| Thiti's profile"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารBlogLists | Help |
"พอ" หนึ่งคำพิชิตมารเขียนถึงคนอนาคต ในอีก 7 ปีข้างหน้า ...... ถึง ลูกศิษย์ที่ดื้อและสอนยากที่สุด ... สัญญา November 02 32 ธันวาคม .... มีหนังดูอีกแล้วซิเรา หุหุเราชอบงานกำกับของ ยอร์ช ฤกษ์ชัย มากกกกก
ซึ่งเป็นผู้กำกับ หนัง ตระกูลส่ายหน้า ที่ผ่านมา
คงจะได้ ฮา กระจายกันอีกครั้ง
และที่สำคัญ มีน้องยิปโซ แสดงด้วยละ >.<
October 30 ความประมาท...หากยังคิดว่า เข้าใจว่า สามารถบังคับจิต บังคับใจ บังคับผลได้
บุคคลผู้นั้น ย่อมได้ชื่อว่า ประมาท
ประมาท กับ มิจฉาทิฐิ จึงเป็นของคู่กัน จนแยกไม่ออก
ไม่มีหรอกว่ารู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังทำ ก็ยังพลาด
มีแต่ไม่รู้ว่าผลนั้นเกิดจากเหตุ และ
เมื่อเหตุสะสมครบแล้ว การจะแก้ผล บังคับผลย่อมเป็นไปไม่ได้
แต่เพราะเชื่อว่าทำได้ แก้ผลได้ ฝืนผลได้ จึงยังกล้าตามใจสะสมเหตุ
สุดท้ายก็ต้องจมปักกับผลของการตามใจ ไม่มีวันเลยที่จะฝืนแล้วไม่เป็นไปตามผลของเหตุที่สะสมมา
ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุ สะสมอะไรมา ก็ได้อย่างนั้น
จะไปขอแก้ตัวเอาตอนผล แก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ สายไปแล้ว
เหมือนคนชั่วทำเลวมาตลอดชีวิต ก่อนตายจะบังคับจิตให้นึกแต่สิ่งดีๆ ทำอย่างไรก็ทำไม่ได้
แต่เพราะอวิชชายังอยู่ อวิชชาบอกว่าทำได้ อวิชชาบอกว่าบังคับจิตได้
ประกอบด้วยการไม่กระจ่างในกฏแห่งกรรม อำนาจบุญและบาป
คนเราจึงยังประมาท พร้อมจะทำเหตุแย่ๆ แล้วหวังจะไปเอาผลดีๆ ต่อไป
พอได้ผลออกมาไม่ดี ก็เสียใจ บอกจะลุกขึ้นมาใหม่ จะทำเหตุดีๆ เพื่อผลที่ดีๆ
แต่เอาเข้าจริงก็แพ้ต่อความประมาท ก็ยังเชื่อโง่ๆ ว่าถึงเวลาก็คงบังคับผลได้ร่ำไป
หารู้ไม่ที่บ้างครั้ง เหมือนบังคับจิตได้ บังคับผลได้ ก็ด้วยเหตุเก่าๆ บุญเก่าๆ ทั้งนั้น
ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่มีวันหรอกที่ผลจะเป็นได้ดั่งใจ
เพราะไม่พิจารณาเหตุอย่างแหยบคาย จึงโดนบุญนั้นหรอกให้ประมาทอยู่ร่ำไป
กว่าจะคิดได้ก็ตอนบุญหมด เหตุหมด จึงได้เห็นชัดว่าผลย่อมมาจากเหตุ
คิดได้ก่อนตาย คิดได้เร็วก็ดีไป ยังสะสมเหตุใหม่ ยังลุกขึ้นมาใหม่ได้
คิดได้ช้า คิดได้สายไปแล้ว ก็ต้องหลุดไปภพอื่น ชาติอื่นก่อน
กว่าจะกลับมา ภพมนุษย์ ภพสะสมเหตุ ก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร
ระลึกไว้ "ไม่มีใครหรอกจะบังคับผลได้ นอกจากเหตุ"
ผู้ที่บอกว่าบังคับผลได้ เดียวก็ได้เอง เดียวเป็นไปเอง ผู้นั้นชื่อว่า "ประมาท"
ผู้นั้นย่อมไม่ต่างอะไรกับ คนที่ตายไปแล้ว ไปอยู่ภพอื่นแล้ว
October 14 เราขาดมันได้ เป็นอิสระต่อมันได้ และเป็นมานานแล้ว3-4 เดือนที่ผ่านมา ได้เห็นเรื่องราวหลากหลายผ่านเข้ามา
ทั้งของตนเอง เพื่อน ทั้งคนที่รู้จัก และคนที่ไม่รุ้จัก ทั้งใกล้ตัว และไกลตัว
วนและเวียนไปกลับ ระหว่าง งาน ความรัก เพื่อน และครอบครัว
ล้วนแล้วแต่มีปัญหา ล้วนแล้วแต่ทุกข์ทั้งสิ้น พอได้อีกอย่างก็รู้สึกขาดอีกอย่าง
ก็วิ่งตามหาไอ้สิ่งที่ขาดไป จนสิ่งทีมีอยู่ก็ขาดหายไปบ้าง จนทุกข์แล้วก็หาทางดึงกลับมา
บ้างจากเป็น บ้างจากตาย จากตายก็ดีหน่อยใจยอมรับได้เร็ว เพราะหมดหนทางจริงๆ
จากเป็นก็แย่หน่อย ยอมรับได้ยาก เพราะยังเห็นลู่ทาง เห็นทางให้วิ่ง ก็คงยังวิ่งต่อไป เหนื่อยต่อไป
สิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นเรื่องตลก ตลกตรงที่มันเกิดกับเรามาจนครบหมดแล้ว
ตลกตรงที่ ปัญหาของทุกคนล้วนเหมือนกัน เหมือนกันตรงเหตุ ให้ผลก็ไม่ต่างกันนัก
กลับกลายเป็นว่า ขอเพียงเข้าใจตนเองได้ ก็สามารถเข้าใจคนอื่นได้
ปัญหาก็คือ ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าเป็นแบบนั้น ทุกคนล้วนเห็นว่าปัญหาของตนหนักที่สุด
มองแต่รูปธรรมเป็นหลัก จนละเลยว่าไอ้นามธรรมที่เป็นตัวก่อรูปธรรมนั้นมันจริงหรือ
มันใช่แน่หรือ มันเป็นเรื่องจริง หรือมันเป็นแค่ความเชื่อที่เชื่อตามๆ กันมา
ถูกแล้วที่รูปธรรมออกมาจะแตกต่างกันมากบ้าง น้อยบ้าง
แต่ความจริงแล้วตัวนามธรรมนั้นต่างหาก ที่แทบจะไม่ต่างกันเลย
ไม่ต่างตรงที่ต่างเชื่อผิดๆ มาเหมือนๆกัน จนสุดท้ายก็ทำผิดๆเหมือนๆกัน
ปัญหาทั้ง 4 ที่กล่าวมา ล้วนมาจากปัญหาอยากมีตัวมีตน อยากมีคุณค่าทั้งสิ้น (self-esteem)
เพราะเชื่อมาตลอดว่ามันดี มันวิเศษ เชื่อมาตลอดว่าเจอแบบนี้แล้วดี
เชื่อมาตลอดว่า ทั้ง 4 อย่างนี้ จะเติมเต็มตัวตนนั้นได้
แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย ไอ้ตัวไอ้ตนที่ต้องไปอ้างอิงอาศัยสิ่งอื่น
มันไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไรเลย มันสมมติขึ้นมาเอง หลงกันไปเอง ทุกข์กันไปเอง
อย่างเช่น มีเงิน 1000 บอกว่ารวยกว่า มีเงิน 100 คำว่า รวย ก็สมมติขึ้นมา
แล้วก็สมมติต่อไปอีกว่า รวยนั้นดี ไม่รวยนั้นไม่ดี ต่างสมมติแบบนี้มานมนาน
ใครเป็นคนเริ่มก็ไม่รู้แต่ก็เชื่อตามๆ กันมา จะถูกจะผิด จะจริงจะใช่ก็ไม่รู้
เหมือนคนบ้า คนโง่ ก็ไม่ปาน เชื่อตามๆกันมา
ยังดีที่มีคนกล้าพิสูจน์ และไม่หลงไปตามกระแสสมมติ กระแสคำว่ารวยนั้น
จนกระทั่งได้เจอความจริง ว่ารวยนำมาซึ่งภาระอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นพันธะ
มัดตัวมัดตนให้หนาให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นจริงว่ามันก็ไอ้ทุกข์ดีๆ นี้เอง
เออ.. ไอ้ตอนนั้นมันถึงเห็นจริงว่า รวยที่สมมติว่าดี ที่เชื่อตามๆกันมา มันเป็นเรื่องโกหก
เป็นแค่ความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องจริง ใครดื้อน้อยก็วางลงทันที อิสระทันที
ใครดื้อมากก็ทุกข์กันต่อไป ทุกข์แรกและฝังลึกที่สุดคือ การไม่ยอมรับว่าตนเชื่อผิดมาตลอด
มันห่วงมันแหนไอ้ตัวไอ้ตนโง่ๆนั้น ไม่กล้ายอมรับว่าตนนั้นโง่ ตนนั้นไม่รู้
ก็เลยดื้อ ปิดบังความจริง หนีความจริง และเลือกเชื่อในสิ่งที่อยากจะเชื่อ
แม้ว่ามันจะนำพันธะ นำความเป็นทาส นำความทุกข์มาขนาดไหน ก็ช่าง
ขอฉันไม่ผิด ขอฉันไม่โง่ ขอฉันถูกเสมอเป็นพอ (โดยเฉพาะเรื่องความรัก)
อาการห่วงและรักไอ้ตัวไอ้ตนนี้ละ ที่เป็นปกติของปุถุชน
ปุถุชนอยากได้ไอ้ 4 อย่างนั้นมาก็เพียงเพราะ เพื่อไอ้ตัวไอ้ตนของตน
ไม่ได้เพื่อใครเลย ลึกๆล้วนเพื่อตนทั้งนั้น
สังเกตง่ายๆ ถ้าไม่เพื่อตนเองย่อมไม่ห่วงตนเอง
ขอเพียงทั้ง 4 อย่างนั้นดี ดีกับใครก็ช่าง และฉันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
ใครช่างได้อย่างนี้ ก็สบาย ไม่หนักไม่ต้องแบกอะไร
ทุกอย่างล้วนทำตามหน้าที่(กรรมเก่า) ไม่ได้ทำเพื่อตัวเพื่อตนของใคร(กรรมใหม่)
คนลักษณะนี้หายาก เพราะคนส่วนมากโดนความเชื่อที่ว่าขาดตัวตนไม่ได้ปิดบังอยู่
พอขาดตัวตนไม่ได้ ก็ขาดไอ้ 4 อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าขาดแล้วทุกข์
ฉันต้องวิ่งตามหา วิ่งกู้มันกลับคืนมา ทั้งๆที่รู้ว่า มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
แต่ก็ยังหลอกตัวเองก็มี คือมันดื้อ มันไม่กล้าพิสูจน์ความจริง มันขี้ขลาด
กล้าหาญที่จะให้ตัวเองต้องทุกข์ทรมาน แต่ขี้ขลาดที่จะยอมรับว่าตนเองเชื่อผิด
ไม่กล้าสู้กับความเชื่อของตน กลัวความตาย กลัวไอ้ตัวไอ้ตนนั้นตายตามที่เชื่อๆกันมา
ถ้าขาดแล้วต้องตาย ขาดแล้วฉันอยู่ไม่ได้ ขาดแล้วฉันทุกข์ ทุกข์หนักมากๆ
นี้ละ เขาจึงบอกว่านิพพานอยู่ฝั่งตาย หรือ ความจริงของจริงอยู่ฝั่งตาย
มีเพียงคนกล้าพิสูจน์กล้าแลกด้วยชีวิต แลกด้วยความเชื่อที่เชื่อมานาน
แลกด้วยการทิ้งความฉลาดโง่ๆ แลกด้วยการทิ้งทิฐิมานะ มันจึงจะได้ของจริง
นั้นละความเชื่อ มันเปลี่ยนมันแก้กันยากถึงระดับนั้น
มันดื้อ มันขี้ขลาด มันกลัว เหมือนทาสที่มีเป็นร้อยคน แต่กลัวเจ้านายแค่คนเดียว
เพราะเชื่อตามๆกันมา ว่าตนเป็นทาสขัดขืนไม่ได้
เชื่อแบบนั้นตามๆกันมา ก็ทุกข์กันต่อไป เป็นทาสต่อไป เหนื่อยต่อไปตามๆกันมา
และสำหรับคนที่กล้าพิสูจน์กล้าแลกมาด้วยชีวิต
เขาก็จะรับรู้ด้วยตนเอง เขาจะเจอความจริงเฉพาะตนเอง
ความเชื่อได้เปลี่ยนไป เป็นเห็นจริงไม่ใช่เชื่อตามๆกัน
เห็นจริงด้วยประสบการณ์จริงๆ เห็นของจริงๆ
ปัญหาก็คือ คนที่ผ่านมาได้ เขาจะรู้ว่ายากมาก
แต่...แต่มันผ่านได้ ไอ้ด่านเป็นตายนี้มันผ่านได้ และผ่านได้แล้วมันโล่งเลย
มันรู้เลยว่าไอ้แค่นั้น คือ คิดไปเอง เชื่อไปเองทั้งนั้น
แต่เพราะมันยากนี้ละ จึงไม่ค่อยมีใครกล้าเชื่อเขาและกล้าพิสูจน์ตามที่เขาบอก
ใครกล้าหน่อย รักตัวรักตนน้อยหน่อยก็ดื้อน้อยหน่อย โอกาสก็เปิดกว้าง
ใครกล้าน้อย รักตัวรักตนมากก็ดื้อมาก โอกาสก็แคบ
ถามว่าดื้อมาก ดื้อน้อยมาจากไหน ก็มาจากกรรมที่ทำที่สะสมมาทั้งนั้น
มีเพียงเจ้าตัว ที่จะฝืนความดื้อตนเอง ฝืนชะตากรรมตนเองได้ ฝืนใจตนเองได้
และต้องกล้าพอที่จะให้เวลาพิสูจน์ที่นานพอ
ไม่ใช่ให้เวลาเพียงนิดเดียวแล้วรีบด่วนสรูป รีบท้อรีบถอย
แต่ที่ไอ้ความเชื่อเก่าๆ กับให้เวลากับมันตลอดทั้งชีวิต ตลอดทุกๆชาติ
ศรัทธาจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากในช่วงแรก
และเราขอย้ำอีกครั้ง ไอ้ 4 อย่างที่กล่าวมา
ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดได้ และเราเองล้วนเคยขาดทั้ง 4 อย่างนี้พร้อมๆกันมาแล้ว
ไม่เหลืออะไรยืนยันตัวตนได้เลย ซึ่งเคยเขียนบันทึกไว้ใน space แห่งนี้ไว้แล้ว
มันทุกข์เจียนตาย มันไร้ตัวตน มันไร้คุณค่า ชีวิตไม่มีอะไรอีกแล้ว
มันได้เดินมาถึงทางแยก แยกที่หนึ่งตายตามความเชื่อเดิม
แยกที่สองก็อยู่กันไป ขอพิสูจน์หน่อยมันแย่จริงไหม
ไม่ขอเอาความเชื่อ และความตายเป็นที่พึ่ง
แต่ขอเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ท่านสอนว่าไง
ท่านให้ทำอะไร ทำเลย ทำเป็นประจำ เห็นผลไม่เห็นผลก็ทำ ไม่หวังผลอะไร
จะได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่ไอ้ตัวไอ้ตนที่เราเชื่อมาตลอดมันได้หายไปแล้ว
มันไม่เหลืออะไรให้พึ่งอีกแล้ว มันทุกข์เหลือเกิน มันเชื่ออย่างนั้น
เหลือเพียงพระรัตนตรัยที่อยู่ที่เดิมมาตลอด
ทุกข์ที่ก็มาให้ปลอบที สุขทีก็หนีไป
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว จะเอาจริงแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว
เลิกดื้อแล้ว ท่านว่ายังไง สอนยังไง ลงมือทำแล้ว ลุยแล้ว
สงสัยให้รู้ไป สงสัยให้รู้ มาเองได้ ไปเองได้ รู้ รู้ลูกเดียว
ก็ทำอยู่อย่างนี้มานานหลายเดือน ทำทั้งไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง
จนสุดท้าย......และท้ายสุด
จึงได้พบว่า เราขาด 4 อย่างนี้ได้
เราเป็นอิสระต่อความเชื่อนี้ได้
และมันสุขเหลือเกิน สุขเพราะเห็นความจริง
ไม่ใช่สุขเพราะเชื่อตามๆกันมา
ไม่ใช่สุข เพราะคนหมู่มากเขาสุขกัน
แต่มันสุขจริงๆ มันเป็นของจริง
คนทั่วไปพอมีปัญหาจาก 4 อย่างนี้จะแบกไว้ 99 ส่วน แก้ไข 1 ส่วน
แต่คนที่เป็นอิสระต่อ 4 อย่างนี้ จะไม่แบกมันไว้ รู้สึกว่าแบกปั๊ปก็วางทันที
และลงมือแก้ไขอย่างเต็มที่ที่สุด ให้สมหน้าที่ที่ต้องทำอย่างดีที่สุด
ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่ล้วนเป็นเพื่อผู้อื่น เพราะเห็นจริงแล้วว่า
ตนเองนั้นละตัวปัญหา
สิ่งที่เขียนมาในวันนี้ เพียงอยากเป็นกำลังใจให้คนที่ดื้อมากเหมือนกัน
เราเคยดื้อมาก่อน เคยเห็นว่าข้าเก่งที่สุดมาก่อน เคยเห็นว่าฉันถูกที่สุดมาก่อน
แต่ขอบอกไว้เลยว่า ไอ้ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่เคยมอบความสุขจริงๆ ให้เลยสักครั้ง
มีแต่สุขจอมปลอมมาให้ เว้นก็เสียแต่ความทุกข์ ที่เป็นของจริงๆ
.
.
..
จนกระทั่งเลิกเก่ง เลิกฉลาด เลิกถูก ให้โอกาสตนเองได้ลองเดินในอีกเส้นทาง
ทางแห่งอิสรภาพนี้ :)
October 12 รถไฟฟ้า มาหานะเธอ (อีกครั้ง :D )เป็นหนังอีกเรื่องเลย ที่ดู Trailer ซ้ำไปก็ซ้ำมาตั้งไม่รู้กี่รอบต่อจากหนังเรื่อง โคตรรักเอ็งเลย
เท่านั้นยังไม่พอ ยังชักชวนชาวบ้านให้เขามาดูด้วยอีก จนพี่ที่ทำงานต้องพูดขึ้นมาว่า ดูอีกแหละ
ชอบพี่เคนก็ว่ามา 555+
ดังนั้นจัดไปกับ MV ตัวใหม่ หุหุ http://www.youtube.com/watch?v=51WlAWsokVY
ปล. การ์ตูนก็มีออกมาด้วยละ อ่านก็หนุกดี หนุกดี หุหุ :) October 04 รถไฟฟ้า...มาหานะเธอเขา hit trailer นี้กันมานานแล้ว
เอาเราพึ่งมาได้ดู ดูแล้วก็ชอบเลย ยิ้มเลย เออ..ขำดีนะ :D
จริงๆ ต้องเขียนบทความขึ้นมาหนึ่งบทความในวันออกพรรษานี้
แต่ขอกั๊กไว้ก่อน ขอเวลาอีก 4-5 วัน
ช่วงนี้ มีแต่งานเข๊า งานเข้า >.<
spoil ล่วงหน้า จะเขียนเกี่ยวกับ "เราขาดมันได้"
ขาดอะไรหนอ? ก็เช่นขาดไอ้ความรู้สึกประมาณนี้ได้ไง
Colbie Caillat : Fallin' For You
I don't know but
I think I maybe Fallin' for you Dropping so quickly Maybe I should Keep this to myself Waiting 'til I Know you better I am trying Not to tell you But I want to I'm scared of what you'll say So I'm hiding what I'm feeling But I'm tired of Holding this inside my head I've been spending all my time Just thinking about ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I've been waiting all my life And now I found ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I'm fallin' for you As I'm standing here And you hold my hand Pull me towards you And we start to dance All around us I see nobody Here in silence It's just you and me I'm trying Not to tell you But I want to I'm scared of what you'll say So I'm hiding what I'm feeling But I'm tired of Holding this inside my head I've been spending all my time Just thinking about ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I've been waiting all my life and now I found ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I'm fallin' for you Oh I just can't take it My heart is racing The emotions keep spinning out I've been spending all my time Just thinking about ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I've been waiting all my life and now I found ya I don't know where to I think I'm fallin' for you I'm fallin' for you I think I'm fallin' for you I can't stop thinking about it I want you all around me And now I just can't hide it I think I'm fallin' for you (x2) I'm fallin' for you Ooohhh Oh no no Oooooohhh Oh I'm fallin' for you |
|||||
|
|