความสุขสถาพร อันประมาณมิได้ และนี่คือความต้องการสูงสุดของทุกชีวิต บุคคลสามารถชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ได้ด้วยกุศโลบายรวบยอดทั้งสองขั้นตอนคือ ๑) อยู่เหนือความรัก ๒) ชำระจิตจากการยึดถือในสิ่งทั้งปวง การ อยู่เหนือความรัก ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ที่สุดของความรักนั้นคือ เมตตา แต่เมตตาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นบนหนทางแห่งความบริสุทธิ์เท่านั้น ดังนั้น แม้เมตตาจะให้ความสุขยิ่งใหญ่เพียงใดก็ต้องปล่อยวาง พัฒนาจิตใจต่อไปโดยลำดับ เพื่อเข้าสู่อุเบกขา เมื่อเรามีเมตตาอยู่นั้น หากติดสุขในเมตตา ไม่ยอมพัฒนาต่อก็จะติดสุข ติดดี เหมือนเรายึดโปรตอน (ประจุบวก) อยู่เป็นภาวะของตน และโดยธรรมชาตินั้น เมื่อมีโปรตอนอยู่ที่ใด อิเลคตรอนอันเป็นประจุลบจะมาจับเกาะทันที ดังนั้นถ้าติดดีจะมีความ ชั่วมาเกาะอาศัย เมตตานั้นแม้ปลอดภัยระดับหนึ่ง แต่จะยังไม่ปลอดภัยที่สุด เพราะยังเป็นที่อาศัยของความชั่วได้ ดังนั้นต้องพัฒนาเข้าสู่อุเบกขาให้ได้ เมื่อพัฒนาอุเบกขาแล้ว เหมือนจิตใจที่เป็นนิวตรอน ว่างไม่มีประจุโดยตัวเอง แต่โดยธรรมชาตินั้นโปรตอนจะมาอยู่กับนิวตรอน โดยมีอิเลคตรอนอยู่ด้านนอก ดังนั้นในความว่างและเป็นกลางนั้นจะมีความดีสถิตย์อยู่ โดยมีความชั่ววนเวียนอยู่ภายนอกไม่อาจเข้ามาได้ เมื่อทรงอุเบกขาได้แล้ว จากนั้นพัฒนาอุเบกขาจนถึงที่สุดก็จะได้ความว่างอันไร้ขอบเขตสากล ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขาเจโตวิมุติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด" "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขาเจโตวิมุติ ว่า มีความว่างอันไร้ขอบเขต (อากิญจัญญายตนะ) เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยิ่งยวดในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์” แต่การจะเข้าอุเบกขาให้สมบูรณ์ได้ นั้น ต้องละความรัก ความชัง ความดีใจ ความเสียใจ ให้ได้โดยสิ้นเสียก่อน จิตจึงเห็น เข้าถึงและบรรลุความไร้ ใจจึงจะเป็นกลางวางเฉยอยู่ เมื่อเฉยแล้ว ให้สำรอกความเฉยนั้นอีกโดยลำดับ เพื่อชำระอุเบกขาให้บริสุทธิ์ถึงที่สุด ใจจะค่อย ๆ ไร้ขอบเขตมากยิ่งขึ้น จนถึงที่สุดแห่งอุเบกขาจะบรรลุความว่างสากล ในความว่างสากลนี้นั้น ไร้ซึ่งความรัก ความชัง ความดีใจ ความเสียใจ โดยประการทั้งปวง มีแต่ความว่างและสติบริสุทธิ์บริบูรณ์ปรากฏอยู่ แต่ กระนั้นภาวะนี้ก็ยังไม่ใช่ที่สุดแห่งความบริสุทธิ์ เป็นเพียงท่ามกลางหนทางสู่ความบริสุทธิ์เท่านั้น ดังนั้น จึงต้องชำระจิตใจต่อไปเพื่อความสุขอันบริสุทธิ์ ชำระจิตจากการยึดถือ ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคตรัสสอนธรรมอันประณีตในระดับนี้ว่า เมื่อเข้าความว่างอันไร้ขอบเขตสากลแล้วนั้น นั่นเข้าใกล้ความบริสุทธิ์แล้ว เพียงพิจารณาด้วยปัญญาให้แทงตลอดว่า แม้ความว่างก็ไม่เป็นตน ตนไม่มีในความว่าง ปล่อยวาง แม้ความว่างอันไร้ขอบเขตนั้นเสียได้ จิตจึงหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง บรรลุความเบิกบานร่าเริงอันไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งคือที่สุดแห่งความบริสุทธิ์ ดังพระพุทธวจนะที่ว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อะไรคือเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งอรหันตมรรค ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ความหมดจนแห่งปฏิปทา (มีศีลธรรมดังกล่าวแล้ว) เป็นเบื้องต้น การกระทำให้มากในอุเบกขาเป็นท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหันตมรรค" เมื่อเราพัฒนาจิตใจถึงเพียงนี้ก็จะมีความสุขอันบริสุทธิ์เบิกบานไร้ขอบเขตอยู่ เมื่อนั้นจะมีความรักหรือไม่มีความรัก จะมีคู่หรือไม่มีคู่ก็ไร้ความหมายเสียแล้ว วิธีนี้เป็นวิธีที่เฉียบขาดที่สุดที่จะอยู่คนเดียวได้อย่างเป็นสุข และเป็นสุขยิ่งกว่าใครในโลก หากแม้ยังไม่ถึงที่สุด ทุกขั้นที่พัฒนาตนมาก็ย่อมได้ความสงบสุขอันประณีตยิ่งขึ้นตามระดับความบริสุทธิ์ที่ตนบรรลุถึง ความสุขนั้นจะอยู่กับความสงบเป็นสำคัญ ยิ่งสงบมากก็ยิ่งเป็นสุขมาก เพราะความสุขมีธรรมชาติเหมือนผีเสื้อ เมื่อเราไล่จับมันจะบินหนี แต่หากเราอยู่อย่างสงบเฉย มันจะบินมาเกาะเราอย่างนุ่มนวล และความสงบนั้น จะขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ ยิ่งบริสุทธิ์มากก็ยิ่งสงบมาก ส่วนความบริสุทธิ์นั้นจะขึ้นอยู่กับการฝึกจิตชำระใจ ปล่อยวางการยึดถือในสิ่งทั้งปวง แม้ความรัก ความชัง ทั้งรูปธาตุ นามธรรม เมื่อปล่อยได้หมดจริงก็ย่อมเข้าถึงความบริสุทธิ์นิรันดร์ได้ และนั่นคือที่สุดแห่งชีวิต 30 mai ฉันจะบินฉันจะบิน (2533)
นำแสดงโดย ไอศูรย์ วาทยานนท์ |
|
|